ชีวิตที่พอเพียง  4756. คำนำเสนอ หนังสือ การออกแบบเพื่อชีวิตที่ดีกว่า 

คำนำเสนอ

หนังสือ "การออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า : มีความหมาย ยั่งยืน มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง"

..........................

ผมตีความว่าผู้อ่านหนังสือเล่มสำคัญนี้มีสองกลุ่ม   คือกลุ่มนักออกแบบ  กับกลุ่มผู้ปฏิบัติ ในหน้าที่การงาน และในชีวิตของตน    ซึ่งเป็นการตีความว่า หนังสือเล่มนี้เกี่ยวข้องกับทุกชีวิตบนโลกใบนี้ ทั้งที่เป็นมนุษย์และไม่ใช่มนุษย์    ผมมองว่า ผู้เขียนหนังสือ คือ ศาสตราจารย์ ดอน นอร์แมน ชวนให้ผู้อ่านและทุกคนในโลก ร่วมกันพิทักษ์โลกให้พ้นจากหายนะ ผ่านการออกแบบ ... ออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า 

เป็นหนังสือที่ชักชวนให้ทุกคนในโลกนี้ เป็นผู้กระทำ (agency) หรือผู้นำการเปลี่ยนแปลง (change agent)   ผู้อ่านไม่เพียงอ่านเพื่อรู้หรือเข้าใจการออกแบบแนวก้าวหน้านี้เท่านั้น    แต่ยังมุ่งเอาข้อเรียนรู้ไปปฏิบัติ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการหาทางออก (part of the solution)   เพราะตระหนักว่าขณะนี้ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา (part of the problem) ด้วย    ร่วมกับคนทั้งโลก    

ที่จริงสาระในหนังสือ ไม่เพียงมีเป้าหมายเพื่อโลกที่ดีกว่า (ตามชื่อหนังสือ) เท่านั้น    แต่เพื่อ “ความอยู่รอดของโลก” คือเพื่อแก้วิกฤติมนุษยชาติ หรือวิกฤติโลก   จากการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ที่เป็นผลสะสมของการออกแบบ “สิ่งที่มนุษย์สร้าง” มาเป็นเวลาหลายร้อยปี หรือหลายพันปี ที่เรียกว่าพัฒนาการด้านอารยธรรมมนุษย์   ที่ในที่สุดพบว่านำสู่วิกฤติความอยู่รอดของมนุษยชาติ  และโลก 

หนังสือเล่มนี้จึงว่าด้วยการกลับลำของการพัฒนาอารยธรรมมนุษย์    ซึ่งหมายความว่าเป็นกิจกรรมที่ “สุดหิน” (wicked problem)    ที่ผมเคยเสนอเรื่อง “ปัญหาโหด” (wicked problem) ที่ยิ่งกว่าซับซ้อน ไว้ที่ www.gotoknow.org/posts/710818    การกลับลำนี้จึงต้องมีกุศโลบายที่แยบยล    และดำเนินการอย่างมีเป้าหมายระยะยาว แต่จับที่เรื่องที่สำเร็จง่าย (low-hanging fruits) ก่อน    โดย “ออกแบบเชิงโมดูลาร์ที่ค่อยเพิ่มทีละขั้น”    ที่แต่ละโมดูลเชื่อมต่อกันอย่างหลวมๆ   เอื้อต่อความคิดริเริ่ม  ความยืดหยุ่น และอิสรภาพ (หน้า ๕๗๑)    และที่สำคัญต้องออกแบบการช่วยบรรเทาทุกข์กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากการออกแบบระบบใหม่นั้น (หน้า ๕๖๗) ก็จะช่วยลดปัญหาพฤติกรรมมนุษย์ ที่มักต่อต้านการเปลี่ยนแปลง       

การทำความเข้าใจ “ปัญหาสุดหิน” ที่สั่งสมมานาน    มีหลายชั้นหลายมิติ  ซับซ้อนซ่อนเงื่อนนี้  กินเนื้อที่ราวๆ ร้อยละ ๘๐ - ๙๐ ของหนังสือเล่มนี้   ซึ่งมี ๖ ตอน   จะเห็นว่า ๕ ตอนแรก ว่าด้วย “ปัญหาสุดหิน” นี้ ทั้งสิ้น  คือ ตอนที่ ๑ สิ่งมนุษย์สร้าง – Artificial  ตอนที่ ๒ การมีความหมาย สื่อสารในวิธีที่สามารถเข้าใจได้   ตอนที่ ๓  ความยั่งยืน : พลิกกลับและซ่อมแซมความเสียหายที่ได้ทำกับระบบนิเวศโลก    ตอนที่ ๔ มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง  : จัดการกับทุกด้านของโลกที่เกี่ยวข้องกับชีวิต   ตอนที่ ๕  พฤติกรรมมนุษย์ : ความท้าทายที่สำคัญ    มีเพียงตอนสุดท้าย คือตอนนี้ ๖ เท่านั้น ที่เสนอทางออก     คือ ตอนที่ ๖ การปฏิบัติการ : เรียนรู้  สะท้อนคิด ตัดสินใจ  ปฏิบัติการ    

เป็นธรรมชาติของการเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่อง “สุดหิน” ที่การอธิบายปัญหา ย่อมนำทางสู่ทางออกอยู่ด้วยกัน   ดังนั้นหากท่านผู้อ่านอ่านตอนที่ ๑ – ๕ อย่างพินิจพิเคราะห์ จะเห็นทางออกซ่อนอยู่เป็นระยะๆ    นี่คือความสนุกในการอ่านหนังสือที่อ่านยากอย่างหนังสือเล่มนี้    ดังตัวอย่าง บทที่ ๑๙ หน้า ๓๐๖  ขึ้นต้นว่า “คนคิดอย่างเป็นเส้นตรงโดยสัญชาตญาณ”   กระตุ้นให้ผมสะท้อนคิดทันทีว่า    นี่คือข้อบ่งชี้ ให้เราช่วยกันออกแบบระบบการศึกษาเสียใหม่ ให้เน้นการเรียนรู้เชิงรุก เรียนรู้แบบร่วมมือ เรียนรู้จากประสบการณ์ และเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด (www.gotoknow.org/posts/717659)    เพื่อเปลี่ยนมนุษย์เส้นตรง ไปเป็นมนุษย์ที่คิดซับซ้อน 

บทที่ ๒๐ การทำงานกับระบบสังคมเทคนิคที่ซับซ้อน   มีการศึกษาพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของ “ตัวกระทำ” (agent) สองกลุ่มคือ นักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นผู้สร้างความรู้หรือวิธีการ กับ ผู้ปฏิบัติงาน ที่เป็นผู้เอาความรู้หรือวิธีการนั้นๆ ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง   คนสองกลุ่มี้มีความคิดและพฤติกรรมแตกต่างกันตามที่ระบุในหน้า ๓๓๑   นำสู่หัวข้อถัดไป “ระบบที่ซับซ้อน : การป้อนกลับ ป้อนไปข้างหน้า การเรียกซ้ำ (recursion)”   ชวนให้ผมคิดต่อไปยังการออกแบบทางออก ที่มีการเรียนรู้จากประสบการณ์บูรณาการอยู่ (www.gotoknow.org/posts/717659)    ในลักษณะทำไปเรียนรู้ไป   โดยใช้ “ศาสตร์แห่งการฝ่าความสับสนสู่ความสำเร็จ” (muddling through) (หน้า ๓๙๘  และ ๔๐๕)   แบบขั้นตอนเล็กๆ ค่อยๆ เพิ่มทีละขั้น (incremental steps) 

หน้า ๔๐๐ - ๔๐๒ กล่าวถึงความซับซ้อนของการออกแบบระบบสุขอนามัยสมัยใหม่   และสรุปว่าความยากไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี    แต่อยู่ที่การละเลยปัจจัยสำคัญ ๔ ประการ คือ  (๑) การออกแบบที่ไม่คำนึงถึงจิตวิทยาของมนุษย์ (๒) ความโน้มเอียงของมนุษย์ ที่ต้องการคำตอบง่ายๆ  (๓) ปฏิสัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันของสาขาวิชาและมุมมองที่หลากหลาย  (๔) ข้อเรียกร้องต่อกันมากมาย ที่เข้ากันไม่ได้    จะเห็นว่า บทที่ ๑ - ๕ ของหนังสือ เสนอทางออกแทรกอยู่ในปัญหา  อยู่เกือบทุกตอน     

ทางออกที่ชัดเจน อยู่ในตอนที่ ๖ การปฏิบัติการ   บทที่ ๓๖ จะทำอะไรได้บ้าง?    ตอบว่าทุกคนในโลกนี้ต้องเข้าไปริเริ่มดำเนินการ    ทุกรัฐบาลของทุกประเทศ    และองค์กรระหว่างประเทศ    ซึ่งส่วนหนึ่งก็ทำอยู่แล้ว    แต่ยังไม่เพียงพอ   เริ่มจากเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของตนเอง    และรวมตัวกันทำกิจกรรม หรือปฏิบัติการ จากบนลงล่าง และ ปฏิบัติการแบบล่างขึ้นบน  ที่ออกแบบให้สอดประสานหรือสนธิพลัง (synergy) กัน    คือนอกจากเปลี่ยนแปลงความคิด พฤติกรรม และปฏิบัติการของปัจเจกบุคคลแล้ว   ต้องเปลี่ยนแปลงปฏิบัติการเชิงระบบด้วย   โดยตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะเปลี่ยนเกมการเมือง เกมผลประโยชน์ ฯลฯ อย่างหนัก   ต้องร่วมกันหาทางออก เพื่อความยั่งยืนของโลก และมนุษยชาติ  

บทที่ ๓๗  เราสามารถทำอะไรได้บ้าง?   

นอร์แมน เริ่มจุดประกายการพัฒนาสังคมด้วยการออกแบบในหนังสือ The Design of Everyday Things อันเลื่องชื่อ    ตามด้วย การออกแบบที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง    และในเล่มนี้ การออกแบบที่มีความหมาย ยั่งยืน มนุษยชาติเป็นศูนย์กลาง    มีความล้ำลึกระดับปฏิวัติความคิดของมนุษยชาติ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคุณธรรมจริยธรรม    ที่จะต้องเปลี่ยนจากการเอาเปรียบ ครอบงำ   สู่การออกแบบและการทำงานที่สนองมิติด้านดีของความเป็นมนุษย์    และคำนึงถึงความยั่งยืนของธรรมชาติ    ไม่ใช่คำนึงถึงกำไรและผลประโยชน์ตน หรือของหน่วยงานของตนเท่านั้น    

สิ่งที่ต้องทำคือ สร้างระบบที่ช่วยทดแทนผลประโยชน์ของบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือประเทศ ที่สูญเสียผลประโยชน์จากการมีกติกาใหม่ ระบบใหม่ เพื่อโลกก้าวพ้นวิกฤติ    นี่คือการออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า หรือเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติและของโลก   โดยเรามีกลไกเพื่อการนี้อยู่แล้ว คือ COP – Conference of the Parties ที่ดำเนินการตาม UNFCCC - UN Framework Convention on Climate Change ขององค์การสหประชาชาติ    ซึ่งดำเนินการมาแล้วปีละครั้ง รวม ๒๘ ครั้ง นับถึงปลายปี ๒๕๖๖   

หากพิจารณาตามสาระในหนังสือเล่มนี้ โลกต้องการกลไกทำความเข้าใจร่วมกันของทุกประเทศ   ลงลึกไปถึงรายละเอียดปลีกย่อยมากมายที่มีความสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนขาด (transform) ระบบธรรมาภิบาลโลก (global governance)   ระบบการเมืองการปกครอง  ระบบสังคม ระบบเศรษฐกิจ  ระบบธุรกิจ  ระบบกฎหมาย ระบบพลังงาน ระบบการคมนาคมขนส่ง ระบบการศึกษา  ระบบสุขภาพ   ระบบเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล และ เอไอ  ฯลฯ   ให้เป็นระบบที่เอื้อให้มนุษยชาติและโลกอยู่รอดร่วมกัน           

สาระหลักของหนังสือหนาเกือบ ๖๐๐ หน้าเล่มนี้สรุปในบทสุดท้าย บทที่ ๓๘  ประเด็นสำคัญๆ ของหนังสือเล่มนี้     เน้นว่า ระบบต่างๆ ในปัจจุบันเป็น “สิ่งที่มนุษย์สร้าง” (artificial)    เมื่อมนุษย์สร้างได้ มนุษย์ย่อมเปลี่ยนได้    ความท้าทายคือ ต้องก้าวข้ามหลากหลายระบบที่เมื่อมนุษย์สร้างแล้ว กลายเป็นสิ่งครอบงำหลอกลวงมนุษย์เอง   เช่นระบบข้อมูลและประมวลผลออกมาเป็นตัวชี้วัด จีดีพี  ที่ทำให้มนุษย์ถูกครอบงำโดยการเติบโตทางเศรษฐกิจ    ละเลยปัจจัยอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อความสุขและความอยู่รอดของมนุษยชาติ      

จะบรรลุผลเปลี่ยนขาดชีวิตความเป็นอยู่ และระบบต่างๆ ที่กล่าวมาได้ นักออกแบบเองก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม จากการเป็นผู้กำหนด มาเป็นผู้อำนวยความสะดวกและที่ปรึกษา   ต้องละเลยการนำความคิดไปยัดเยียดแก่ชุมชน  ให้ชุมชนร่วมกันออกแบบการเปลี่ยนแปลงเอง   เพื่อเปลี่ยนโลกจากล่างขึ้นบน  นักออกแบบการเปลี่ยนแปลง ต้องให้ความสำคัญต่อปัจจัยด้านพฤติกรรมของมนุษย์    

นอร์แมนไม่เพียงเขียนหนังสือเพื่อขับเคลื่อนการออกแบบเพื่อความยั่งยืนและความอยู่รอดของมนุษยชาติเท่านั้น    ยังสร้างหลักสูตร Design for a Better World with Don Norman (https://www.interaction-design.org/courses/design-for-a-better-world-with-don-norman-course)  เพื่อฝึกอบรมผู้สนใจ เป็นคอร์ส ออนไลน์ ที่ยืดหยุ่น เข้าเรียนในช่วงเวลาที่ผู้เรียนสะดวก    และท่านยังริเริ่ม Don Norman Design Award (https://dnda.design)  กระตุ้นการสร้างสรรค์การออกแบบเพื่อโลกที่ดีกว่า   

ในเว็บไซต์ jnd.org ของ นอร์แมน    เสนอคำคมของท่านหลายคำ  คำหนึ่งคือ “Design must change from being unintentionally destructive to being intentionally constructive” – เปลี่ยนการออกแบบจากบทบาททำลายล้างอย่างไม่ตั้งใจ   สู่บทบาทสร้างสรรค์อย่างตั้งใจ   อุดมการณ์นี้ไม่ควรเป็นของนักออกแบบเท่านั้น    ควรเป็นคติชีวิตของคนทุกคน   

วิจารณ์ พานิช

๒๖ เมษายน ๒๕๖๗

......................…