คัมภีร์ของศาสนาอิสลาม เรียกว่า คัมภีร์อัลกุรอาน เนื้อหาในคัมภีร์นี้ทั้งหมดเป็นวจนะของพระเจ้า ที่ได้ประทานแก่ท่านศาสดา นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผ่านทางสื่อคือเทวทูตญีบรีลเพื่อนำไปเผยแพร่แก่มวลมนุษย์ ศาสดานบีมูฮัมมัดเป็นบุคคลที่อัลลอฮ์ทรงเลือกให้ทำหน้าที่ประกาศศาสนา และเป็นผู้นำในการปฏิบัติศาสนกิจตามคำสอนของพระองค์ อัลลอฮ์ประทานคัมภีร์แก่ท่านศาสดาเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 23 ปี แบ่งเป็นสองช่วง คือ ช่วงก่อนการอพยพเป็นเวลา 13 ปี เรียกว่า “มักกียะห์” และช่วงหลังการอพยพเป็นเวลา 10 ปี เรียกว่า “มะดะนียะห์” เมื่อได้รับโองการมาท่านจะอ่านให้สาวกฟังและให้จดทันทึกลงบนแผ่นหิน หนังสัตว์ กระดาษ กาบอินทผาลัม และวัสดุอื่น ๆ เก็บไว้
คัมภีร์อัลกุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะฮ์ ซึ่งมีทั้งหมด 114 ซูเราะฮ์ แต่ละซูเราะฮ์ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะห์ (แปลว่า สัญลักษณ์) ซึ่งอัลกรุอานมีอายะห์ทั้งหมด 6236 อายะฮ์ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดีอารเบีย) เนื้อหาในอัลกุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประเทศชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะฮ์หรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน
ภาษาที่ใช้บันทึกคัมภีร์อัลกุรอาน คือภาษาอาหรับ ข้อความในคัมภีร์เป็นภาษาที่ไพเราะ มิใช่ร้อยแก้ว และมิใช่ร้อยกรอง แต่ก็มีสัมผัสในแบบของตัวเอง ปัจจุบันนี้ได้มีการแปลคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก มุสลิมถือว่าทุกคำและทุกตัวอักษรของคัมภีร์อัลกุรอานมาจากอัลลอฮ์และเป็นความจริงที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมนูญสำหรับชีวิต และเนื่องด้วยอัลกุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลามจึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัลกุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญ์วีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัลกุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัลกุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของ อัลกุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายของอัลกุรอาน หรือที่เรียกว่า “ตัฟซีรอัลกุรอาน”
ศาสนาอิสลามมีจุดเริ่มต้นการเผยแพร่จากคาบสมุทรอาหรับและได้ขยายเข้าสู่ดินแดนต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย รวมถึงตอนใต้ของประเทศไทย โดยพ่อค้าชาวอาหรับที่เดินทางเข้ามาค้าขาย พร้อมนำหลักปฏิบัติของอิสลามที่งดงามเข้ามาเผยแพร่ จนได้รับการยอมรับจากประชาชนในดินแดนเหล่านั้น สำหรับประเทศไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ อิสลามได้ขยายเข้าสู่ภาคกลางและภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย โดยการอพยพและย้ายถิ่นฐานของมุสลิม นอกจากนี้ยังมีมุสลิมชาวต่างชาติที่ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนของไทยด้วย
ขณะที่ภาษาไทยเป็นอีกภาษาหนึ่งที่คัมภีร์อัลกุรอานได้รับการแปลความหมาย ซึ่งแนวคิดการแปลความหมายคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทยนั้น เกิดจากพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแก่อดีตจุฬาราชมนตรีต่วน สุวรรณศาสน์ เนื่องในโอกาสต่าง ๆ อยู่เสมอว่า พระองค์ปรารถนาที่จะให้มีการแปลความหมายคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย เพื่อให้ชาวไทยได้ซาบซึ้งในอรรถรสของคัมภีร์อัลกุรอาน และเพื่อให้เป็นสง่าราศีแก่ประเทศชาติทัดเทียมกับหลาย ๆ ประเทศซึ่งเขาเคยจัดการแปลความหมายคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาประจำชาติกันมาแล้ว นอกเหนือจากประโยชน์ในด้านการเรียนรู้คำสอนของอิสลามและส่งเสริมความศรัทธาให้แก่ชาวไทยมุสลิมแล้ว การแปลความหมายคัมภีร์อัลกุรอานยังเป็นสิ่งที่สร้างความเข้าใจอันดีต่อคนต่างศาสนิกเกี่ยวกับอิสลามและชาวไทยมุสลิมอีกด้วย
การบันทึกอัลกุรอานนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ สมัยท่านเราะสูล สมัยท่านอบูบักรฺ และสมัยท่านอุษมาน ดังนี้
1. การรวบรวมอัลกุรอานในสมัยท่านเราะสูล คือท่านได้แต่งตั้งให้เศาะหาบะฮฺบางคนมีหน้าที่รับผิดชอบบันทึก อัลกุรอานในทุก ๆ ครั้งที่โองการถูกประทานลงมา และมีรายงานจากท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน ว่า เมื่อใดที่อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมาแก่เราะสูล ท่านจะเรียกผู้บันทึกบางคน พร้อมกล่าวว่า “จงวางโองการนี้ในซูเราะฮฺที่กล่าวอย่างนั้น อย่างนี้” โดยที่ท่านเราะสูล ได้ชี้และบอกตำแหน่งของโองการในซูเราะฮ์นั้น ๆ อย่างชัดเจน
ในส่วนของอุปกรณ์และเครื่องมือการบันทึกอัลกุรอานในสมัยของท่านเราะสูล นั้นมีความลำบากมากแต่บรรดาเศาะหาบะฮฺ เองได้พยายามบันทึกไว้บนวัสดุต่าง ๆ ที่สามารถหามาได้ในสมัยนั้น อย่างเช่น กิ่งก้านอินทผาลัม แผ่นหิน หนังสัตว์ อานไม้บนหลังอูฐ (เสลี่ยง) กระดูกอูฐและแพะ
2. การรวบรวมในสมัยท่านอบูบักรฺ อัลศิกดิก หลังจากที่ท่านเราะสูล ได้เสียชีวิตไป และท่านอบูบักรฺ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเคาะลีฟะฮฺ (ผู้นำประชาติมุสลิม) ทำให้บางเผ่าในคาบสมุทรอาหรับได้หวนกลับไปเป็นกาฟิร (ปฏิเสธศรัทธา) อีกครั้ง จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านเคาะลีฟะฮฺคนใหม่ต้องส่งกำลังทหารไปปราบปรามเพื่อให้เข้ารับอิสลามและยอมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐอิสลามอีกครั้ง และในบรรดาทหารรบในกองกำลังครั้งนี้นั้น มีบรรดานักท่องจำอัลกุรอานอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก และพวกเขาได้พลีชีพในสมรภูมิครั้งนี้มากถึง 70 คน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บรรดาเศาะหาบะฮฺ เกิดความหวาดระแวงว่า ถ้าไม่มีการรวบรวมอัลกุรอานขึ้นจะทำให้อัลกุรอานขาดหายไปก็เป็นได้ และบรรดาเศาะหาบะฮฺมีมติเห็นพ้องให้มีการรวมตัวเพื่อภารกิจนี้อย่างเร่งด่วนโดยการรวบรวมอัลกุรอานจากบันทึกที่กระจัดกระจายอยู่เพื่อจัดทำเป็นเล่ม
3. การรวบรวมในสมัยท่านอุษมาน อิบนฺ อัฟฟาน โดยการรวบรวมในสมัยนี้ หมายถึง การจัดทำเป็นหลาย ๆ เล่มบนพื้นฐานการอ่านวิธีเดียวกันด้วยภาษาเดียวกันที่ไม่ขัดแย้งกันและส่งไปยังหัวเมืองต่าง ๆ เพื่อเป็นรัฐธรรมนูญในการปฏิบัติต่อไป ด้วยสาเหตุหลัก คือ หลังจากที่ศาสนาอิสลามเกิดการแพร่หลายไปยังประเทศต่าง ๆ และประชาชาติในประเทศเหล่านั้นได้เข้ารับอิสลามเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเหตุให้บรรดาเศาะหาบะฮฺที่ได้ไปเผยแพร่ยังประเทศต่าง ๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องสอนหลักคำสอนอิสลาม หลักศรัทธาและสอนอัลกุรอานให้แก่ประชาชาติให้เข้าใจและปฏิบัติธรรมและวิธีการอ่าน ท่องอัลกุรอานอย่างถูกต้องควบคู่กันไปพร้อม ๆ กัน
อาจารย์มาใช้ที่นี่สอนหนังสือ และเก็บข้อมูลได้นะครับ www.classstart.org