I was asked to comment on this
drawing by a 5 year old artist.
I said this drawing is quite good. The foxes are recognizable without the caption (in correct spelling). The markings and colouring are good and realistic. The tails are really beautiful an accurate. The main features (of foxes) are well captured. Though the legs and paws show a short attention span to those parts. Overall, the drawing is good enough for public viewing.
At 5 year old, the artist clearly show potentials that should be encouraged and nurtured. The question is now on finding a master of arts to guide the development. This is an issue of developing countries, where talents may be wasted instead of nurtured for (cultural) benefits of the society.
What do we have in Thailand for those talented children?
[Added 15 July 2567 - an example in Thailand: ครูยังอึ้ง! นักเรียนวาดภาพเพื่อนนักเรียน ส่งประกอบการเรียนภาษาอังกฤษสวยเหมือนตัวจริงมาก (ชมคลิป) https://mgronline.com/onlinesection/detail/9670000059869 TikTok “meesatang1” ]

ประเด็นดีจังเลยครับ ขอร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนสักเล็กน้อย แต่จะนำประเด็นนี้ไปประมวลภาพลงลึกอีกต่อไป เพราะสอดคล้องกับสิ่งที่ผมเห็นอยู่เสมอด้วยครับ อยากแบ่งปันเรื่อง ‘มณฑลพหุลักษณ์ปัญญา’ และการศึกษาเรียนรู้มวลชนใน ‘ภูมิชีวิตและห้วงความสนใจ’ ซึ่งจะงอกงามเพิ่มพูนมากมายมหาศาลขึ้นที่นอกระบบและโครงสร้างเดิม ทั้งในระบบการศึกษาและในทุกระบบของสังคม กระทั่งเป็นภาวะก่อเกิดและการดำรงอยู่ของมณฑลการผูกผสานยึดโยงกันอย่างใหม่ ด้วยบริบทและเงื่อนไขแวดล้อมอย่างใหม่ ของผู้คนหลากหลายอย่างไม่จำกัด มองไม่เห็น แต่เห็นผลสะท้อนและสิ่งแสดงอันสืบเนื่องกับพลวัตพหุวิทยาการปัญญาได้ของสังคมยุคใหม่และในอนาคตอีกยาวนาน ซึ่งขอเรียกพอได้สื่อสารกันไปก่อนว่ามณฑลแห่งภาวะ ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’
ผมเห็นสัญญาณอันแผ่วเบา แต่งดงาม เหมือนทัศนียภาพแห่งภูมิชีวิต และตำแหน่งแห่งหนการดำเนินมาสู่ภูมิชีวิตในโลก ที่พอจะเห็นการสะท้อนอยู่ใน Manifestation Art ในภาพสุนัขจิ้งจอก ของเด็กในวัย 5 ขวบ ที่อาจารย์ได้นำมาแบ่งปันนี้นะครับ นับแต่ยุคก่อนทศวรรษ 2530 โดยเฉพาะเห็นภาพสะท้อนอยู่ในงานศิลปะ วรรณกรรม สื่อ การศึกษามวลชนจากสื่อ รวมทั้งผมเล่นดนตรี อยู่กับกิจกรรมชีวิตทางศิลปะสุนทรียปัญญาในหลายระดับและหลายรูปแบบมาแต่เด็ก ทั้งเป็นผู้แสดง สร้างจังหวะและนำแนวปฏิบัติเป็นหมู่ชนในงานประเพณีวัฒนธรรมของสังคมฐานราก และเป็นผู้สร้างศิลปะเบื้องหลังแล้วได้เห็นพลวัตต่างๆของสังคมงอกงามและดำเนินไปอยู่เบื้องหน้า ได้เห็น เข้าใจ รู้สึกได้ต่อองค์ประกอบความมีชีวิต ทำให้นำมาใช้ปฏิบัติได้ ทำหน้าที่ของชีวิตได้ พอประมาณแก่อัตภาพ
ครั้นให้ความสนใจ อ่าน ศึกษาค้นคว้าไปด้วยมากยิ่งๆขึ้น อีกทั้งได้มีชีวิตการงานและได้ดูแลปัจจัยองค์ประกอบด้านที่เกี่ยวข้องกันนี้ในหลายระดับของสังคม ก็สามารถเข้าใจมากยิ่งๆขึ้นเป็นลำดับ อีกทั้งมีโอกาสได้อยู่ในแหล่งการศึกษาและสถาบันวิชาการแถวหน้าของประเทศและนานาชาติ พอจะมีกำลังนำทางไปก่อนให้กับส่วนอื่นๆในนิเวศบริการวิชาการกันและกันได้ จึงหลายอย่างก็พอที่จะมีกำลังสร้างความรู้และวางแนวปฏิบัติการต่างๆเสียใหม่ รวมทั้งอยู่ในบทบาทที่พอจะสามารถทำการสำรวจทัศนียภาพรอบด้าน ให้เห็นพลวัตก่อเกิดและนัยสำคัญต่างๆต่ออนาคต ที่จะสะท้อนเข้าสู่วงจรสร้างปัจจัยปัญญาปฏิบัตินำพลวัตต่างๆที่ดีได้ หลังแผนฯแห่งชาติ ฉบับที่ 7-8 (2535-2539, 2540-2544) ซึ่งทั้งในท้องถิ่นสังคมไทยและทั่วโลก ต่างก็เกิดวิกฤติทางสังคม สิ่งแวดล้อม ตามมาด้วยวิกฤติทางการเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ กระทั่งเกิดคลื่นล่มสลายและพังทะลายตามกันในวิกฤติเศรษฐกิจของทั่วโลก ขาดทรัพยากรทำงานกันไปทั้งระบบ แต่ไม่หมดสิ้นความมุ่งมั่นตั้งใจในการเดินไปข้างหน้ากัน จึงเดินออกไปด้วยใจและทุนปัญญาปฏิบัติจากภูมิชีวิต ทำงานสร้างสังคมด้วยการเดินเข้าร่วมมือกันในแนวราบ ข้ามกรอบจำกัดและมุ่งบรรลุเป้าหมายเชิงวิวัฒน์ตนเองและเชื่อมโยงให้มีกำลังปฏิรูปเชิงระบบไปด้วยกำลังปัญญาหมู่ ทำไปก็เรียนรู้สร้างพลวัตทางปัญญาต่างๆไปด้วยกัน เหล่านี้ ก็ได้เห็น ‘มณฑลพหุลักษณ์ปัญญา’ และการศึกษาเรียนรู้มวลชนใน ‘ภูมิชีวิตและห้วงความสนใจ’ ไม่เพียงมีอยู่มากมายในสังคมเท่านั้น แต่มีสิ่งดีและเห็นนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านของหลายอย่างทั้งลงลึกไปถึงระดับรากฐาน ไปจนถึงการก่อเกิดมณฑลภาวะอย่างใหม่ของระบบและโครงสร้างขนาดใหญ่กำกับภาพรวมลดทอนส่วนบน ให้ผสานสัมพันธ์และยึดโยงเกื้อหนุนกันที่ดี ศิลปะและเครื่องมือปัญญาปฏิบัติพหุลักษณ์ข้อมูล ที่เป็นฉากรับภาพสะท้อนทัศนียภาพภูมิชีวิต ในสิ่งที่ขอเรียกว่า ‘มณฑลพหุลักษณ์ปัญญา’ และการศึกษาเรียนรู้มวลชนใน ‘ภูมิชีวิตและห้วงความสนใจ’ ทั้งภายในและภายนอกระบบต่างๆ เป็นสถานีและห้องปฏิบัติการสรรสิ่งแสดงประสบการณ์เชิงประจักษ์ร่วมกัน ต่อพลวัตความงอกงามอย่างมีชีวิตของสังคม ทั้งในระดับปฏิสัมพันธ์สื่อสารกันของบุคคล และในระดับชุมชนการรวมตัวในรูปแบบหลากหลายต่างๆ ไปจนถึงการสร้างจุดผสานเชื่อมต่อระหว่างระบบ และระหว่างพหุลักษณ์สังคม เป็นเครื่องมือช่วยให้หลายอย่างที่มีอยู่แล้วในสังคม เช่น สื่อภาษา สื่อระบบการกำกับจังหวะภาคสาธารณะต่างๆของสังคม ให้สามารถใช้การได้อย่างเหมาะสม ลดช่องว่าง และพากันมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ดีกว่าเดิม เป็นสิ่งแสดง ยืนยัน ให้ความตระหนัก บ่มสร้างสำนึกรู้ เสริมพลังความเชื่อมั่น ต่อความงามที่สุดและสิ่งที่ให้ความมุ่งหวังร่วมกันได้ดีที่สุด ก็คือ มนุษย์และการพัฒนาได้ของทุกคน
เป็นจุดผสานเชื่อมโยงให้เห็นทัศนียภาพในห้วงที่ผ่านมาของชีวิต ทั้งในช่วงชีวิตที่ดำรงอยู่ของทุกคน และภาวะการสั่งสมมาด้วยพหุปัจจัยก่อนหน้านั้นนับแต่การกำเนิดเอกภพเท่าที่สติปัญญาในอารยธรรมต่างๆของมนุษย์จะรู้จักและจินตนาการไปถึงได้ ซึ่งในทุกวิทยาการก็เกินจะสามารถรู้ได้ว่าผ่านมาจากภาวะใดบ้าง และบันทึกจดจารมวลประจุภูมิชีวิตเหล่านั้น มาประกอบพอดีเป็น ‘คนหนึ่ง’ และทุกสิ่ง แต่พอจะสามารถเห็นภาวะบังเกิดสัจจการ ธรรมชาติพื้นฐาน ธรรมชาติจริงแท้ ความสะอาด ความบริสุทธิ์ ความสงบร่มรื่น ความร้อนแรง ความมีพลังเติบโตงอกงาม และอีกมากมายหลายระดับ ของความดี ความจริง ความงาม ในรูปการณ์แตกต่างหลากหลายกันไป ไม่หยุดนิ่งตายตัว ซึ่งในมิตินี้ เป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิต ที่จะสามารถพัฒนาภาวะแห่งตน ภาวะแห่งปัจเจกบุคคล ของภาวะการมีอยู่ของมนุษย์ อีกทั้งเป็นเครื่องช่วยการระบุ จำแนก ‘มนุษย์’ กับ ‘จักรกลอัตโนมัติ’ ซึ่งนับแต่นี้ไปจนตลอดไปในอนาคต ก็จะยิ่งมีความสำคัญมากในทุกระบบสังคม ในแง่นี้ การสร้างสรรค์ทางศิลปะ กระบวนการทางศิลปะ การสร้างคน และยุวพลเมือง เพื่อจรรโลงศักยภาพการพัฒนาการเรียนรู้และเป็นปัจจัยนำพลวัตสังคม สิ่งแวดล้อม ที่สะท้อนให้เห็นได้ต่อ ‘ความงามที่สุด’ ในภูมิชีวิตและภาวะก่อเกิดการมีส่วนอยู่ในสังคมร่วมสมัยของมนุษย์ จึงเป็นการสร้าง ‘ระบบพื้นฐาน’ ระดับการได้ ‘แนวพินิจ’ ‘ระบบวิธีคิดต่อการเห็นโลกและชีวิต’ มิติความสัมพันธ์ องค์ประกอบ ขอบข่าย สัดส่วน เหมือนอย่างที่เห็น การสรรองค์ประกอบ ‘ความงาม’ ‘ความลงตัว’ ต่อทัศนียภาพของชีวิต ในภาพหมาจิ้งจอกของเด็กครับิ
ในทรรศนะผมนั้น มีความสำคัญต่ออีกมิติหนึ่งของการศึกษาสร้างคนและสร้างยุวพลเมือง สร้างมณฑลชีวิตสาธารณะหลากหลาย ทั้งของสังคมประเทศก้าวหน้าและประเทศกำลังพัฒนา และศิลปะแบบ Art-Science Socio-Cultural Functional Arts ก็เชื่อว่านอกจากจะมีส่วนเข้าถึง คัดสรร บ่มสร้าง บ่มเพาะความงอกงามในอัจฉริยภาพของเด็กแล้ว ในแง่ของการพัฒนาการเรียนรู้ในทุกระดับของสังคมเพื่อเข้าถึงมุ่งความงามสูงสุดอยู่ที่การจรรโลงพลังความงอกงามด้วยหนทางแห่งพหุปัญญามนุษย์ต่อการจัดความสัมพันธ์ที่ลงตัวของสังคมและธรรมชาติ ซึ่งต่างก็มีวาระร่วมกัน จมไปด้วยกัน และต้องการร่วมกันผสานปัจจัยเข้มแข็งที่มีต่างกันในตน ไม่มีใครนำใครได้เบ็ดเสร็จทางเดียว ก็เป็นเรื่องยาก ต้องใช้พลังงาน ทรัพยากร การทุ่มเทใจ ทนฝ่าอุปสรรค(ที่ต่างก็โง่เขลาและอับจนพอกัน) และต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมในชีวิตการงานสูง ให้มีกำลังชีวิตอยู่ได้ครับ อยากแตะไว้พอเป็นที่สังเกตและเห็นประเด็นร่วมกันได้ครับ ไม่ใช่สิ่งใหม่และขาดวิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่เป็นประโยชน์และไม่เกิดทางออกที่ดีได้ครับ เพราะสิ่งเหล่านี้มรรคผลอยู่ในปัญญาปฏิบัติ ซึ่งสิ่งที่พอจะเห็นได้ชัด แต่หนทางไกลมาก อีกทั้งอยู่ในท่ามกลางสิ่งที่เกินจะรู้ได้ต่อปัจจัยแวดล้อมที่ยังมาไม่ถึงเหนือวิสัยมนุษย์ ต้องสร้างทำ สั่งสม ไปในสภาพเหมือนไม่เห็นผลแม้ตลอดชีวิต การถกเถียง ใคร่ครวญ น้อมโยนิโสมนสิการ การรวบรวมและเสริมพลังภูมิพหุปัญญา หยั่งประมาณเชิงลึก แผ่การครอบคลุมไพศาลกว้างไกล ยกระดับการพลวัตสู่ภาวะที่ดีได้ ด้วยภาษาและระบบปัญญาพหุลักษณ์ข้อมูล ที่สร้างบทสรุปความแตกต่างหลากหลายให้ปรากฏ ประจักษ์แก่โสตสดับทางปัญญา ให้ประสบการณ์เชิงความหมายและสร้างองค์ประกอบเชิงคุณค่า ยึดโยงเชื่อมต่อกัน สามารถย้อนกลับและพลวัตไปภายหน้าแตกต่างแบบแผนกัน แต่เห็นฐานรากความลงตัวและเสริมความงอกงามกันได้ ก่อนที่จะไปใช้เครื่องมือพหุลักษณ์ต่างๆในสังคม และขยายกำลัง’การเห็นถูก’ร่วมกันให้เป็นทวีคูณได้ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆนั้น กระบวนการศิลปะและศิลปะในฐานะห้องปฏิบัติการชีวิตของสังคม ช่วยได้ครับ
ผมได้เห็น ได้ทำ ได้บันทึกรายงาน ได้แบ่งปัน ทดลองใช้อ่านปรากฏการณ์ ปฏิบัติการเสริมพลัง รวมทั้งใช้ในสถานการณ์จริง และใช้ดึงเอาหลายอย่างมาสร้างวงจรเสริมพลังการพลวัตใหม่ทางพหุปัญญาให้เป็นที่ปรากฏ จากหน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคม ไปจนถึงแสดงตัวอย่างให้เห็นจากสังคมไทย ก็พอจะก่อเกิดสิ่งดีๆในมิติใหม่ๆ อย่างกล่าวมา ได้พอสมควร แต่วงจรต่างๆเริ่มต้นนับแต่การมีฉากรับทัศนียภาพภูมิชีวิตที่เห็นและเข้าถึงด้วยฐานวิทยาการและภูมิสังคมวัฒนธรรมต่างกันได้ยาก ให้เป็นที่ประจักษ์ร่วมกันได้ในระดับหนึ่งนั้น แล้วยึดโยงผสานไปสู่การใช้ระบบปัญญาอันแตกต่างหลากหลาย ให้พอมีจังหวะการผสานความลงตัวและพ้นมิติการปะทะบั่นทอนกันได้ หรือกล่าวไม่เกินจริงจากการได้เห็นของจริงด้วยชีวิตและการปฏิบัติการไปด้วยในสถานการณ์หลากหลายว่า ได้เห็นนับแต่ต้นธารก่อเกิดภาวะใหม่ๆจาก 0 ไปจนถึงครบถ้วยบริบูรณ์นับแต่หน่วยปรากฏการณ์เล็กๆ ไปจนถึงสุดทางเต็ม 100 ทั้งระดับชาติและนานาชาติ ตรวจสอบ บทวน กลั่นกรองหลายชั้นเพื่อแสดงให้ประจักษ์ด้วยชุดพรรณาจากปัญญาปฏิบัติ เอาภูมิชีวิต มนุษย์ และหน่วยปรากฏการณ์ความเป็นจริง เป็นต้นธารประมวลภาพ แสดงระเบียงทัศน์ และแสดงฉากรับภาพให้ปรากฏ ด้วยพหุลักษณ์ข้อมูลปัญญาปฏิบัติที่ทุกคนต่างก็นำไปพิสูจน์ก่อนได้ในเงื่อนไขชีวิตตนและในบริบททางสังคมของตน แล้วก็รวบรวมเครื่องมือปฏิบัติการต่างๆไว้หมด จึงในอนาคต ก็เชื่อว่าจะเป็นมิติหนึ่งของต้นทุนที่มีอยู่ในสังคม (ทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศก้าวหน้า ) ที่จะก่อให้เกิด หลายสิ่งอย่างในหนทางที่ดีมากยิ่งๆขึ้น
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ในหลากหลายแนวทาง ผมพอจะสะท้อนคิดและแบ่งปันได้ว่า ห้องปฏิบัติการการศึกษาเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการเพื่อระบบพลวัตสังคม ห้องปฏิบัติการชีวิตและสังคม ด้วย ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ซึ่งจะเป็นฐานรากสำคัญของสังคมยุคใหม่นับแต่การบรรลุผลการศึกษาและวิทยาการก้าวหน้าทั่วโลกนี้ ด้วยกระบวนการทางศิลปะ สื่อ กระบวนการสื่อสาร การถอดบทเรียนและเสริมพลังการเรียนรู้เปิดกว้างสู่พหุมิติ พหุปัญญาพหุวิทยาการ โดยผสานยึดโยงกับองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต เช่น เนื้อหาทางสุขภาพในความหมายที่กว้าง การเรียนรู้สำนึกร่วมทางสังคม ระบบปัญญาใหญ่ของพุทธธรรม การเรียนรู้เมือง ถิ่นฐานถิ่นอาศัย ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบการผลิต ระบบการบิการ ระบบการบริโภค ความเป็นส่วนรวม ผสานเชื่อมโยงทั้งจากวาระทางสังคมภายนอก กับการเห็นภาพสะท้อนและนัยสำคัญบนหน่วยชีวิตตากการผูกพันเกี่ยวข้องของตน เหล่านี้ ช่วยได้ ทำงานได้จริง ยิ่งกว่าวิธีการอื่นๆ อีกครับ อยากกล่าวถึงอีกนิดครับ ก่อนจะกลับมาดูอีกนิดหนึ่งเกี่ยวกับภาคศิลปะสุนทรียปัญญาและกระบวนการทางศิลปะ
เมื่อเริ่มต้นตรงที่ทั้งสังคมประเทศก้าวหน้า ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศที่เริ่มดำเนินตามกันมาทีหลัง ในแง่หนึ่งของการมีวาระร่วมกันนั้น ต่างก็ไม่มีใครให้ทางออก ไม่มีใครนำใคร ไม่มีใครรู้ดี และไม่มีใครสามารถให้รูปแบบสำเร็จรูป ได้พอๆกัน การคิดเอาด้วยระบบความรู้ ระบบตรรกะ การตัดสินใจ ด้วยข้อมูลแบบที่มีอย่างดีกันอยู่แล้ว แม้จะใช้ความฉลาดล้ำของปัญญาประดิษฐ์ วิทยาการ และระบบการจัดการสมัยใหม่มากมายมาช่วยขยายผล ช่วยทำในสิ่งแม่มนุษย์ก็ำไม่ได้นั้น บางทีก็เพียงผลิตซ้ำวงจรที่ทุกสังคมต่างก็แข่งกันทะยานไปข้างหน้า เร่งให้เร็ว รุนแรง ร้ายแรง มองไปยังปลายทาง นอกจากไม่เห็นผลดีไปกว่าเดิมภายใต้การมีวาระร่วมกันต่างๆแล้ว ก็กลับเห็นภัยพิบัติและความร้ายแรงจากมนุษย์สร้าง เป็นขั้วยึดโยงไปสู่การต่างทำลายไม่เกิดผลดีต่อใครทั้งสิ้นเสียอีก เช่น กรณีสงครามของตะวันออกไกล คู่ทำลายล้างมนุษย์ที่ยึดโยงถึงกันหมดทุกมิติความก้าวหน้าของทั้งโลก สงครามยูเครน ความสัมพันธ์ที่ต้องการให้อิสรภาพแต่กลับบังคับให้มนุษย์ต้องรบเข่นฆ่ากันด้วยความรู้สึกต่อท่าทีเป็นภัยคุกคามกัน และทุกสังคมต่างก็เหมือนต้องดุ่มดำเนินไป สู่ปลายทางอย่างนี้ เหมือนไม่รู้จะไปทางไหนกันอย่างไร ปัญญาแบบคิดเอาและจินตนาการเอาด้วยความรู้ในวงจจรผลิตซ้ำปรากฏการณ์อย่างนี้ จึงไม่เพียงพอ แต่ปัญญาปฏิบัติที่ฉีกออกไปจากกรอบที่มีกำลังผลิตซ้ำอย่างนี้ เพียงคิดเอาในเชิงทฤษฎีและมีวิทยาการฉลาดล้ำ เข้าช่วยมากเพียงใด ก็เห็นปลายทางอยู่แล้วว่าคืออะไร แต่ครั้นจะเพิ่มองค์ประกอบปัญญาบูรณาการจากภูมิชีวิต และองค์ประกอบปัญญาปฏิบัติ ยึดโยงกับความจริงแท้ที่รู้สึกต่อความหมายความสำคัญได้ในมนุษย์ทุกคน ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ศิลปะสุนทรียปัญญา สื่อ การสื่อสารเชิงปัญญาปฏิบัติในอีกแนวหนึ่ง ในฐานะห้องปฏิบัติการทางปัญญาในมณฑลพหุลักษณ์สังคม จะให้คำตอบในเรื่องนี้ได้ดีกว่าวิธีการอื่นครับ
ในทางวิชาการ ภาคการศึกษา ภาคการพัฒนาวิทยาการ และกระบวนการทางปัญญาของสังคมนั้น แม้ดูเหมือนจะนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สร้างความรู้ความเข้าใจ สร้างคน สร้างระบบที่มีเหตุผล สร้างสติปัญญาอย่างใหม่ได้ แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในสถานการณ์จริง อาจจะเป็นได้เพียงการคิดหวังแต่ทำให้บังเกิดผลจริงในสังคมไม่ได้ ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงกลไกทางข้อมูล วิทยาการก้าวหน้า และระบบปัจจัยกำกับที่มนุษย์สร้างขึ้นจนกลับมากำกับเหนือมนุษย์ ให้มนุษย์ต่างอ่อนแอ และทุกสังคมต่างก็ต้องไหลไปตามกัน การที่จะมีกำลังเป็นอิสรภาพจากปัจจัยเหนือมนุษย์ด้วยการทำลายหรือขึ้นไปอยู่เหนือปรากฏการณ์อันไม่พึงประสงค์ให้ได้ ก็เห็นปลายทางอยู่แล้วว่ามีแต่ทำลาย สร้างความร้ายแรง เป็นทบทวีคูณ ทำลายทรัพยากรมากกว่าเดิม และต่างพากันล่มสลาย บั่นทอนความมั่นคงหนทางหนึ่งที่ให้ความวังได้ ก็คือกระบวนการทางปัญญาและปัญญาปฏิบัติ ที่เพียงพอ ซึ่งมีธรรมชาติเป็นอิสระ ข้ามพ้นปัจจัยกดทับยึดเหนี่ยว ปลดปล่อยพลังความสร้างสรรค์ เป็นพลังร่วมแก้ปัญหาและเป็นเหตุผลแห่งความเจริญงอกงามของกันและกัน ส่องประกายฉายโชนองค์ประกอบความงดงามในภาวะแห่งมนุษย์ ให้ปรากฏและสะท้อนสู่พลวัตต่างๆของสังคมให้เป็นที่ประจักษ์ในมณฑลภาวะใหม่ๆได้
กระนั้น การอยู่บนธรรมชาติกลไกไหลไปตามกัน แม้จะรู้สึกดีว่าไม่ใช่สิ่งที่พึงจะเป็น แต่กระบวนการทางการศึกษา กระบวนการทางความรู้ และวิทยาการต่างๆ ที่ขาดองค์ประกอบชีวิตและหยั่งประมาณลงไปไม่ถึงภูมิชีวิตจิตใจ ใจเขาใจเรา วัดประมาณและเทียบเคียงด้วยชีวิต แล้วสรรแสดงให้ปรากฏเป็นที่ประจักษ์ร่วมกันไม่ได้ ในที่สุดนอกจากเป็นการยากที่จะพากันเปิดไปสู่มณฑลสุขภาวะพหุลักษณ์สังคมใหม่อีกระดับหนึ่งให้ลงตัวและพอดีเสมอๆได้ ก็กลับจะเป็นกลไกป้องกันตนเองและกีดกันโอกาสของสังคม รวมทั้งกดทับ ลากกลับเข้ากรอบ ลากไปยืนยันเสริมกำลังกลไกผลิตซ้ำ ในระดับความสัมพันธ์ของประเทศก้าวหน้า กับประเทศกำลังพัฒนาและก้าวหน้าทีหลัง นอกจากทางหนึ่งก็พากันเป็นปลายทางการแพร่กระจายถ่ายทอด และมีภาวะแห่งตนเพียงยืนยัน เข้าแถวการจัดอันดับ สิ่งที่ต่างก็ไม่เป็นทางออกเช่นกัน เท่านั้นแล้ว ก็กลับเป็นกลไกพากันคัดกรองให้เป็นไปตามกัน ควบคุมกันไปสู่การยึดโยงกระจุกตัว ซึ่งก็มีธรรมชาติของวงจรการคัดออก ทั้งสิ่งที่เป็น Talent และสิ่งที่ต่างก็รู้สึกได้ว่าให้จิตวิญญาณต่อความงอกงามของชีวิตอย่างแท้จริง ได้มากกว่าสิ่งซึ่งในที่สุดแล้วต่างก็สรรทางไปและกลับเป็นกลไกผลิตซ้ำให้เป็นตามๆกันเสียเอง
แต่สภาพอย่างนี้ นำมาทบทวนเพียงให้ตระหนักรู้และเห็นภาวะความเป็นจริง อีกทั้งความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นการต้องการความมั่นคงปลอดภัยอันเป็นธรรมชาตติพื้นฐานของมนุษย์ และมีบทบาทที่ดีอันจำเป็นต่ออีกหลายด้านของสังคมและโลกกว้าง จึงมีเงื่อนไขแวดล้อมอีกมากมายอันเกินกว่าสังคมร่วมสมัยในภาคส่วนหนึ่งใดจะรู้และสามารถลำดับการคิด เลือกสรร และตัดสินใจ และนำพลวัตต่างๆ ไปได้ว่าควรและไม่ควรจะทำหรือไม่ทำอะไร ด้วยความจำเป็นใด ของระดับใด จินตนาการภาพรวมจากพหุปัญญาและพหุวิทยาการ ที่สามารถยึดโยงมวลประสบการณ์เชิงสรุปพัฒนาการก่อนหน้า และสามารถร่วมกันสร้างจินตนาการจากพหุลักษณ์ข้อมูลเชิงประจักษ์ ฉายภาพแนวโน้มเชิงแบบจำลองปฏิบัติการหลายมิติ เพื่อมนุษย์สามารถจำลองโลกและระบบเหตุการณ์ สำหรับจำลงอความงาม ความพอดี ระบายสีสัน แสงเงา จัดองค์ประกอบศิลป์แห่งการคัดสรรองค์ประกอบต่างๆที่คิดใคร่ครวญกันดีแล้ว เห็นภาพยึดโยงกันได้แล้ว เหล่านี้ จึงเป็นระบบปัญญาปฏิบัติและปฏิบัติการทางสังคมด้วยมวลวิทยาการ ที่ต้องมาก่อนระบบ วิทยาการ และเทคโนโลยีขยายกำลัง ที่จะมาทีหลัง ซึ่งมากมายเกินพอที่จะเลือกสรรได้ครับ การจินตนาการจากพหุลักษณ์ข้อมูลและเริ่มแสดงให้เป็นที่ปรากฏได้ ัแสดงทัศนียภาพของชีวิตให้ปรากฏ ให้มนุษย์เป็นหน่วยภูมิชีวิตของปวงข้อมูล จึงเป็นแนวทางหนึ่งของการสร้างระบบปัญญาปฏิบัติในระดับพื้นฐาน ให้การเลือกสรรวิทยาการและความก้าวหน้าต่างๆ ไปตามศักยภาพแห่งตนของทุกคนที่เกิดขึ้นในภายหลัง เป็นตัวขยายกำลังและทวีคูณกำลังปัญญาปฏิบัติ ให้สามารถพ้นกรอบจำกัดยีดหยุ่นได้กับหลายสิ่งในระบบกลไกที่ทุกสังคมต่างก็ไม่รู้ สร้างพลวัตสังคมในวงจรศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์ งอกงามสั่งสมให้พอดีได้ตามกำลังของตน
คราวนี้จึงมาถึงประเด็นว่า หากเล็งเห็นความสำคัญในแง่มุมดังกล่าวนี้แล้ว จะมีแนวทางบ่มสร้างยุวพลเมือง มณฑลสุขภาวะพหุลักษณ์ทางปัญญาของสังคม การศึกษาเรียนรู้มวลชนในมณฑลห้วงความสนใจ อิสระสู่นอกระบบกลไกแบบเดิม ไปอยู่ในทุกแห่ง ทุกเวลา ทุกเนื้อหา ทุกกลุ่มวัยของพลเมืองประชากร ด้วยแนวคิดอย่างไร การชี้นำ จัดแสดง ด้วยบทเรียนในภูมิชีวิตและปัญญาปฏิบัติจากฐานสิ่งก่อเกิดในสังคม จัดองค์ประกอบเพื่อเข้าสู่ประสบการณ์เชิงประจักษ์ด้วยฐานชีวิตและปัญญาปฏิบัติจากฐานวิทยาการแตกต่างกัน รวมทั้งหยั่งสะท้อนการยึดโยงกิบกิจกรรมชีวิต ยกระดับปฏิสัมพันธ์ที่ให้ความหมาย การร่วมสรรสร้าง การซึมซับและเข้าถึงระบบคุณค่าต่างที่แทรกซึมลึกซึ้งอยู่ทั่วไปหมดในสังคม ระบบธรรมชาติและเอกภพ เหล่านี้ จะมีแนวให้ศึกษาทบทวน สร้างชุดมโนทัศน์จากฐานชีวิตรอบด้าน เป็นอย่างไร เหล่เรียบเรียงานี้ รูปแบบและแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจและผมพอได้ติดตามศึกษารวบรวมหลายชั้น ก็พอจะแบ่งปันได้อยู่บ้าง และจะหาโอกาสเรียบเรียง แบ่งปันถ่ายทอดไว้ต่อๆไปครับ ผมเห็นประเด็นของเพจนี้มากครับ เป็นการตั้ง
เป็นการตั้งประเด็น ให้เป็นเครื่องประมวลเรื่องราว และเป็นเครื่องมือพัฒนาการยึดโยงถึงกันทางเป้าหมายจากหลายด้าน ได้ดีจริงๆครับ ขอบพระคุณครับ
I thank you ดร.วิรัตน์ for your kind extensions of my simple question.
I must say this question arises from so much hypes I hear about ‘soft power’ (which has a budget allocation of over THB 5,000 million) on (probably paid) public relations releases. I think a forum of discussions to shape a vision, a plan, and areas where ‘soft power’ can benefit soon and in the future. One area that I see (you have described in a lot more details with clear visions and reasons) is in developing ‘young’ (raw) talents to lead advances (or excellence) in society. And of course, funding would make things happen quickly. Government can claim championship of social progress. People can talk, take parts and enjoy a worthy social developmental work (in comparison to social media ;-)
Again, I thank you ดร.วิรัตน์.
Anyone else would like to make our call ‘louder’?