เศรษฐีกรุงพาราณสีชวนวัจฉนขดาบสโพธิสัตว์บริโภคกาม

วัจฉนขชาดก

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

๕. วัจฉนขชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๒๓๕)

ว่าด้วยวัจฉนขดาบส

             (เศรษฐีกรุงพาราณสีชวนวัจฉนขดาบสโพธิสัตว์บริโภคกามว่า)

             [๑๖๙] พระคุณเจ้าวัจฉนขะ เรือนทั้งหลายที่มีเงินทองบริบูรณ์ มีโภชนาหารมากมาย เป็นเรือนที่มีความสุข ซึ่งพระคุณเจ้าไม่ต้องขวนขวายก็ฉัน ดื่ม และนอนได้เลย

             (วัจฉนขดาบสโพธิสัตว์ฟังเศรษฐีแล้ว ได้กล่าวว่า)

             [๑๗๐] คนไม่พยายามทำงานก็อยู่ครองเรือนไม่ได้ คนไม่พูดมุสาก็อยู่ครองเรือนไม่ได้ คนปล่อยวางอาชญาไม่ลงอาชญาบุคคลอื่นก็อยู่ครองเรือนไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจะครองเรือนที่ให้เกิดความยินดีได้แสนยาก ที่บกพร่องได้

วัจฉนขชาดกที่ ๕ จบ

-------------------------

คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา 

วัจฉนขชาดก

ว่าด้วย ดาบสผู้มีเล็บงาม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนักมวยปล้ำชื่อ โรชะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
               ได้ยินว่า นักมวยปล้ำชื่อโรชะ นั้นเป็นสหายของพระอานนท์. วันหนึ่ง เขาส่งข่าวไปถึงพระเถระเพื่อนิมนต์พระเถระมา. พระเถระจึงทูลพระศาสดาไปหา. เขานิมนต์พระเถระให้บริโภคอาหารที่มีรสเลิศต่างๆ แล้วนั่งอยู่ข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารกับพระเถระ เชื้อเชิญพระเถระด้วยกามคุณ อันเป็นโภคะของคฤหัสถ์ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าพระอานนท์ รัตนะทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ที่เรือนของกระผมมีมากมาย กระผมจะแบ่งให้ท่านกึ่งหนึ่ง ท่านจงมาเถิด เราจะครอบครองเรือนอยู่ด้วยกันทั้งสอง. พระเถระแสดงโทษในกามคุณแก่เขา ลุกจากอาสนะกลับไปยังวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ เธอพบกับโรชะแล้วหรือ กราบทูลว่า พบแล้วพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอพูดอะไรกับเขา กราบทูลว่า โรชะ เชื้อเชิญให้ข้าพระองค์อยู่ครองเรือน ข้าพระองค์จึงแสดงถึงโทษในการครองเรือน และในกามคุณแก่เขา พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นักมวยปล้ำชื่อโรชะ มิได้ชักชวนนักบวชให้อยู่ครองเรือนในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้ชักชวนแล้วเหมือนกัน
               พระอานนท์เถระทูลอาราธนา จึงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ในตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ เป็นเวลาช้านาน ได้ไปกรุงพาราณสีเพื่อเสพของเค็มของเปรี้ยว พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นได้เข้าไปยังกรุงพาราณสี. ครั้งนั้น เศรษฐีกรุงพาราณสีเลื่อมใสในมารยาทของพระโพธิสัตว์ จึงนำไปสู่เรือนให้บริโภค แล้วรับเอาปฏิญญาเพื่อให้อยู่ในสวน ปรนนิบัติอยู่. ชนทั้งสองได้เกิดความรักความใคร่ต่อกันและกัน.
               อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีกรุงพาราณสีได้คิดอย่างนี้ ด้วยความรักและความคุ้นเคย ในพระโพธิสัตว์ว่า ชื่อว่าการบวชเป็นทุกข์ เรายังปริพาชกชื่อว่า วัจฉนขะ ผู้เป็นสหายของเราให้สึก แล้วแบ่งสมบัติทั้งหมดออกกึ่งหนึ่ง แล้วให้แก่วัจฉนขปริพาชกนั้น ทั้งสองก็จักอยู่ด้วยความปรองดองกัน. วันหนึ่ง เศรษฐีนั้นในเวลาสำเร็จภัตตกิจ ได้ทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับวัจฉนขปริพาชก แล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าวัจฉนขะ ชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ ฆราวาสเป็นสุข มาเถิดท่าน เราทั้งสองปรองดองกัน บริโภคกามกันอยู่เถิด แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-
               ข้าแต่ท่านวัจฉนขะ เรือนทั้งหลายที่มีเงินและโภชนาหารบริบูรณ์ เป็นเรือนมีความสุข ท่านบริโภคและดื่มในเรือนใด ไม่ต้องขวนขวายก็ได้นอน.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ฟังเศรษฐีแล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ท่านเป็นผู้ติดอยู่ในกาม กล่าวคุณของฆราวาส และโทษของบรรพชา ก็เพราะความไม่รู้ เราจะกล่าวถึงโทษของฆราวาสแก่ท่าน ท่านจงฟังในบัดนี้เถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
               บุคคลผู้เป็นฆราวาสไม่มีมานะทำการงานก็ดี ไม่กล่าวคำมุสาก็ดี ไม่ใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น การครองเรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจะครอบครองเรือนไม่ให้บกพร่อง ให้เกิดความยินดีด้วยแสนยากเล่า.
               พระมหาสัตว์กล่าวโทษของฆราวาสอย่างนี้แล้ว ได้กลับคืนอุทยานดังเดิม.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
               เศรษฐีกรุงพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นนักมวยปล้ำชื่อโรชะ ในครั้งนี้
               ส่วนวัจฉนขปริพาชก คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถาวัจฉนขชาดกที่ ๕

-----------------------------