ปัญหาหมอกควัน PM2.5 ตอน 6 : ภูมิอากาศแปรปรวนเป็นวิกฤตจากภาวะโลกร้อน


ปัญหาหมอกควัน PM2.5 ตอน 6 : ภูมิอากาศแปรปรวนเป็นวิกฤตจากภาวะโลกร้อน

31 พฤษภาคม 2567

: ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น)[1]

 

ความตอนที่แล้วได้กล่าวถึงการทำลายสมดุลธรรมชาติว่า คนบนพื้นราบกับคนบนเขามีส่วนในการทำลายธรรมชาติอย่างไรบ้าง ต่างสองมุมมองมีส่วนในการทั้งส่งเสริมและทำลายกันทั้งสองด้าน ช่วงนี้ย่างเข้าฤดูฝนแล้ว ก็เกิดความเกรงกลัวต่างๆ นานาเช่นว่า ฝนตกดี พืชผลออกมากราคาจะตกต่ำ รัฐจะพยุงราคาไม่ไหว รัฐก็จะไม่ทำฝนเทียม ยิ่งมาเจอข่าว (28 พค.67)ว่า[2] จ.สุพรรณบุรีมีสถานการณ์น้ำท่วมหลังฝนตกต่อเนื่อง เกิดน้ำท่วมขัง และท่วมฉับพลันที่ อ.บางปลาม้า อ.สองพี่น้อง แถมรับน้ำจากจังหวัดข้างเคียงด้วย ทำให้ประชาชนหลายอำเภอกว่า 100 หลังคาเรือนเดือดร้อน อันเป็นผลจากการควบคุมกักปล่อยปริมาณน้ำของกรมชลประทาน ผู้คนจึงสงสัยว่าเกิดเหตุอะไรขึ้นตั้งแต่ต้นฝนและในช่วงรัฐบาลใหม่ เหล่านี้เป็นคำถามเศรษฐกิจการเมืองที่ตามมา สะท้อนถึงประสิทธิภาพของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.)[3] สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จัดตั้งขึ้นตามคำสั่ง หน.คสช.ที่ 46/2560 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2560

 

อากาศแปรปรวน[4]“ภาวะโลกเดือด” (Global Boiling) เป็นวิกฤตของสังคมโลกไม่เว้นแม้ประเทศไทย

แม้ว่าสาเหตุการเกิด “ภาวะโลกร้อน” (Global Warming) ไม่ใช่แค่ไทยที่ไม่เห็นความสำคัญ แต่มันได้เกิดแล้วทั่วโลก (Global) ปัจจุบันมีการพูดถึง “ภาวะโลกเดือด”[5] มิใช่แค่ “โลกร้อนธรรมดา” แต่มันหนักกว่า ทำไมต้องเป็นโลกเดือด เกิดอะไรขึ้น ในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา อากาศร้อนมาก จนอุณหภูมิสูงถึง 45-46 องศาเซลเซียส ซึ่งผิดปกติกว่าปีก่อนๆ นักวิชาการทำนายว่าในอนาคตไทยมีโอกาสร้อนถึง 50°C เป็นยุคโลกเดือด เกิดภาวะอากาศ ร้อนจัด-น้ำท่วมหนัก เป็นภาวะที่ไม่ปกติ ผลมาจากภาวะเอ็นโซ หรือ ภาวะเอลนีโญลานิญา (ENSO or El Niño & La Niña) [6] ซึ่งปกติจะเกิดรอบละ 3-5 ปีสลับกัน แต่รอบที่ผ่านมาเกิดถี่ขึ้นเป็นปีเว้นปี นี่คือความผิดปกติของเรื่องภาวะอากาศ เพื่อเป็นการเตรียมการเรื่องดังกล่าว เมื่อปีที่แล้ว (2566) ประเทศไทยได้จัดตั้งกรมโลกร้อน หรือ “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม”[7] ขึ้น แนวโน้มตามแผนบริหารจัดการภาครัฐปีนี้ รัฐจะตั้งกระทรวงโลกร้อนขึ้น[8] เพื่อเตรียมการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย 

จากข่าวเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2567[9] มีบทวิพากษ์ว่าด้วยโลกจะเดือดจนอยู่ไม่ได้ มีประเด็นที่น่าสนใจในหลายประเด็น นักวิชาการเห็นว่า ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น อาจจะเป็นความจริงก็ได้ แต่ประชาชนหลายคน อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพ้อเจ้อ แต่งเติมเรื่อง เพราะเพียงอากาศร้อน 40 องศาเซลเซียสที่คนไทยเจอทุกวันนี้ถือเป็นเรื่องธรรมดาเล็กน้อย หากแต่ในอนาคตมีโอกาสร้อนถึง 50 องศาเซลเซียส จะถือเป็นร้อนสุดขั้ว คงมิใช่เรื่องภัยธรรมดาอย่างเดียวที่เจอ ต้องมาคาดการณ์กันว่าจะมีภัยอะไรอีกที่คนไทยต้องเจอ

นักวิชาการเห็นว่า ไทยเสี่ยงเป็นอันดับ 9 ของโลก[10] ถือว่าเสี่ยงมาก แต่รัฐบาลที่ผ่านมาหรือรัฐบาลปัจจุบัน ยังไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือแต่อย่างใด ยังขาดแผนรับมือ การเกิดคลื่นความร้อน ที่แถมโรคร้ายหน้าร้อน และ Heat Stroke ติดตามมาก็ต้องเตรียมรับมือ ต้องเตรียมแผนรับมือดีๆ อีก 60 ปีข้างหน้าเราอาจตายแล้ว แต่อีกหลายชีวิตต้องดำเนินต่อไป ต้องจริงจังได้แล้ว มิใช่ทำได้แค่ช่วยเหลือตัวเอง หวังพึ่งหน่วยงานรัฐไม่ได้ เพราะตราบใดที่คนไทยยังนิยมกินหมูกระทะ เหมือนเดิมโอกาสเกิดโลกวิบัติก็มีสูงอยู่ มาตรการในข้อตกลงปารีสที่ทุกๆ ประเทศจะร่วมมือกันปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์ (Net zero emissions) [11] และตัวเลขอุณภูมิเฉลี่ยมันใช้ไม่ได้จริงในชีวิตประจำวันแล้ว เพราะขนาดพื้นที่แต่ละจังหวัดในไทยผลกระทบก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด และยังมีปัจจัยอื่นอีก และข้อตกลงปารีส[12] ที่ต้องช่วยกันให้ทันอย่างน้อยภายในปี 2030 ที่ต้องเริ่มทำกันเดี๋ยวนี้และตอนนี้ ต้องยอมรับด้วยว่าเรื่องนี้มันสำคัญกับมนุษย์ทุกคนที่ยังอยู่และคนรุ่นต่อๆ ไป เพราะมิเช่นนั้นโลกจะไม่เหลืออะไรไว้ให้คนรุ่นต่อไปได้ใช้ชีวิตอีกเลย

นี่เป็นข่าวที่ต้องให้ความสนใจมากๆ ให้ประชาชนตื่นตัวกัน ไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไร้วินัยและไม่คิดจะหาหนทางแก้ไข คิดอย่างเดียวรอให้มันเกิดขึ้นมาถึงค่อยแก้ไข ที่ผ่านมาตั้งแต่การแก้ไขปัญหาโควิด คลื่นสึนามิ และอีกหลายๆ ปัญหา แบบวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแก้ที่ปลายเหตุทุกครั้ง แบบวัวหายแล้วล้อมคอก ผู้บริหารต้องสามารถเข้าถึงแก่นของปัญหา และแก้ไขอย่างตรงจุดได้ ต้องคิดแก้ไขปัญหาหรือคาดการณ์อะไรเป็นตั้งแต่ระดับครอบครัวไว้

มีผู้ทำนายว่าให้เวลาไม่เกิน 15 ปี[13] (ภายในปี พ.ศ.2582 หรือปี 2039) อาจเกิด “ภาวะโลกเดือด” ในความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก อาจร้อนจนอยู่ไม่ได้ หากน้ำท่วมก็เสียหายเยอะ มันมีลางบอกเหตุว่ามันอาจเกิดเร็วขึ้น หรือระยะเวลามันจะสั้นลง รัฐบาลต้องใส่ใจจริงจังกับเรื่องภัยธรรมชาติ มองเป็นเรื่องใหญ่พอกับเรื่องปากท้องของประชาชน หรือให้ความสำคัญมาเป็นอันดับ 1 เช่นกัน ที่ผ่านมาต้องหันมาทบทวนว่า ประเทศเรา อากาศร้อนจัดมาแล้วกี่ปี น้ำท่วมน้ำแล้งมาแล้วกี่ปี ฝุ่นมลพิษมีมาแล้วกี่ปี และภาครัฐออกมาทำอะไรกับปัญหาที่เกิดดังกล่าวเป็นรูปธรรมบ้าง ทั้งที่เรื่องแบบนี้ควรมาก่อน ผ่านมากี่ปีก็ยังให้อยู่ไปแบบนี้เหมือนเดิม รัฐต้องหยุดสัมปทานตัดไม้ และแก้ไขปัญหาชาวบ้านตัดไม้ต้นเล็กต้นเล็กตัดหมดส่งขายโรงไม้เป็นตัน ทำให้ต้นไม้โตไม่ทัน (ไม้โตต้อง 3 ปีขึ้น) โดยเฉพาะชนบทไม่สนไม้ป่าเขาไม้ข้างทางที่ของใครตัดหมด เผาป่าเบิกข้างทางเพื่อจะเข้าไปตัดไม้ก็มี รัฐบาลที่ผ่านมาวนเวียนติดอยู่แต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์พวกพ้อง ทำให้การแก้ไขปัญหาวิกฤตใหญ่ไม่เกิด เพราะมัวแต่มาแก้ปัญหาในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ข้าราชการก็ทำงานวางแผนคิดในห้องแอร์ การสัมผัสรับฟังเสียงสะท้อนชาวบ้านน้อยลงทั้งที่มีสื่อออนไลน์มาก

สาเหตุหนึ่งที่ไทยร้อนทั้งที่มีหน่วยงานที่ดูแลป่าครบถ้วนทั้งป่าเขา และทะเล ปรากฎว่า 50 ปีที่ผ่านมา ป่าไม้ลดลงมาก ปีนี้แม่น้ำยมแล้งถึงตาตุ่ม[14] ขาดเป็นช่วงๆ เป็นหาดทรายไม่มีน้ำ อิสานแล้งยิ่งขึ้น การมีหน่วยงานราชการเหล่านี้มากกลับตรงข้ามกับผลพวงที่เกิด ทำไมเกิดเหตุ ส.ป.ก รุกป่าเขาใหญ่[15] ปัญหาคอร์รัปชั่น ส่วยสินบนเจ้าหน้าที่ สีเทาสีดำก็ยังมี ไม่เพียงเกิดจากการโค่นต้นไม้อย่างเดียว แถมมีปล่อยมลพิษควันไอเสียจากโรงงาน มีโรงงานสะสมสารพิษมลพิษรับขยะพิษจากต่างประเทศด้วย การเผาป่าเผาไร่และควันไอเสียจากรถยนต์ ยังมีการเผาไร่เผาป่า ห้ามขาดไม่ได้ 

มิใช่แค่เผาป่า การเกษตรก็เผาเยอะ ภาษีที่ดินว่างเปล่าในเมืองใน กทม. ทำให้คนเปลี่ยนที่รกร้างที่มีต้นไม้มีป่าเล็กๆ รอบเมืองเป็นตึก ที่จอดรถ ถมคอนกรีต ปลูกกล้วย เพื่อเลี่ยงภาษี[16] ป่าเล็กๆ ต้นไม้ตามจุดต่างๆ ถูกทำลายไปหมด สังเกตว่าการไปยืนข้างที่รกที่เป็นป่าเล็กๆ ในเมืองจะรู้สึกดีกว่าไปยืนบนถนนคอนกรีตเพราะอุณหภูมิจะต่างกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ตกลงดินที่มีหญ้ามีดินมีต้นไม้ กับแสงอาทิตย์ตกลงคอนกรีตแล้วมันสะท้อนออกมาจะต่างกัน ปัญหาคือป่าเล็กรอบเมืองไม่มีหรือถูกทำลายหมด

 

ภารกิจกรมป่าไม้ล้นมือ

         กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีกรมที่ดูแลรักษาพื้นที่ป่าไม้และทรัพยากรตามป่าเขา และทะเล นอกเหนือจากกรมป่าไม้[17] คือ ในปี 2545 ได้แยกส่วนงานอุทยานแห่งชาติ การดูแลสัตว์ป่า ตั้งเป็นกรมใหม่ในชื่อ “กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช” และส่วนงานทรัพยากรทางทะเล เป็นกรมใหม่ในชื่อ “กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง” ยิ่งบางพื้นที่มีทั้งเขตป่าสงวน และเขตอุทยานในพื้นที่อำเภอ หรือจังหวัดเดียวกัน กรมป่าไม้จึงมิได้มีป่าให้ดูแลทั้งหมดตามที่ชาวบ้านเข้าใจ แต่มีขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่สำคัญคือ ควบคุม กำกับ ดูแล ป้องกันการบุกรุก การทำลายป่า และการกระทำผิดในพื้นที่รับผิดชอบตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ กฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายว่าด้วยสวนป่า กฎหมายว่าด้วยเลื่อยโซ่ยนต์ กฎหมายว่าด้วยป่าชุมชน และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง บทบาทของกรมป่าไม้มีมากยิ่งขึ้น หลังประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 ปี 2560 จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ปี 2561 มติ ครม.เรื่องพื้นที่เป้าหมาย และกรอบมาตรการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัย ในพื้นที่ป่าไม้ (ทุกประเภท) ปี 2562 มีภารกิจสำคัญมากคือ 1) จัดตั้งสำนักเศรษฐกิจการป่าไม้ สำนักการป่าไม้ต่างประเทศ และศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2) ประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าไม้ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2562 (ยกเลิกไม้หวงห้ามในที่ดินกรรมสิทธิ์) 3) ประกาศใช้พระราชบัญญัติคณะกรรมการ นโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ.2562 4) ประกาศใช้พระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ.2562 5) ครม. เห็นชอบนโยบายป่าไม้แห่งชาติฉบับใหม่

 

ความเชื่อว่าป่าบนเขาทำให้มีฝน

วกมาพูดถึงเรื่องป่าไม้ คนไทยยังเชื่อว่า ฝนเป็นทุกอย่างของชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่การเกษตร เพราะคนเมืองก็ต้องพึ่งเศรษฐกิจคนชนบทมาเจือจุนหล่อเลี้ยงตนเช่นกัน ปัจจุบันบนดอยยังมีป่า ที่ยังเชื่อกันว่าต้นไม้บนสันเขามันทำให้ฝนตก แต่ทุ่งนาแถบภาคกลางหาป่าไม่เจอ แม้จะมีโครงการปลูกป่าก็ต้องรอระยะเวลาให้มีต้นไม้โต ไร่อ้อยคนเห็นแก่ตัวก็จะเผาแทนที่จะไถกลบ จึงเกิดปัญหาหมอกควันขึ้น ในการทำไร่ของชาวบ้านบนเขาแม้ไม่ให้ทำในพื้นที่สโลปเอียง 35 องศา[18] แต่ภาพที่เห็นทำไร่เลื่อนลอยยังมี แม้จะอ้างว่ามันเป็นไร่สวนทำกินของชาวบ้านที่เขากันไว้แล้ว แต่ถามว่าใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้รังวัดกันแนวเขต และได้ดำเนินอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะมันเท่ากับเป็นการบุกรุกทำลายป่า อีกประเด็นแย้งว่าป่าเกิดขึ้นก่อนหรือคนบนเขาทำสวนทำไรมาก่อนกัน แบบชาวบ้านไปทำกินแบบไปเจาะป่า หักร้างถางพงมาก่อนนานแล้ว ที่ไม่นับพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ยังมีพื้นที่อื่นเช่น เขตพื้นที่อีสาน อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมาทั้งอำเภอส่วนใหญ่เป็นเขตป่า[19] เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. เป็นต้น อาชีพคนบนเขาก็มีอยู่แค่ทำสวนทำไร่ ป่าปัจจุบันที่เหลืออยู่จึงเป็นป่าผืนสุดท้ายที่ชาวบ้านเขาต้องดูแลอนุรักษ์ไว้ คงต้องหันกลับไปโฟกัสที่คนเมืองที่ปล่อยสารพิษมลพิษด้วย เพราะความผิดทั้งหลายคงมิใช่เกิดจากคนบนเขาอย่างเดียว โครงการหลวงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทำดี ไม่ทำลายป่า ป่าก็อุดมสมบูรณ์ มีการส่งเสริมชาวบ้านปลูกผักปลอดสารเคมี ดีทั้งสุขภาพและระบบนิเวศน์สภาพอากาศ 

 

ปัญหาคนเมืองพิพาทกันเรื่องเหตุรำคาญ

การปลูกต้นไม้ในเมืองมีปัญหาข้อจำกัดในพื้นที่และเกิดข้อพิพาทต่างๆ ใบไม้ปลิวไปตกพื้นที่คนอื่นก็ไม่ได้ เมืองเป็นบ้านคอนกรีต บ้านคนดอยใช้วัสดุหลักไม้สร้างบ้านหมุนเวียน 2-3 ปีเปลี่ยนครั้ง ทั้งฝาบ้านหลังคาบ้าน (หญ้าคา ไม้ไผ่) นโยบายช่วยลดโลกร้อนควรกำหนดเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้จังหวัดละ 50 % ที่รวมพื้นที่ทั้งหมดทั้งบนเขาและพื้นราบด้วย คนส่วนมากจะมองแต่คนบนดอยบนเขา จะเอาสภาพภูมิประเทศพื้นที่ในแต่ละจังหวัดมาเปรียบกันไม่ได้ เอาพื้นที่ป่าภาคกลางมาเทียบภาคเหนือคงไม่ได้ เทียบปริมาณป่าบนเขากับพื้นราบเทียบกันไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนหลายพื้นที่ก็เป็นป่าเหมือนกัน แต่ปัจจุบันภาคกลางเป็นพื้นราบเกือบทั้งหมด คนบนเขาไม่ได้ทำไร่ทำสวนอย่างเดียว อาจมีบางพื้นที่ทำเหมืองแร่ ที่ต้องขุดเจาะภูเขาโดยคนเมือง เป็นต้น

 

ปัญหาการทำลายป่าการจำกัดพื้นที่ทำกินและปัญหาเรื่องสถานะบุคคลของคนบนที่สูง

จากข้อมูลพบว่า ที่ผ่านมาป่าไม้ถูกทำลายลงทุกปีๆ ละถึงแสนไร่ สมัยก่อนไม่มีโฉนด ต่อมารัฐก็มีนโยบายให้ที่ดิน ส.ป.ก. เช่น หมู่บ้านชุมชนบนเขาเมื่อราว 20 ปีก่อนเดิม 40-50 หลัง ปัจจุบันกลายเป็น 100-200 หลัง จังหวัดหนึ่งจึงมีหลายหมู่บ้านขยายที่ทำกินมากขึ้นเรื่อยไม่หยุด หากไปตรวจสอบแผนที่ที่ดินที่รังวัดไว้เดิมกับลงไปดูพื้นที่จริง จะพบว่าส่วนใหญ่พื้นที่การใช้ประโยชน์จะไม่ตรงกับภาพถ่ายทางอากาศเมื่อตอนขณะรังวัด บางแปลงมีการรุกล้ำขยายพื้นที่เพิ่ม ปัญหาคนบนเขาบนพื้นที่สูงซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชาติพันธุ์ (ethnic group) ถูก “เลือกปฏิบัติ” (discrimination) [20]เป็น “พลเมืองชั้นสอง” ที่ต้องได้รับการ “ลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้าน” ก็เป็นปัญหาสำคัญในเรื่องความมั่นคงของสถานะบุคคลและอาชีพ เพราะที่จริงแล้วเขาเหล่านั้นก็คือคนไทย หรือ คนที่ต้องได้รับสัญชาติไทย แต่บุคคลเหล่านี้กลับถูกตีตราเป็น “คนต่างด้าว” ที่ทางวิชาการเรียกว่า “คนต่างด้าวเทียม” [21] เพราะข้อเท็จจริงเขามีคุณสมบัติครบตามกฎหมายได้สัญชาติไทย พรบ.สัญชาติได้แก้ไขแล้วเมื่อปี 2535[22] แต่กระบวนการพิจารณาลงรายการสัญชาติไทยที่ล่าช้ามีขั้นตอนที่ยาว ทำให้โครงการลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านยังไม่แล้วเสร็จถึงปัจจุบัน ยังมีผู้ตกสำรวจหรือยังไม่ได้ดำเนินการอีกจำนวนมาก การมอบกรรมสิทธิ์ที่ดินจึงไม่สามารถดำเนินการได้ เพราะมองว่าเขาไม่ใช่คนไทยและนี่คือผลของการเลือกปฏิบัติ โดยการกระทำที่สร้างความแตกต่างอย่างไม่ชอบธรรมระหว่างบุคคลด้วยเหตุกลุ่มชนด้วยเหตุมีอคติ รัฐมีมาตรการจำกัดพื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียนแก่เกษตรกรชาวบ้านบนพื้นที่สูง แต่ในขณะเดียวกันไม่จำกัดพื้นที่ไร่ข้าวโพด แม้จะมีเสียงเรียกร้องให้แก้ที่ต้นเหตุคือเจ้าสัวอาหารสัตว์ อย่าแก้ที่ปลายเหตุ เพราะพื้นที่การเกษตรเป็น “ระบบเกษตรพันธสัญญา” (Contract Farming) [23] ที่รัฐบาลส่งเสริมแก่นายทุน 

 

ทางออกรัฐต้องซื้อพืชผลชาวบ้านแทนข้าวโพด แล้วเขาจะเปลี่ยนการปลูกพืช เพราะคนดอยเขาก็ต้องการดำรงชีพให้อยู่รอดเหมือนกัน ยุคนี้โลกเดือดมีภัยมากมาย ทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์ทำขึ้น การอยู่ดำรงชีพในป่าในยามนี้ถือเป็นความโชคดี การรักษาป่าหากินแบบธรรมชาติดีที่สุด มีเหตุผลข้อสำคัญที่รัฐต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อคนดอย คือเขาต้องดำรงชีวิตเพื่อความอยู่รอดเหมือนกับคนไทยทุกคน คนดอยมิได้อยู่เฉพาะทั่วป่าไทย แต่คนพื้นที่ราบอยู่ทั่วไทยและมีจำนวนมากกว่า พอน้ำแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาลก็โทษคนบนดอย นอกจากนี้ยังมีวาทกรรม นิยาม คำว่า ต้นไม้, ป่าไม้, การตัดไม้ทำลายป่า ในการรับรู้เข้าใจของคนมันต่างกันมาก หากตัดไม้บนดอยเรียกว่าการทำลายป่า แต่ตัดไม้ที่ราบลุ่มเรียกว่าการเพาะปลูก ควรปรับเปลี่ยนแนวความคิด (Mind set) แบบนี้ได้แล้ว คนบนดอยก็คือคนไทย ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพโดยชอบตามกฎหมายที่จะประกอบอาชีพและดำรงชีพในประเทศไทยอย่างมีศักดิ์ศรีเทียมเหมือนคนกลุ่มอื่น สิ่งที่คนเมืองมีสิทธิและทำได้ คนบนดอยก็ต้องได้เช่นกัน คนพื้นราบยังเผาหญ้าได้ ใช้ยาฆ่าหญ้าได้ แต่คนบนดอยถูกห้าม แต่กับนายทุนข้าวโพดนายทุนเกษตรพันธสัญญารัฐมีมาตรการเพียงใดที่จะไปจำกัดเขาได้ ข้ออ้างว่าภูเขาเป็นแหล่งต้นน้ำ ก็ต้องมีหนทางแก้ไขให้คนที่ดำรงชีพบนดอยบนเขาด้วย ตามหลักเกษตรกรชาวบ้านที่หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน (ขยันมาก) รัฐต้องส่งเสริมเป็นกำลังใจให้ เพราะเขาคือส่วนหนึ่งของกำลังของชาติ แม้จะลำบากเขาก็สู้ เมื่อผู้คนเพิ่มมากขึ้น ประเทศก็ต้องการแหล่งอาหารเพิ่ม แต่ปัญหาคือ ที่ทำกินไม่พอ ที่ดินทำกินมีจำกัด ชาวบ้านเขาอยากได้ที่ดินทำกินเพิ่ม การแก้ไขปัญหาที่ทำกินต้องสำคัญในลำดับแรก นี่คือปัญหารากหญ้าที่สำคัญมาก


 

[1]Phachern Thammasarangkoon, ทีมงานหญ้าแห้งปากคอก(ท้องถิ่น), บทความพิเศษ, สยามรัฐออนไลน์, 

[2]น้ำมาแล้ว! ฝนถล่มต่อเนื่องท่วมสุพรรณฯหลายอำเภอ เดือดร้อนกว่า100หลังคาเรือน, เดลินิวส์, 28 พฤษภาคม 2567, 8:46 น., https://www.dailynews.co.th/news/3476790/

[3]เดิมคือ สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ โดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อมาตามคำสั่ง คสช.ที่ 2/2561 ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน เป็น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช.วันที่ 24 พฤษภาคม 2561 โอนข้าราชการ กรมชลประทานจำนวน 55 คน และกรมทรัพยากรน้ำ 26 คน มาที่ สทนช. ดู ความเป็นมาของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ, http://www.onwr.go.th/?page_id=3992 & http://www.onwr.go.th/?page_id=6892 

[4]จนสภาพภูมิอากาศของโลกปั่นป่วน (Climate Crisis) หรือ ภูมิอากาศแปรปรวน ดู จบยุค Global Warming เพราะ’’ยุค Global Boiling ’’ มาถึงแล้ว โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ผู้จัดการออนไลน์, 29 กรกฎาคม 2566, 12:22 น, https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9660000068385 

[5]จบยุค Global Warming เพราะ’’ยุค Global Boiling ’’ มาถึงแล้ว โดย วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, ผู้จัดการออนไลน์, 29 กรกฎาคม 2566,อ้างแล้ว & EXPLAINER: ‘โลกเดือดรวมกับเอลนีโญ?’ ชวนดูว่าทำไม 2024 ถึงเป็นปีที่ ‘ร้อน’ เป็นประวัติการณ์, เฟซบุ๊ก The MATTER, 27 เมษายน 2567, https://www.facebook.com/thematterco/posts/pfbid02rDF5zMyc1JwBeT8qy5XQrK3V3Hz6WHSY9nXZ4c8urWWKbhh6onZJq2PjvFarWv4Yl 

[6]คำที่ใช้อธิบายความผันแปรของปรากฏการณ์ธรรมชาติทั้ง 2 ปรากฏการณ์ในมหาสมุทรแปซิฟิกนี้เป็นปรากฏการณ์เอลนิโญ่ - ลานิญ่า (El Nino-La Nina) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ปรากฏการณ์เอนโซ่” (ENSO) 

ENSO (เอนโซ่) เป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นเขตศูนย์สูตรและการกวัดแกว่งของความกดอากาศในซีกโลกใต้บริเวณเมืองดาร์วินประเทศออสเตรเลียและเกาะตาฮิติ และเป็นกลไกทางกายภาพของการเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ และ ลานีญา

ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Nino) เป็นรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นตลอดมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกห้าปี

ลักษณะของเอลนีโญ คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงในอุณหภูมิผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก โดยอุ่นขึ้นหรือเย็นลงแบบผิดปกติ ซึ่งเรียกว่า เอลนีโญและลานีญาตามลำดับ และความดันบรรยากาศบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกเขตร้อน ซึ่งเรียกว่า ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นได้สองกรณี เอลนีโญซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อุณหภูมิมหาสมุทรอุ่นขึ้นผิดปกติ ประกอบกับความดันบรรยากาศสูงบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตก

ปรากฏการณ์ลานีญา (La Nina) เป็นปรากฏการณ์บรรยากาศมหาสมุทรคู่กันซึ่งเกิดขึ้นคู่กับเอลนีโญอันเป็นส่วนหนึ่งของเอลนีโญ ความผันแปรของระบบอากาศในซีกโลกใต้ ในช่วงที่เกิดลานีญา อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลตลอดมหาสมุทรแปซิฟิกตอนกลางตะวันออกแถบเส้นศูนย์สูตรจะต่ำกว่าปกติ 3-5 °C ชื่อลานีญากำเนิดจากภาษาสเปน หมายถึง “เด็กหญิง” คล้ายกับเอลนีโญที่หมายถึง “เด็กชาย”

สรุป คือ “เอลนีโญ” ทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในทางกลับกัน “ลานีญา” ทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งเอลนีโญและลานีญาเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากความผกผันของสภาวะอากาศบริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้การไหลเวียนของน้ำและกระแสลมเกิดความแปรปรวน

ดู

เอลนีโญ และ ลานีญาคืออะไร, โดย Dust Investigator สิ่งแวดล้อม, 23 กรกฎาคม 2566, 09:43 น., https://www.blockdit.com/posts/64bc93cb242dc1acc8d69d46 & [Infographic] ปรากฏการณ์ ENSO (เอลนีโญและลานีญา), ENSO (เอนโซ่) เป็นคำที่ใช้อธิบายความผันแปรของปรากฏการณ์ธรรมชาติในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่มาของปรากฏการณ์เอลนีโญ่ (El Nino) และลานีญ่า (La Nina) โดย THAIGLOB : ศูนย์ประสานงานและพัฒนางานวิจัยด้านโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, 31 สิงหาคม 2564, https://www.thaiglob.org/articles/612daaa53264682dd1585a26 

[7]พระราชกฤษฎีกา เปลี่ยนชื่อ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2566, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนที่ 48 ก วันที่ 17 สิงหาคม 2566 หน้า 55-56, https://medias.thansettakij.com/media/pdf/2023/3FYbOb7s5KCb6CAlPXfA.pdf 

[8]ปฏิรูปราชการยุครัฐบาล ‘เศรษฐา’ ผุดกระทรวง Climate Change - Soft Power, กรุงเทพธุรกิจ, 13 พฤษภาคม 2567, 7:27 น., https://www.bangkokbiznews.com/politics/1126436 

[9]อนาคตไทยในยุคโลกเดือด ร้อนจัด-น้ำท่วมหนัก แทบอยู่ไม่ได้(คลิป), โดยตรีนุช อิงคุทานนท์, KEY MESSAGES #137, THE STANDARD, 18 พฤษภาคม 2567, https://www.youtube.com/watch?v=CAd750v20Fshttps://thestandard.co/thai-future-climate-crisis-heat/

[10]ไทยเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกเดือดสูงเป็นอันดับ 9 และผู้หญิงมากกว่า 7 ล้านคนในเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้จะตกอยู่ในภาวะความอดอยากภายในอีก 2 ปีจาก Climate Change ดู เฟซบุ๊ก UNDP Thailand, 15 ธันวาคม 2566, https://www.facebook.com/photo.php?fbid=756089976561334&id=100064810146659&set=a.627831879387145

[11]“Net zero emissions” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คือ การที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีความสมดุล เท่ากับก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดูดซับออกจากชั้นบรรยากาศ ซึ่งในสภาวะสมดุลนี้ก็ไม่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และหากทุกประเทศทั่วโลกสามารถบรรลุเป้า net zero emissions ได้ ก็แปลว่าเราสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนเกิน ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนได้

“Carbon neutrality” กับ “net zero emissions” ต่างกันอย่างไร? และมีความสำคัญอย่างไร, โดย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ PUEY UNGPHAKORN INSTITUTE FOR ECONOMIC RESEARCH, 4 มีนาคม 2565, https://www.pier.or.th/blog/2022/0301/ 

[12]“ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) เกิดขึ้นจากการประชุม COP ครั้งที่ 21 ที่ปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2558 ปัจจุบันมีประเทศภาคีสมาชิกร่วมลงนามในความตกลงปารีสแล้วทั้งสิ้น 197 ประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย “ความตกลงปารีส” มุ่งเน้นให้ประเทศภาคีเกิดการเสริมสร้างการตอบสนองต่อภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกในศตวรรษนี้ให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม และพยายามรักษาการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

ดู “ความตกลงปารีส” (Paris Agreement) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, Green Network, 16 พฤศจิกายน 2564, https://www.greennetworkthailand.com/ความตกลงปารีส-paris-agreement/

& ข้อมูลในนาฬิกาสภาพอากาศอ้างอิงจากสถาบันวิจัยสภาพอากาศ Mercator Research Institute on Global Commons and Climate Change (MCC) ไม่ได้นับถอยหลังวันที่อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส แต่เป็นการประเมินว่าจะมีเวลาเหลืออีกเท่าใด ก่อนที่มนุษย์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามากพอที่จะกระตุ้นให้อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งปัจจุบันประเมินว่าอยู่ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2029 ดู มนุษยชาติมีเวลาอีกแค่ 5 ปี ก่อนเผชิญวิกฤตโลกรวนที่ไม่อาจย้อนกลับ โดย ปัทมาสน์ ชนะรัชชรักษ์ , วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม, 2 พฤษภาคม 2567, https://thestandard.co/humanity-5-years-away-from-irreversible-global-crisis/

ข้อมูลตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.1 องศาเซลเซียส ส่วนไทยอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส โดยภาคกลางและภาคตะวันออก อุณหภูมิเพิ่มเยอะที่สุด และนอกจากจะพบว่ากลางวันร้อนขึ้นแล้ว กลางคืนก็อุ่นมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งวิกฤตภัยแล้งก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทย ดู ไทยเสี่ยงเผชิญ “ภัยแล้งสลับน้ำท่วม”รุนแรง ฉุดเศรษฐกิจประเทศ, policy watch, 29 พฤษภาคม 2567, https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-36

[13]เครื่องมือ Global Temperature Trend Monitor ของ IPCC (​​Intergovernmental Panel on Climate Change) ที่สามารถประเมินระดับภาวะโลกร้อน ณ วันที่คำนวณแนวโน้ม และวันที่โลกจะร้อนขึ้นแตะเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งพบว่าโลกจะถึงจุดนั้นในช่วงปี 2030 ไปจนถึง 2034 ที่เป็น 10 ปีข้างหน้านี้พอดี เป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon) ภายในปี ค.ศ.2050 เพื่อไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเราสูงขึ้นจนเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในอนาคต

ดู จากโลกร้อน สู่โลกเดือด แล้วอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะใช้ชีวิตอย่างไร? By Mission To The Moon, 25 เมษายน 2567, https://missiontothemoon.co/trend-global-boiling/& มนุษยชาติมีเวลาอีกแค่ 5 ปี ก่อนเผชิญวิกฤตโลกรวนที่ไม่อาจย้อนกลับ โดย ปัทมาสน์ ชนะรัชชรักษ์ , วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม, 2 พฤษภาคม 2567, อ้างแล้ว 

[14]ปีนี้แม่น้ำยมแห้งแล้งมาก แห้งขอดเป็นช่วงๆ เช่น จังหวัดสุโขทัย ช่วง อ.ศรีสัชนาลัย อ.ศรีสำโรง อ.เมืองสุโขทัย อ.กงไกรลาศ ช่วงสะพานมิตรภาพป่างิ้ว-ท่าด่าน อ.ศรีสัชนาลัย แห้งขอด เหลือแต่กรวดทรายก้นแม่น้ำ สามารถเดินข้ามฝั่งได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้เริ่มเห็นชัดมาตั้งแต่ต้นปี 2564 สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก เริ่มส่งสัญญาณโดยที่บริเวณแม่น้ำยม ที่ไหลจาก จ.สุโขทัย พิษณุโลก ไปสู่ จ.พิจิตร บริเวณพื้นที่หมู่ 2 บ้านวังเป็ด ตำบลบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก พบว่า แม่น้ำยมแห้งขอดเห็นยาวเป็นช่วงๆ จนเห็นเนินทรายขาวโพลนระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร โดยชาวบ้านหลายราย ต่างกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาในช่วงระยะเวลาเดียวกันแม่น้ำยมสายเก่าแห่งนี้ จะมีน้ำมากพอเพื่อใช้ในการเกษตร แต่ปีนี้แล้งมาไวกว่าปกติทำให้น้ำลดลงและแห้งเหือดมาเป็นเวลานับเดือนแล้ว

ดู สัญญาณแล้งมาแล้ว แม่น้ำยม แห้งขอด เหลือแต่กรวดทราย คนเดินข้ามได้, ไทยรัฐออนไลน์, 17 มกราคม 2564, 16:29 น., https://www.thairath.co.th/news/local/north/2014352 & ภัยแล้งมาเร็ว แม่น้ำยม-แม่น้ำโขงแห้งขอด เห็นเนินทรายขาวโพลน เดินข้ามฝั่งได้, เรื่องเล่าเช้านี้, ข่าวช่อง3, 25 กุมภาพันธ์ 2564, https://www.youtube.com/watch?v=MlRafCAKsHU

[15]ซึ่งนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผอ.สำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า เรื่องรุกป่าธรรมดาๆ หรือมีนายทุนอยู่เบื้องหลัง แต่ผลการพิพาทระหว่าง "อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่" และ ที่ดิน สปก. "one map" ชี้ว่า ที่แปลงนี้ ไม่รุกอุทยาน  เมื่อ 7 มีนาคม 2567 นายธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีเกษตรฯ ลงพื้นที่พร้อมตำรวจกองปราบ และป.ป.ท. พิสูจน์จุดพิพาท ส.ป.ก. ทับซ้อนเขตอช.เขาใหญ่ พร้อมคุยชาวบ้านเรื่องการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. ต่อมาเมื่อ 14 มีนาคม 2567 เลขาธิการ ส.ป.ก. ได้สั่งการให้ปฏิรูปที่ดินจังหวัดนครราชสีมา ดำเนินการเพิกถอนการจัดที่ดิน ทั้ง 10 ราย (13 แปลง 341-3-39 ไร่) โดยด่วน ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่จัดแต่รังวัดแล้วอีก 26 ราย (45 แปลง 937-0-81 ไร่) ให้ยกเลิกผลการรังวัดและห้ามนำพื้นที่ดังกล่าวมาจัดที่ดินโดยเด็ดขาด

ดู พิสูจน์ข้อพิพาทส.ป.ก.-เขาใหญ่ ที่ปรึกษาธรรมนัสลงพื้นที่คุยชาวบ้าน, AMARINTV : อมรินทร์ทีวี, Streamed live วันที่ 7 มีนาคม 2567, https://www.youtube.com/watch?v=AgDShXIhPpg

& ส.ป.ก.สั่งเพิกถอน ส.ป.ก.เขาใหญ่-ยกเลิกผลรังวัดที่ดิน รวม 1,279 ไร่, PPTV HD 36, 14 มีนาคม 2567, 16:22 น., https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1/219397

& ไม่รอด! ไล่ยึดโรงแรมดังเขาใหญ่ คืนที่ ส.ป.ก. คาดความเสียหายพันล้าน, ฐานเศรษฐกิจ, 16 มีนาคม 2567, 14:03 น., https://www.thansettakij.com/business/trade-agriculture/591016

& มัดรวม มหากาพย์ ส.ป.ก. ผุดเขาใหญ่ ตอนที่ 1-3, อีจัน The Series, 4 เมษายน 2567, https://www.youtube.com/watch?v=zrTDgpymZC0  

[16]“ประกาศกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม” ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคม 2563 ข้อที่ 2 ระบุว่า “การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรม ให้หมายถึง การใช้ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ตามความหมายของคำว่า “ประกอบการเกษตร” ในระเบียบคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกร พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการบริโภค จำหน่าย หรือใช้งานในฟาร์ม แต่ไม่รวมถึงการทำการประมงและการทอผ้า” ดู ปลูกกล้วยเลี่ยงภาษีที่ดิน...ทำได้จริงหรือไม่, Pattarat, positioningmag, 25 พฤษภาค 2567, https://positioningmag.com/1386447 

[17]ดู กรมป่าไม้, วิกิพีเดีย 

[18]สโลปเอียงหรือความลาดชัน 35 องศามาจากฐานคติที่ว่า ที่ภูเขา ซึ่งถือเป็นป่า ต้องมีสโลป 35 องศา การกำหนดที่เขา ภูเขา ไว้ตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว ในปี พ.ศ.2528 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2528 เห็นชอบด้วยกับนโยบายป่าไม้แห่งชาติตามที่คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวพันกับที่เขา ภูเขา ที่มีการหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทยไว้ในเรื่องการกำหนดพื้นที่ที่มีความลาดชันโดยเฉลี่ย 35% ขึ้นไป ไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้โดยไม่อนุญาตให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่ที่มีความลาดชันโดยเฉลี่ย 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เป็นพื้นที่ที่มีการชะล้างหน้าดินสูงไม่เหมาะสมแก่การเกษตร สมควรเป็นพื้นที่ป่าไม้และไม่อนุญาตให้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ดู “แนวทางการตรวจสอบที่เขา ที่ภูเขา และที่ลาดชันเฉลี่ยเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เพื่อการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน”, โดยสำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ กองฝึกอบรม กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย, สิงหาคม 2558, https://www.dol.go.th/landdoc/DocLib49/Hill.pdf   

[19]กรมป่าไม้ยึดวังน้ำเขียวโมเดล แก้ปัญหารุกป่า เป็นปัญหาการบุกรุกที่ดินทำกินของประชาชนที่เรื้อรังยาวนานร่วม 40 ปีมาจนถึงปี พ.ศ.2555 ศาสตราจารย์ ศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่วังน้ำเขียวว่า ควรชะลอการดำเนินคดีกับชาวบ้านที่บุกรุกพื้นที่โดยสุจริตถ้าชาวบ้านสามารถพิสูจน์ได้ว่า ได้ครอบครองและใช้พื้นที่ทำประโยชน์โดยสุจริตหรือได้มาด้วยเชื่อว่า สามารถใช้พื้นที่ในการทำกินได้ ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐมาหวงห้าม ณ เวลานั้น แม้จะผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลก็ควรจะชะลอการดำเนินคดีและไล่ชาวบ้านออกไปจากพื้นที่ออกไปก่อน โดยควรกำหนดเวลาในการให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ออกไปอย่างน้อยสิบปี ดู วังน้ำเขียว... คนรุกป่า... ป่ารุกคน, โดย วิทยา วชิระอังกูร, 4 ตุลาคม 2555, 16:05 น., https://mgronline.com/daily/detail/9550000121895  

[20]การเลือกปฏิบัติ หรือ ‘discrimination’คือ การปฏิบัติที่แตกต่าง การกีดกัน การจำกัด หรือความพึงพอใจที่ไม่เท่ากัน ต่อคน/กลุ่มคนที่เหมือนกันและที่ไม่เหมือนกัน รวมไปถึงการปฏิบัติที่เหมือนกันแต่ส่งผลให้เกิดความเสียเปรียบต่อบางกลุ่มด้วย ซึ่งการปฏิบัติเหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อหลักการความเท่าเทียมของมนุษย์ การปฏิบัติที่แตกต่างกันนั้น เกิดขึ้นบน ‘เหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ’ (Ground of Discrimination) ซึ่งเกี่ยวข้องกับลักษณะของกลุ่มคนซึ่งมักเป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางและเป็นคนชายขอบ (Vulnerable and Marginalized Groups) ครอบคลุมทั้ง เชื้อชาติ สีผิว เพศ รสนิยมทางเพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สถานะทางเศรษฐกิจ ชาติกำเนิด ความพิการ สถานะสุขภาพ หรือสถานะอื่น ๆ และจะเกิดขึ้นในทุกย่างก้าวของการดำรงชีวิต โดย ‘มิติของการเลือกปฏิบัติ’ (Area of Discrimination) นั้นครอบคลุมถึงการทำงาน การศึกษา การจ้างงาน บริการภาครัฐ/เอกชน การประกอบธุรกิจ การประกอบวิชาชีพ การเป็นสมาชิกองค์กร กิจกรรมสาธารณะ เป็นต้น

ดู Discrimination – การเลือกปฏิบัติ, โดย Natetida Bunnag, SDG Vocab, (Last Updated), 3 มกราคม 2565, https://www.sdgmove.com/2021/07/15/sdg-vocab-33-discrimination/

[21]คนต่างด้าวเทียม ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบการได้สัญชาติไทยตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ดู “คนต่างด้าว” คือใครกัน โดย กิติวรญา รัตนมณี, เขียนใน GotoKnow, 18 มีนาคม 2552, https://www.gotoknow.org/posts/249368 

[22]พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 แก้ไขเพิ่มเติมบัญญัติหลักการได้สัญชาติไทยโดยการเกิดเสียใหม่ และยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2515 ซึ่งมีการถอนสัญชาติไทย หรือไม่ได้สัญชาติไทย ที่สำคัญคือ มาตรา 23 และมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง(ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว), พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 109 ตอนที่ 13 ก วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2535 หน้า 3-6, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/1625012.pdf & พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนที่ 39 ก วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2551 หน้า 24-32, https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/242801.pdf   

[23]พระราชบัญญัติ ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา พ.ศ.2560, ประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 56 ก วันที่ 26 พฤษภาคม 2560 หน้า 1-15, https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/056/1.PDF

หมายเลขบันทึก: 718382เขียนเมื่อ 31 พฤษภาคม 2024 23:58 น. ()แก้ไขเมื่อ 15 มิถุนายน 2024 16:58 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี
ClassStart Books
โครงการหนังสือจากคลาสสตาร์ท