ในทรรศนะผมนั้น มีความสำคัญต่ออีกมิติหนึ่งของการศึกษาสร้างคนและสร้างยุวพลเมือง สร้างมณฑลชีวิตสาธารณะหลากหลาย ทั้งของสังคมประเทศก้าวหน้าและประเทศกำลังพัฒนา และศิลปะแบบ Art-Science Socio-Cultural Functional Arts ก็เชื่อว่านอกจากจะมีส่วนเข้าถึง คัดสรร บ่มสร้าง บ่มเพาะความงอกงามในอัจฉริยภาพของเด็กแล้ว ในแง่ของการพัฒนาการเรียนรู้ในทุกระดับของสังคมเพื่อเข้าถึงมุ่งความงามสูงสุดอยู่ที่การจรรโลงพลังความงอกงามด้วยหนทางแห่งพหุปัญญามนุษย์ต่อการจัดความสัมพันธ์ที่ลงตัวของสังคมและธรรมชาติ ซึ่งต่างก็มีวาระร่วมกัน จมไปด้วยกัน และต้องการร่วมกันผสานปัจจัยเข้มแข็งที่มีต่างกันในตน ไม่มีใครนำใครได้เบ็ดเสร็จทางเดียว ก็เป็นเรื่องยาก ต้องใช้พลังงาน ทรัพยากร การทุ่มเทใจ ทนฝ่าอุปสรรค(ที่ต่างก็โง่เขลาและอับจนพอกัน) และต้องอยู่กับการปฏิบัติธรรมในชีวิตการงานสูง ให้มีกำลังชีวิตอยู่ได้ครับ อยากแตะไว้พอเป็นที่สังเกตและเห็นประเด็นร่วมกันได้ครับ ไม่ใช่สิ่งใหม่และขาดวิทยาการก้าวหน้า แต่ไม่เป็นประโยชน์และไม่เกิดทางออกที่ดีได้ครับ เพราะสิ่งเหล่านี้มรรคผลอยู่ในปัญญาปฏิบัติ ซึ่งสิ่งที่พอจะเห็นได้ชัด แต่หนทางไกลมาก อีกทั้งอยู่ในท่ามกลางสิ่งที่เกินจะรู้ได้ต่อปัจจัยแวดล้อมที่ยังมาไม่ถึงเหนือวิสัยมนุษย์ ต้องสร้างทำ สั่งสม ไปในสภาพเหมือนไม่เห็นผลแม้ตลอดชีวิต การถกเถียง ใคร่ครวญ น้อมโยนิโสมนสิการ การรวบรวมและเสริมพลังภูมิพหุปัญญา หยั่งประมาณเชิงลึก แผ่การครอบคลุมไพศาลกว้างไกล ยกระดับการพลวัตสู่ภาวะที่ดีได้ ด้วยภาษาและระบบปัญญาพหุลักษณ์ข้อมูล ที่สร้างบทสรุปความแตกต่างหลากหลายให้ปรากฏ ประจักษ์แก่โสตสดับทางปัญญา ให้ประสบการณ์เชิงความหมายและสร้างองค์ประกอบเชิงคุณค่า ยึดโยงเชื่อมต่อกัน สามารถย้อนกลับและพลวัตไปภายหน้าแตกต่างแบบแผนกัน แต่เห็นฐานรากความลงตัวและเสริมความงอกงามกันได้ ก่อนที่จะไปใช้เครื่องมือพหุลักษณ์ต่างๆในสังคม และขยายกำลัง’การเห็นถูก’ร่วมกันให้เป็นทวีคูณได้ด้วยวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆนั้น กระบวนการศิลปะและศิลปะในฐานะห้องปฏิบัติการชีวิตของสังคม ช่วยได้ครับ
ผมได้เห็น ได้ทำ ได้บันทึกรายงาน ได้แบ่งปัน ทดลองใช้อ่านปรากฏการณ์ ปฏิบัติการเสริมพลัง รวมทั้งใช้ในสถานการณ์จริง และใช้ดึงเอาหลายอย่างมาสร้างวงจรเสริมพลังการพลวัตใหม่ทางพหุปัญญาให้เป็นที่ปรากฏ จากหน่วยพื้นฐานที่สุดของสังคม ไปจนถึงแสดงตัวอย่างให้เห็นจากสังคมไทย ก็พอจะก่อเกิดสิ่งดีๆในมิติใหม่ๆ อย่างกล่าวมา ได้พอสมควร แต่วงจรต่างๆเริ่มต้นนับแต่การมีฉากรับทัศนียภาพภูมิชีวิตที่เห็นและเข้าถึงด้วยฐานวิทยาการและภูมิสังคมวัฒนธรรมต่างกันได้ยาก ให้เป็นที่ประจักษ์ร่วมกันได้ในระดับหนึ่งนั้น แล้วยึดโยงผสานไปสู่การใช้ระบบปัญญาอันแตกต่างหลากหลาย ให้พอมีจังหวะการผสานความลงตัวและพ้นมิติการปะทะบั่นทอนกันได้ หรือกล่าวไม่เกินจริงจากการได้เห็นของจริงด้วยชีวิตและการปฏิบัติการไปด้วยในสถานการณ์หลากหลายว่า ได้เห็นนับแต่ต้นธารก่อเกิดภาวะใหม่ๆจาก 0 ไปจนถึงครบถ้วยบริบูรณ์นับแต่หน่วยปรากฏการณ์เล็กๆ ไปจนถึงสุดทางเต็ม 100 ทั้งระดับชาติและนานาชาติ ตรวจสอบ บทวน กลั่นกรองหลายชั้นเพื่อแสดงให้ประจักษ์ด้วยชุดพรรณาจากปัญญาปฏิบัติ เอาภูมิชีวิต มนุษย์ และหน่วยปรากฏการณ์ความเป็นจริง เป็นต้นธารประมวลภาพ แสดงระเบียงทัศน์ และแสดงฉากรับภาพให้ปรากฏ ด้วยพหุลักษณ์ข้อมูลปัญญาปฏิบัติที่ทุกคนต่างก็นำไปพิสูจน์ก่อนได้ในเงื่อนไขชีวิตตนและในบริบททางสังคมของตน แล้วก็รวบรวมเครื่องมือปฏิบัติการต่างๆไว้หมด จึงในอนาคต ก็เชื่อว่าจะเป็นมิติหนึ่งของต้นทุนที่มีอยู่ในสังคม (ทั้งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศก้าวหน้า ) ที่จะก่อให้เกิด หลายสิ่งอย่างในหนทางที่ดีมากยิ่งๆขึ้น
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ในหลากหลายแนวทาง ผมพอจะสะท้อนคิดและแบ่งปันได้ว่า ห้องปฏิบัติการการศึกษาเรียนรู้ ห้องปฏิบัติการเพื่อระบบพลวัตสังคม ห้องปฏิบัติการชีวิตและสังคม ด้วย ‘ศิลปวิทยวัฒนธรรมวิวัฒน์’ ซึ่งจะเป็นฐานรากสำคัญของสังคมยุคใหม่นับแต่การบรรลุผลการศึกษาและวิทยาการก้าวหน้าทั่วโลกนี้ ด้วยกระบวนการทางศิลปะ สื่อ กระบวนการสื่อสาร การถอดบทเรียนและเสริมพลังการเรียนรู้เปิดกว้างสู่พหุมิติ พหุปัญญาพหุวิทยาการ โดยผสานยึดโยงกับองค์ประกอบพื้นฐานของชีวิต เช่น เนื้อหาทางสุขภาพในความหมายที่กว้าง การเรียนรู้สำนึกร่วมทางสังคม ระบบปัญญาใหญ่ของพุทธธรรม การเรียนรู้เมือง ถิ่นฐานถิ่นอาศัย ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ระบบการผลิต ระบบการบิการ ระบบการบริโภค ความเป็นส่วนรวม ผสานเชื่อมโยงทั้งจากวาระทางสังคมภายนอก กับการเห็นภาพสะท้อนและนัยสำคัญบนหน่วยชีวิตตากการผูกพันเกี่ยวข้องของตน เหล่านี้ ช่วยได้ ทำงานได้จริง ยิ่งกว่าวิธีการอื่นๆ อีกครับ อยากกล่าวถึงอีกนิดครับ ก่อนจะกลับมาดูอีกนิดหนึ่งเกี่ยวกับภาคศิลปะสุนทรียปัญญาและกระบวนการทางศิลปะ