ด้วยเพื่อนวิชาเอกร่วมรุ่น มศว. 2517 เลือกให้ผมเขียนบทเรียนจากชีวิตเพื่อจัดพิมพ์เป็นทำเนียบรุ่นในวาระพิเศษ แต่ด้วยทำเนียบดังกล่าวจะแจกจ่ายเฉพาะเพื่อนร่วมรุ่น แต่ผมเห็นว่าควรแชร์กับเพื่อนร่วมโลกด้วย จึงขออนุญาตนำไฟดังกล่าวมาแชร์ที่บทเขียนนี้ ดังนี้
บทเรียนความสำเร็จของ ศ.ดร. สมาน อัศวภูมิ
ก่อนอื่นผมก็ขอขอบคุณเพื่อนๆ ร่วมวิชาเอกภาษาอังกฤษที่เลือกให้ผมเป็นตัวแทนเขียนบทเรียนความสำเร็จของชีวิต ซึ่งจริงๆ แล้วผมเชื่อว่าเพื่อนทุกคนประสบความสำเร็จในชีวิต การงาน และการใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้ด้วยกันทุกคนครับ แต่เพื่อนก็ได้มอบเกียรติและโอกาสนี้ให้กับผม จึงขอขอบคุณเพื่อนทุกคนอีกครั้งครับ
ถ้าจะใช้ปริมาณเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จ ชีวิตของผมก็ไม่ถือว่ามีความสำเร็จอะไรมากมายนัก คือ ผมไม่ได้รวยเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก และผมก็ไม่ได้มีผลงานระดับรางวัลโนโบล หรือมีสิทธิบัตรที่โลกต้องจดจำอะไรครับ
แต่ถ้าใช้เกณฑ์พัฒนาการเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จแล้ว ชีวิตของผมก็นับว่าประสบความสำเร็จเกินที่ผมจะคาดเดาครับ คือ ผมก้าวจากเด็กบ้านนอกและลูกชาวนา มีฐานะบ้าน ๆ เข้าสู่ชุมชนวิชาการชั้นสูงอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน แบบจากยอดหญ้าสู่หลังคาบ้าน ท่ามกลางปัญหาอุปสรรค และความท้าทายมากมาก แต่ผมก็มาถึงจุดนี้จนได้ ซึ่งถือว่าเป็นก้าวกระโดดที่เหลือเชื่อมากจริง ๆ ครับ
ก้าวแรกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของผมคือ การที่คุณพ่อของผมเป็นผู้ใหญ่บ้านและมีโอกาสได้เข้าไปประชุมในตัวอำเภอทุกเดือนและได้เห็นการศึกษาในเมือง เลยอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ ดังนั้นหลังจากจบชั้น ป. 4 ในปี 2502 จากโรงเรียนวัดบ้านหนองขี้ม้า ตำบลโนชัยศรี อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ผมก็ได้เข้าไปเรียน ป. 5 ในเมือง ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มีการจัดการคึกษาระดับประถมศึกษาตอนปลาย คือ ป. 5-7 และมัธยมศึกษาตอนต้น มศ. 1-3
ขณะที่เรียนอยู่ มศ. 1 นั้นคุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวก็เสียชีวิต คุณแม่ไม่มีทุนส่งเรียน จึงอยากให้ออกจากโรงเรียนมาช่วยทำนา แต่ผมขอแม่เรียนต่อให้จบมัธยมศึกษาก่อน และจะหาทางและหาทุนเรียนเอง และนี่คือมหากาพย์ของการต่อสู้และดิ้นรนของชีวิตของผม จนสำเร็จปริญญาเอกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2537 เป็นดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหารการศึกษารุ่นแรกของจุฬาฯ ครับ
หลังจากจบ มศ.3 จากโรงเรียนปริญญาศรมซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนแล้ว ผมก็สอบเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรชั้นต้นที่วิทยาลัยครูมหาสารคามได้ครับ และจบปริญญาตรีจากวิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคามในปี 2517 ครับ
ชีวิตการทำงานก็เริ่มต้นการเป็นครูที่โรงเรียนเบ็ญจมะมหาราช จังหวัดอุบลราชธานีในปี 2517 เป็นศึกษานิเทศก์กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 10 อีก 17 ปี เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบาลราชธานีจนถึง ปี 2558 ทั้งการรับราชการปกติ ต่ออายุราชการพิเศษ 5 ปี และเป็นพนักงานมหาวิทยาอีก 1 ปี และปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำพิเศษของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เป็นอาจารย์พิเศษ และผู้ทรงคุณวุฒิให้กับอีกหลายมหาวิทยาลัยครับ มีผลงานที่เป็นหนังสือกว่า 10 เล่ม งานวิจัยกว่า 10 เรื่อง เขียนบทความวิจัยและวิชาการที่ตีพิมพ์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศกว่า 50 เรื่องครับ
แล้วความสำเร็จเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และผมมีบทเรียนอะไรมาแชร์เพื่อนๆ ตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมายจากเพื่อนนั้น ผมเรียนตรงๆ ว่าผมไม่มีสูตรหรือเคล็ดลับอะไรเป็นพิเศษครับนอกจาก ทำอย่างที่เชื่อ และเชื่อในสิ่งที่ทำ เช่น ‘ถ้าเราไม่หยุดเดิน เราก็จะก้าวไปเรื่อย ๆ แล้วสักวันหนึ่งเราก็จะรู้เองว่าเราไปได้ไกลขนาดไหนครับ’
ผมเปรียบเทียบการทำงานและการใช้ชีวิตเหมือนการเขียนหนังสือครับ คือไปทีละก้าว เหมือนเขียนหนังสือคือ เราเขียนทีละตัวอักษร ถ้าเราเขียนไม่หยุดก็ได้สาระเต็มหน้า ต่อไปก็ได้อีกหลายหน้า และได้หนังสือเป็นเล่ม แล้วก็หลายเล่ม
เวลาเขียนก็คิดไป เขียนไป ค้นไป เขียนไป เขียนไม่ถูกใจก็เขียนใหม่ คิดอีกและเขียนต่อ
จริงอยู่เราอาจจะวางโครงสร้างสาระ (เหมือนแผนชีวิต) และเนื้อหาที่ตั้งใจจะเขียน (เรื่องที่ตั้งใจจะทำ) แต่พอถึงเวลาทำแล้วอาจจะไม่ได้ดังใจอยากได้ เราก็เปลี่ยนใหม่ แล้วทำใหม่ เพียงแต่คิดและทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ครับ
เวลาผมเขียนหนังสือ ผมจะมี ‘ไฟล์ทดความคิด” ไว้เก็บเนื้อหาที่เขียนแล้วไม่ถูกใจ หรือไม่เข้าท่าไว้ก่อน และอาจจะนำมาใช้ได้อีกภายหลัง แทนที่จะทิ้งไปครับ การใช้ชีวิตผมก็เหมือนกันเก็บทุกประสบการณ์ไว้ใช้ประโยชน์ ทั้งประสบการณ์ที่ดี และไม่ดี ทุกอย่างคือบทเรียนและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วแต่เราจะใช้ประโยชน์ครับ
สิ่งที่ผมคิดว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตผมคือ
- ผมเปลี่ยนปรัชญาชีวิตจาก ‘งานไม่เสร็จ คนเสร็จ (สมัยเรียน และทำงานช่วงแรก) มาเป็น ทำให้ดีที่สุดและพร้อมรับผลที่จะเกิด และปล่อยวางครับ หลักคิดนี้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ที่ผมได้ลงชื่อรับทราบว่าได้สองขั้นแล้วถูกผู้ใหญ่จากส่วนกลางเรียกคืน ซึ่งถ้าใครเจอแบบนี้ก็เบรกแตกแน่ ตอนแรกผมก็ตั้งป้อมลุยเหมือนกันครับ แต่พอได้สติจึงได้คิดว่า ‘การที่หัวหน้าหน่วยงานเสนอให้ผมได้สองขั้นแปลว่าอย่างน้อยมีคนเห็นความดีที่เราทำ’ และที่สำคัญผู้ที่ได้ประโยชน์คือสถานศึกษาและเยาวชนไทย ไม่ใช่เจ้านายที่กระทรวง จึงเกิดปรัชญาชีวิตใหม่ คือทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ผลเป็นอย่างไรกับยอมรับได้ และปล่อยวาง และผมใช้ภาษาอังกฤษว่า ‘Do your best and let it go’
- ผมเปลี่ยนความคิดและการทำงานใหม่คือ ‘ทำงานเพื่องาน สนุกกับสิ่งที่ทำ ส่วนผลตอบแทนให้ถือว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่สิ่งที่คาดหวังว่าต้องได้’ สนุกอยู่กับสิ่งที่ทำเท่านั้นชีวิตก็เป็นสุขแล้วครับ สุขในขณะที่ทำ ไม่ต้องรอให้ผลสุดท้ายเกิดก่อนแล้วค่อยสุข เพราะอาจจะต้องรองานหรือไม่มีวันได้สุขก็ได้ การทำงานและการดำรงชีวิตต้องใช้พลัง และเหนื่อยแน่นอนครับ แต่เรา ‘จะเหนื่อยสุข หรือเหนื่อยทุกข์’ เลือกเอาครับ ถ้าคุณเลือกที่จะเหนื่อยสุข คุณก็จะได้กำไร แต่ถ้าเหนื่อยทุกข์ ชีวิตก็ขาดทุนครับ
- ผมเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘ปัญหา’ ใหม่ คือเปลี่ยนจาก ‘ปัญหาคืออุปสรรค หรือสิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจ’ โดยนิยามปัญหาใหม่ว่า ‘ปัญหาก็เป็นแค่ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เราอยากได้ กับสิ่งที่เรามีอยู่’ แปลว่าถ้าเราอยากได้มาก แต่เรามีอยู่น้อย ปัญหาก็เยอะ ถ้าเราลดความอยากได้ลง ปัญหาก็ลดลงหรือไม่มีเลย อย่างไรก็ตามถ้าเรายังอยากได้สิ่งที่อยากได้อยู่นั้น ก็ต้องหาทางทำให้จงได้ โดยไม่คิดว่าความยุ่งยากในการที่จะได้มาซึ่งสิ่งที่เราอยากได้นั้นเป็นปัญหา ก็เท่านี้เอง ดังนั้นทุกวันนี้ผมจึงเป็นคนไม่มีอะไรเป็นปัญหาครับ
- ผมเชื่อเรื่องบุญกรรม ‘แต่ผมไม่เชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเท่านั้น’ เพราะถ้าคนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรมเท่านั้นแล้ว คนเราไม่สามารถใช้เวลาที่เกิดมาทำอะไรได้เลย ยกเว้น ‘ก้มหน้ารับกรรมเพื่อชดใช้กรรม’ เท่านั้น ซึ่งตอนผมเป็นเด็กและช่วงแรกของชีวิตนั้น ผมเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม เพราะถูกสอนมาอย่างนั้น แต่พอมีประสบการณ์มากขึ้น ความคิดและความเชื่อของผมก็เปลี่ยนไป คือ ผมเชื่อว่าบุญเป็นต้นทุนให้เราเกิดเป็นอะไรหรือเป็นใคร เหมือนคนมีเงินซึ่งสามารถเลือกวิธีเดินทางของตนได้ ส่วนกรรม (ทั้งกรรมติดตัวและกรรมที่สร้างใหม่) เป็นชะตาชีวิตที่เราต้องพบและเผชิญ ส่วนเมื่อได้พบหรือเผชิญสิ่งนั้นแล้วจะทำอย่างไร และผลจะเป็นแบบไหน เป็นฝีมือของชาติล้วน ๆ และบุญอาจเป็นตัวช่วยในการจัดการกับสิ่งที่พบและเผชิญของเรา เช่น ด้วยวิถีกรรมนั้นผมต้องมีเหตุการณ์ที่ได้สองขั้นและถูกเรียกคืน (ดูข้อ 1) ส่วนการตอบสนองต่อเหตุการณ์ดังกล่าวจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับกึ๋นและการตัดสินใจของผมในขณะนั้น และชาตินี้เป็นสำคัญครับ ซึ่งการเปลี่ยนความเชื่อและวิธีคิดของผมในเรื่องนี้ทำให้ผมหลุดจากวงจรชีวิตเดิม ๆ ผมได้ครับ
ท้ายสุดนี้ผมต้องขอขอบคุณบุคคลรอบข้างและสรรพสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เรามีชีวิตที่ดีได้ ทั้งพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อน ๆ และเจ้านาย และที่สำคัญคือคนข้างกายคือ คุณมยุรี (แพงจักร) อัศวภูมิ ภรรยาของผม ที่สนับสนุนและให้กำลังผมมาตลอด ขอบคุณลูก และหลานที่ทำให้ชีวิตสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณสำหรับสารชีวิตที่ได้รับ….วิโรจน์ ครับ