พระสูตรนี้ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาให้เหล่าเทวดาและพระพรหมที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ในมหาสมัยสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระสูตรปุราเภทนี้ (พระสูตรว่าด้วยเรื่องแตกหรือถึงแก่ความตายในอนาคต ว่าก่อนตายควรปฏิบัติตนอย่างไร) แก่พวกเทวดาและพรหมที่เป็นพวกพุทธิจริต

มหาสมัยสูตร และพระสูตรที่เกี่ยวเนื่อง ตอนที่ ๓ 

ปุราเภทสูตร

 

เกริ่นนำ

            ในพระสูตรปุราเภทสูตรนี้ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาให้เหล่าเทวดาและพระพรหมที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ในมหาสมัยสูตร เมื่อพระพุทธนิมิตถามปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรปุราเภทนี้ (พระสูตรว่าด้วยเรื่องแตกหรือถึงแก่ความตายในอนาคต ว่าก่อนตายควรปฏิบัติตนอย่างไร) พร้อมกับคำถามพระสูตรนั้น แก่พวกเทวดาและพรหมที่เป็นพวกพุทธิจริต

 

ปุราเภทสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต

 

๑๐. ปุราเภทสูตร

ว่าด้วยก่อนการดับขันธปรินิพพาน

             (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)

             [๘๕๕] บุคคลมีทัสสนะ (ทัสสนะ ในที่นี้หมายถึงอธิปัญญา) อย่างไร มีศีล (ศีล ในที่นี้หมายถึงอธิศีล) อย่างไร จึงเรียกว่า เป็นผู้สงบแล้ว (สงบ ในที่นี้หมายถึงอธิจิต) ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกนรชนผู้สูงสุดนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด

             (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)

             [๘๕๖] ก่อนดับขันธปรินิพพาน พระอรหันต์เป็นผู้คลายตัณหา ไม่ติดอยู่กับความเพลิดเพลินที่มีอยู่ในส่วนเบื้องต้น ใครๆ กำหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง พระอรหันต์นั้นมิได้มุ่งหวังถึงตัณหาและทิฏฐิ (ในส่วนเบื้องปลาย)

             [๘๕๗] บุคคลผู้ไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนอง พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นผู้สำรวมวาจานั้นแล ชื่อว่า เป็นมุนี

             [๘๕๘] บุคคลผู้ไม่มีตัณหาเครื่องเหนี่ยวรั้งในอนาคต ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ผู้เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลาย ย่อมไม่ถูกนำไปในทิฏฐิทั้งหลาย

             [๘๕๙] บุคคลนั้นเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ (ตระหนี่ มี ๕ อย่าง (๑) อาวาสมัจฉริยะ(ตระหนี่ที่อยู่) (๒) กุลมัจฉริยะ(ตระหนี่ตระกูล) (๓) ลาภมัจฉริยะ(ตระหนี่ลาภ) (๔) วัณณมัจฉริยะ(ตระหนี่วรรณะ) (๕) ธัมมมัจฉริยะ(ตระหนี่ธรรม)) ไม่คะนอง ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ และไม่ประกอบในความเป็นผู้มีวาจาส่อเสียด

             [๘๖๐] บุคคลผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี ไม่ประกอบในความดูหมิ่น ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่ต้องเชื่อใคร และไม่ต้องคลายกำหนัด

             [๘๖๑] บุคคลไม่ศึกษาเพราะอยากได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ลาภ ไม่เดือดดาลและไม่ยินดีในรสเพราะตัณหา

             [๘๖๒] บุคคลเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญว่าเสมอเขา ไม่สำคัญว่าเลิศกว่าเขา ไม่สำคัญว่าด้อยกว่าเขา ในโลก กิเลสหนาย่อมไม่มีแก่บุคคลนั้น

             [๘๖๓] บุคคลใดไม่มีที่อาศัย ไม่มีตัณหาในภพหรือในวิภพ (ภพ หมายถึงสัสสตทิฏฐิหรือภวทิฏฐิ วิภพ หมายถึงอุจเฉททิฏฐิ หรือวิภวทิฏฐิ) บุคคลนั้นรู้ธรรมแล้วไม่ต้องอาศัย

             [๘๖๔] เราเรียกบุคคลนั้นผู้ไม่มุ่งหวังในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้เข้าไปสงบ บุคคลนั้นไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด ข้ามตัณหาที่ชื่อว่า วิสัตติกา ได้แล้ว

             [๘๖๕] บุคคลนั้นไม่มีบุตร สัตว์เลี้ยง นา ไร่ และที่ดิน ทิฏฐิว่า มีอัตตา หรือทิฏฐิว่า ไม่มีอัตตา หาไม่ได้ในบุคคลนั้น

             [๘๖๖] เหล่าปุถุชน หรือสมณพราหมณ์ พึงกล่าวหาบุคคลนั้นด้วยโทษใด (โทษ หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น) โทษนั้น ไม่เชิดชูบุคคลนั้นเลย เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นจึงไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย

             [๘๖๗] บุคคลผู้เป็นมุนี เป็นผู้คลายความยินดี ไม่ตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวในเรื่องเลิศกว่าเขา ไม่กล่าวในเรื่องเสมอเขา ไม่กล่าวในเรื่องด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกำหนด ย่อมไม่ถึงความกำหนด (ความกำหนด(กัปปะ) มี ๒ อย่าง คือ (๑) กำหนดด้วยอำนาจตัณหา (๒) กำหนดด้วยอำนาจทิฏฐิ)

             [๘๖๘] บุคคลใดไม่มีความถือว่าเป็นของตนในโลก เมื่อไม่มีความถือว่าเป็นของตน ย่อมไม่เศร้าโศก ไม่ถึงความลำเอียงในธรรมทั้งหลาย บุคคลนั้นแล เรียกว่า ผู้สงบ

ปุราเภทสูตรที่ ๑๐ จบ

--------------------------

 

คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของอรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค

ปุราเภทสูตร

               

อรรถกถาปุราเภทสูตรที่ ๑๐               

               พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
               ท่านกล่าวถึงการเกิดแห่งพระสูตรนี้และอีก ๕ พระสูตร คือ กลหวิวาทสูตร จูฬวิยูหสูตร มหาวิยูหสูตร ตุวฏกสูตร และอัตตทัณฑสูตร โดยความเสมอกันตามนัยดังกล่าวแล้วในการเกิดแห่งสัมมาปริพพาชนิยสูตรนั้นแล.
               แต่โดยความต่างกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ในมหาสมัยนั้น เพื่อทรงแสดงธรรมให้เป็นที่สบายแก่พวกเทวดาที่เป็นราคจริต จึงทรงให้พระพุทธนิมิตถามพระองค์แล้ว ได้ตรัสสัมมาปริพพาชนิยสูตรขึ้นฉันใด ในมหาสมัยนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบจิตของพวกเทวดาที่มีจิตเกิดขึ้นว่า ‘ก่อนตาย เราควรทำอะไรหนอ’ เพื่อทรงอนุเคราะห์เทวดาเหล่านั้น จึงทรงนำพระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุบริวาร ๑,๓๕๐ รูปมาทางอากาศ ให้พระพุทธนิมิตนั้นถามปัญหาพระองค์แล้ว จึงได้ตรัสพระสูตรนี้.
               พึงทราบความในคำถามนั้นดังนี้
               พระพุทธนิมิตตรัสถามถึงอธิปัญญาด้วยคำว่า บุคคลมีความเห็นอย่างไร ถามถึงอธิศีลด้วยคำว่า บุคคลมีศีลอย่างไร ถามถึงอธิจิตด้วยคำว่า บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ.
                พึงทราบความในการตอบดังนี้
               พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแก้อธิปัญญาเป็นต้น โดยสรุปตรัสว่าบุคคลชื่อว่าเป็นผู้สงบ เพราะกิเลสสงบโดยเป็นผู้มีอธิปัญญาเป็นต้น เมื่อจะทรงแสดงถึงความสงบแห่งกิเลสนั้นๆ โดยอนุโลมตามอัธยาศัยของเหล่าเทวดาต่างๆ

               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต.
               เมื่อจบเทศนา เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุพระอรหัต จำนวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้นเหลือจะนับ ด้วยประการฉะนี้.


               -----------------------------------------------------