มหาสมัยสูตร และพระสูตรที่เกี่ยวเนื่อง ตอนที่ ๒
สัมมาปริพพาชนียสูตร
เกริ่นนำ
ในพระสูตรสัมมาปริพพาชนียสูตรนี้ เป็นการแสดงพระธรรมเทศนาให้เหล่าเทวดาและพระพรหมที่มาเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ที่ได้กล่าวไว้ในมหาสมัยสูตร เมื่อพระพุทธนิมิตถามปัญหา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสพระสูตรสัมมาปริพพาชนียะนี้ (พระสูตรว่าด้วยเรื่องที่พึงเว้นโดยชอบ) แก่พวกเทวดาและพระพรหมที่เป็นพวกราคะจริต
สัมมาปริพพาชนียสูตร
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต
๑๓. สัมมาปริพพาชนียสูตร
ว่าด้วยภิกษุควรละเว้นอยู่ในโลกโดยชอบ
[๓๖๒] (พระพุทธเนรมิตทูลถามดังนี้)
ข้าพระองค์ขอทูลถามพระมุนีผู้มีปัญญามาก ทรงข้ามโอฆะได้แล้วปรินิพพาน มีพระทัยมั่นคง ภิกษุนั้นบรรเทากามทั้งหลาย ออกจากเรือน (มาบวช) แล้ว พึงละเว้นอยู่ในโลกโดยชอบได้อย่างไร
[๓๖๓] (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบดังนี้)
ภิกษุผู้ตัดขาดการเชื่อสิ่งที่เห็นเป็นต้นว่า เป็นมงคล การยึดถืออุกกาบาตตก ความฝัน และการทำนายลักษณะ ละสิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียต่อมงคลได้เด็ดขาด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๔] ภิกษุพึงกำจัดความกำหนัดในกามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของมนุษย์ และที่เป็นทิพย์ ภิกษุนั้นตรัสรู้ธรรมแล้ว ก้าวพ้นภพได้แล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๕] ภิกษุกำจัดความส่อเสียดแล้ว พึงละความโกรธ ความตระหนี่ ภิกษุนั้นละความยินดีและความยินร้ายได้แล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๖] ภิกษุละสิ่งอันเป็นที่รักและไม่เป็นที่รักแล้ว ไม่ถือมั่น ผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัยในภพไหนๆ หลุดพ้นแล้วจากธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๗] ภิกษุกำจัดฉันทราคะในสิ่งที่พึงยึดถือทั้งหลาย ไม่เห็นความเป็นสาระในอุปธิทั้งหลาย (อุปธิ ในที่นี้หมายถึงขันธ์ ๕) ภิกษุนั้นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย ใครๆ พึงชักนำไปไม่ได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๘] ภิกษุผู้ไม่ผิดพลาดทางกาย วาจา และใจ รู้แจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ปรารถนาบทคือนิพพานอยู่ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๖๙] ภิกษุรู้จักเคารพนบไหว้ ไม่ถือตัว ถึงถูกด่าว่าก็ไม่โกรธ ได้ภัตตาหารที่ผู้อื่นถวายประจำแล้วก็ไม่ประมาทมัวเมา ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๐] ภิกษุละความโลภและกามภพเป็นต้นได้แล้ว เว้นขาดจากการฆ่าฟัน และการจองจำผู้อื่น ตัดความสงสัยได้แล้ว ปราศจากกิเลสดุจลูกศร ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๑] ภิกษุผู้รู้ข้อปฏิบัติที่สมควรแก่ตน รู้แจ้งสัจธรรมตามความเป็นจริง ไม่เบียดเบียนสัตว์โลกทุกชนิด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๒] ภิกษุไม่มีอนุสัยกิเลสใดๆ ถอนรากอกุศลธรรมได้หมดสิ้น ไม่มีความหวัง ปราศจากตัณหาโดยสิ้นเชิง ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๓] ภิกษุผู้สิ้นอาสวะแล้ว ละมานะได้เด็ดขาด ล่วงพ้นทางแห่งราคะ (ทางแห่งราคะ หมายถึงธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ (กามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ)) ทั้งหมด ฝึกตนได้ ดับกิเลสลงได้อย่างสิ้นเชิง ดำรงตนมั่นคง ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๔] ภิกษุมีศรัทธามั่นคง เป็นผู้ได้สดับอย่างดี เห็นทางปฏิบัติอันถูกต้อง เป็นนักปราชญ์ ผู้ไม่คล้อยตามไปในฝักฝ่ายมิจฉาทิฏฐิ ขจัดโลภะ โทสะคือความขุ่นเคืองใจได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๕] ภิกษุเอาชนะกิเลสได้ด้วยอรหัตตมรรคที่หมดจดดี ไม่มีกิเลสเครื่องปิดบัง เชี่ยวชาญในธรรมทั้งหลาย (ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔) เป็นผู้ถึงฝั่ง หมดตัณหาอันทำให้หวั่นไหว มีความฉลาดในญาณเป็นที่ดับสังขาร ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๖] ภิกษุล่วงพ้นความกำหนดที่ถือว่าเป็นของเรา ในเบญจขันธ์ทั้งที่เป็นอดีตและอนาคต มีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นผู้หลุดพ้นจากอายตนะทั้งปวงได้เด็ดขาด ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๗] ภิกษุรู้แจ้งสภาวะที่ควรเข้าถึง จนได้บรรลุธรรม เห็นการละอาสวะทั้งหลายเป็นวิวฏะ (ในที่นี้หมายถึงนิพพาน) ไม่ติดข้องอยู่ในภพไหนๆ เพราะอุปธิทั้งปวงหมดสิ้นไปแล้ว ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
[๓๗๘] (พระพุทธเนรมิตทูลสรุปดังนี้)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ที่พระองค์ตรัสมาทั้งหมดนั้นถูกต้องทีเดียว ภิกษุใดมีความประพฤติเช่นนี้อยู่ประจำ ฝึกฝนตนแล้ว เป็นผู้ข้ามสังโยชน์และโยคะทั้งปวงได้ ชื่อว่า ละเว้นอยู่ในโลกได้โดยชอบ
สัมมาปริพพาชนียสูตรที่ ๑๓ จบ
-------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนี้ นำมาจากบางส่วนของอรรถกถา ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค
สัมมาปริพพาชนิยสูตร
อรรถกถาสัมมาปริพพาชนิยสูตรที่ ๑๓
ถามว่า มีการเกิดขึ้นอย่างไร?
ตอบว่า มีการเกิดขึ้นเพราะมีคำถาม.
ด้วยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระพุทธนิมิตถาม จึงได้ตรัสพระสูตรนี้พร้อมกับคำถามพระสูตรนั้น ท่านจึงเรียกว่า สัมมาปริพพาชนิยสูตรบ้าง.
ความย่อในพระสูตรนี้มีเพียงนี้.
ส่วนโดยพิสดารนั้น พระโบราณาจารย์ได้พรรณนาไว้ตั้งแต่การอุบัติของสากิยวงศ์และโกลิยวงศ์ การพรรณนาไว้เพียงอุเทศในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้.
ก็ครั้งปฐมกัป พระเจ้ามหาสมมติราชได้มีพระโอรสพระนามว่าโรชะ. พระเจ้าโรชะได้มีพระโอรสพระนามว่าวโรชะ. พระเจ้าวโรชะได้มีพระโอรสพระนามว่ากัลยาณะ. พระเจ้ากัลยาณะได้มีพระโอรสพระนามว่าวรกัลยาณะ พระเจ้าวรกัลยาณะได้มีพระโอรสพระนามว่ามันธาตุ. พระเจ้ามันธาตุได้มีพระโอรสพระนามว่าวรมันธาตุ. พระเจ้าวรมันธาตุได้มีพระโอรสพระนามว่าอุโปสถะ. พระเจ้าอุโปสถะได้มีพระโอรสพระนามว่าจระ. พระเจ้าจระได้มีพระโอรสพระนามว่าอุปจระ. พระเจ้าอุปจระได้มีพระโอรสพระนามว่าพระมฆาเทวะ.
สืบต่อจากพระเจ้ามฆาเทวะได้มีกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์ ต่อจากกษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ พระองค์เหล่านั้นได้มีวงศ์โอกกากราช ๓ วงศ์. พระเจ้าโอกกากราชองค์ที่ ๓ มีพระมเหสี ๕ องค์ คือ พระนางหัตถา ๑ พระนางจิตตา ๑ พระนางชันตุ ๑ พระนางชาลินี ๑ พระนางวิสาขา ๑. พระมเหสีองค์หนึ่งๆ มีหญิงบริวารองค์ละ ๕๐๐.
พระมเหสีองค์ใหญ่มีโอรส ๔ พระองค์ คือ เจ้าชายโอกกามุขะ ๑ เจ้าชายกากัณฑะ ๑ เจ้าชายหัตถินิกะ ๑ เจ้าชายนิปุระ ๑. มีพระธิดา ๕ พระองค์ คือ เจ้าหญิงปิยา ๑ เจ้าหญิงสุปปิยา ๑ เจ้าหญิงอานันทา ๑ เจ้าหญิงวิชิตา ๑ เจ้าหญิงวิชิตเสนา ๑.
ครั้นพระมเหสีองค์ใหญ่ได้พระโอรสพระธิดา ๙ องค์แล้วก็สิ้นพระชนม์.
พระราชาจึงทรงนำราชธิดาซึ่งยังสาว ทั้งมีรูปโฉมงดงามองค์อื่นมาตั้งไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. พระอัครมเหสีได้ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ครั้นประสูติได้ ๕ วัน พวกนางนมได้ตกแต่งพระชันตุกุมารนำมาเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงยินดีได้พระราชทานพรแด่พระมเหสี. พระนางจึงทรงปรึกษากับบรรดาพระญาติทูลขอราชสมบัติให้แก่พระโอรส. พระราชาทรงพิโรธว่า หญิงถ่อยใจชั่ว เจ้าจงพินาศเสียเถิด เจ้าปรารถนาให้พวกโอรสของเราได้รับอันตราย แล้วไม่พระราชทานตามที่พระมเหสีทูลขอ. พระอัครมเหสีประเล้าประโลมพระราชาในที่ลับบ่อยๆ ครั้นให้ทรงพอพระทัยแล้ว ทูลพระดำรัสมีอาทิว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาราช ไม่ควรกล่าวคำเท็จ แล้วทูลวิงวอนซ้ำแล้วซ้ำอีก.
ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกพระโอรสทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนลูกๆ ทั้งหลาย พ่อเห็นชันตุกุมารน้องของพวกลูก จึงได้ผลุนผลันให้พรแก่มารดาของชันตุกุมาร เธอประสงค์จะให้โอรสครองราชสมบัติ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว ลูกๆ พึงมาครองราชสมบัติเถิด แล้วทรงส่งไปกับอำมาตย์ ๘ คน. พระราชกุมารเหล่านั้นได้พาพระพี่นางพระน้องนาง ออกจากพระนครพร้อมด้วยจตุรงคเสนา.
พวกชาวพระนครรู้ว่า พระกุมารจะเสด็จมาครองราชสมบัติเมื่อพระบิดาสวรรคตแล้ว จึงคิดว่า พวกเราจะติดตามไปอุปัฏฐากพระกุมารเหล่านั้น ก็พากันตามเสด็จไปเป็นอันมาก. ในวันแรกได้มีหนุ่มเสนาประมาณ ๑ โยชน์ ในวันที่สองประมาณ ๒ โยชน์ ในวันที่สามประมาณ ๓ โยชน์.
พระราชกุมารทั้งหลายทรงดำริว่า พลนิกายมีมาก หากเราจะยกไปตีพระราชาใกล้เคียงเมืองหนึ่งเมืองใด ชิงเอาบ้านเมือง ชนบททั้งหมดก็จะพ่ายแพ้เรา แต่ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติที่ได้มาเพราะเบียดเบียนผู้อื่น ชมพูทวีปก็กว้างใหญ่ เราจะสร้างนครในป่า จึงพากันเสด็จบ่ายหน้าไปยังป่าหิมพานต์.
พระราชกุมารแสวงหาที่จะสร้างพระนคร ที่ป่านั้นมีพระดาบสชื่อกปิละ มีตบะแรงกล้า อาศัยอยู่ในป่าไม้สากะใกล้ฝั่งโบกขรณี ณ ป่าหิมพานต์ พระราชกุมารไปถึงที่อยู่ของดาบสนั้น. ดาบสเห็นพระราชกุมารเหล่านั้นจึงถาม ครั้นทราบเรื่องราวทั้งหมดจึงได้ทำการอนุเคราะห์พระราชกุมารเหล่านั้น.
นัยว่า พระดาบสนั้นรู้ภูมิชัยวิทยา เห็นคุณและโทษในอากาศสูงขึ้นไปได้ ๘๐ ศอกและใต้พื้นดินลงไป ๘๐ ศอก. ณ ภูมิประเทศนั้น หมูและเนื้อทั้งหลายทำให้ราชสีห์และเสือเป็นต้นหวาดกลัวหนีกลับไป กบและหนูทั้งหลายทำให้งูเกรงกลัว.
ดาบสครั้นเห็นพระราชกุมารเหล่านั้น จึงทูลว่า ภูมิประเทศนี้เป็นพื้นปฐพีอันล้ำเลิศ จึงให้สร้างพระนคร ณ ที่นั้น. ครั้งนั้น พระดาบสได้ทูลพระราชกุมารว่า หากพระองค์จะสร้างพระนครใช้ชื่อของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ก็ยินดี. พระราชกุมารทรงรับคำดาบส. พระดาบสกล่าวว่าแม้บุตรคนจัณฑาลสถิตอยู่ในที่นี้ ก็จะข่มขี่พระเจ้าจักรพรรดิด้วยกำลังได้ แล้วกราบทูลให้สร้างพระราชมณเฑียร แล้วสร้างพระนคร ณ ที่ตั้งอาศรม ครั้นดาบสถวายที่นั้นแล้ว ตนเองก็สร้างอาศรมอาศัยอยู่ ณ เชิงเขาไม่ไกลนัก.
จากนั้น พระราชกุมารทั้งหลายจึงสร้างพระนคร ณ ที่นั้นให้จารึกชื่อว่า กบิลพัสดุ์ เพราะกปิลดาบสประสิทธิ์ให้ แล้วเสด็จอาศัยอยู่ ณ กรุงกบิลพัสดุ์นั้น.
ลำดับนั้น พวกอำมาตย์คิดว่า พระกุมารเหล่านี้ทรงเจริญวัยแล้ว หากอยู่ในสำนักของพระบิดา ก็จะกระทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคล แต่บัดนี้เป็นภาระของพวกเรา จึงพากันไปทูลปรึกษากับพระกุมาร. พระกุมารตรัสว่า เรามิได้เห็นธิดาของกษัตริย์อื่นเสมอด้วยเรา และเราไม่เห็นขัตติยกุมารเหล่าอื่นเสมอด้วยพระเชษฐภคินีและพระกนิษฐภคินีเหล่านั้นเลย อนึ่ง เราจะไม่ทำการปะปนชาติ เพราะกลัวการปะปนชาติ. จึงตั้งพระเชษฐภคินีไว้ในฐานะพระมารดา แล้วอภิเษกสมรสกับพระกนิษฐภคินีเป็นคู่ๆ กันไป.
พระบิดาของพระราชกุมารเหล่านั้น ครั้นทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้วทรงเปล่งอุทานว่า สักยะ สักยะ. นี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว
สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ดูก่อนอัมพัฏฐะ ครั้งนั้นแล พระเจ้าโอกกากราชได้ตรัสถามที่ประชุมเหล่าอำมาตย์ว่า บัดนี้ราชกุมารทั้งหลายพากันไปพักอยู่ที่ไหน. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ ณ ฝั่งโบกขรณี ข้างหิมวันตประเทศมีป่าไม้สากะอยู่มาก บัดนี้พระราชกุมารทั้งหลายพากันไปพักอยู่ ณ ป่าไม้นั้น พระราชกุมารเหล่านั้นทรงกลัวการระคนด้วยชาติ จึงอยู่ร่วมกันกับพระภคินีของตนๆ พระเจ้าข้า.
ดูก่อนอัมพัฏฐะ ครั้งนั้นแล พระเจ้าโอกกากราชทรงเปล่งอุทานว่า ท่านทั้งหลาย กุมารทั้งหลายเป็นผู้สามารถหนอ กุมารทั้งหลายเป็นผู้สามารถอย่างยิ่งหนอ.
ดูก่อนอัมพัฏฐะ เจ้าสักยะทั้งหลายย่อมปรากฏ ตั้งแต่ครั้งนั้นเป็นต้นมา และพระเจ้าโอกกากราชนั้นเป็นบรรพบุรุษของเจ้าศากยะทั้งหลาย ดังนี้.
ครั้นต่อมาพระเชฏฐภคินีของพระกุมารเหล่านั้นได้เป็นโรคเรื้อน พระวรกายได้ปรากฏเหมือนดอกทองหลาง. พระราชกุมารทั้งหลายทรงดำริว่า พระโรคนี้ย่อมติดต่อแก่ผู้ที่นั่งที่ยืนและบริโภคร่วมกับพระเชษฐภคินีนี้ จึงทูลเชิญพระนางให้เสด็จขึ้นบนรถ ทำเป็นดุจจะไปชมสวน แล้วเสด็จเข้าป่ารับสั่งให้ขุดบ่อลึกทำเป็นเรือนพอสังเขปใต้พื้นดิน วางพระนางลงในบ่อนั้นพร้อมด้วยของควรเคี้ยวและควรบริโภค ปิดข้างบนเกลี่ยฝุ่นแล้วเสด็จไป.
ก็สมัยนั้น พระราชาพระนามว่ารามะ เป็นโรคเรื้อนถูกพวกสนมและพวกฟ้อนรำพากันรังเกียจ ทรงสลดพระทัย มอบราชสมบัติให้พระโอรสองค์ใหญ่เสด็จเข้าป่า เสวยรากไม้และผลไม้ในป่านั้น ไม่ช้าก็หายพระโรค มีพระฉวีดุจทองคำ เสด็จไปตามที่ต่างๆ ทอดพระเนตรเห็นต้นไม้มีโพรงใหญ่ ทรงทำความสะอาดโพรงไม้นั้นประมาณ ๑๖ ศอก ภายในโพรงไม้นั้นทรงกระทำประตูหน้าต่าง พาดบันไดเสด็จประทับอยู่ในโพรงนั้น. พระองค์ก่อไฟที่หลุมถ่านเพลิงแล้วบรรทม ได้ทรงสดับเสียงร้องครวญครางและเสียงคำรามในราตรี พระองค์ทรงกำหนดว่า ที่ตรงโน้นสีหะแผดเสียง ตรงโน้นเสือคำราม ครั้นสว่างจึงเสด็จไป ณ ที่นั้นทรงถือเนื้อที่เป็นเดน (ของสัตว์) ปิ้งเสวย.
อยู่มาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระองค์ประทับนั่งตามไฟอยู่. ขณะนั้น เสือโคร่งได้กลิ่นพระราชธิดา จึงตะกายที่พื้นนั้นทำให้เป็นช่องบนพื้นกระดาน. พระนางทรงเห็นเสือทางช่องนั้น ทรงตกพระทัยกลัวร้องกรี๊ดจนสุดเสียง. พระราชาทรงสดับเสียงนั้น และทรงกำหนดว่า นั่นเป็นเสียงสตรีจึงเสด็จไป ณ ที่นั้นแต่เช้าตรู่ ตรัสถามว่า ใครอยู่ในที่นี้. พระนางตอบว่า ผู้หญิงจ้ะนาย. ตรัสว่า ออกมาเถิด. ทูลว่า ออกไปไม่ได้. ตรัสว่า เพราะอะไร. ทูลว่า ดิฉันเป็นนางกษัตริย์. พระนางแม้ถูกขังอยู่ในหลุมอย่างนั้นยังมีขัตติยมานะ. พระราชารับสั่งถามเรื่องราวทั้งหมด แล้วจึงตรัสบอกพระชาติของพระองค์ว่า เราก็เป็นกษัตริย์. ตรัสต่อไปว่า ออกมาเดี๋ยวนี้เถิดปรากฏดุจเนยใสใส่ลงในน้ำนม. พระนางทูลว่า หม่อมฉันเป็นโรคเรื้อน ไม่อาจออกไปได้เพคะ. พระราชาตรัสว่า บัดนี้เราหัวอกอันเดียวกัน เราสามารถเยียวยาให้หายได้จึงทอดบันได อุ้มพระนางขึ้นมาทรงนำไปยังที่ประทับของพระองค์ พระราชทานยาที่พระองค์เสวยด้วยพระองค์เอง ไม่ช้าก็ทำให้พระนางหายจากพระโรคมีพระฉวีดุจทองคำ. พระราชาก็ทรงอยู่ร่วมกับพระนางนั้น. ด้วยการอยู่ร่วมครั้งแรกเท่านั้น พระนางก็ทรงครรภ์ ประสูติพระโอรสสององค์ ประสูติพระโอรสครั้งละสององค์ ๑๖ ครั้ง รวมเป็นพระโอรส ๓๒ องค์ด้วยประการฉะนี้. พระบิดาได้ให้พระโอรสผู้เจริญวัยเหล่านั้นได้ศึกษาศิลปะทุกแขนง.
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พรานป่าคนหนึ่งชาวเมืองของพระรามราชาเที่ยวแสวงหารัตนะบนภูเขามาถึงถิ่นนั้น เห็นพระราชาก็จำได้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าจำพระองค์ได้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เจ้ามาจากไหน. พรานทูลว่า มาจากพระนครพระเจ้าข้า. แต่นั้น พระราชาตรัสถามเรื่องราวทั้งหมดกะเขา. เมื่อพระราชาและพรานป่าสนทนากันอยู่ พระกุมารทั้งหลายก็พากันมา.
พรานป่าเห็นพระกุมารเหล่านั้นจึงถามว่า ข้าแต่พระองค์ พวกเด็กเหล่านี้เป็นใคร พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า บุตรของเราเอง. ทูลว่า ขอเดชะ บัดนี้พระองค์แวดล้อมแล้วด้วยพระกุมารถึง ๓๒ องค์เหล่านี้ จักทรงทำอะไรในป่าเล่า ขอเชิญเสด็จไปครองราชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า อย่าเลยพ่อคุณอยู่ที่นี้ก็เป็นสุขดีแล้ว.
พรานป่าคิดว่า บัดนี้เราได้เรื่องราวจากการสนทนาแล้ว จึงไปพระนครทูลพระโอรสของพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชโอรสทรงดำริว่าจะต้องนำพระบิดากลับมา จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ทูลวิงวอนพระบิดาด้วยประการต่างๆ. พระราชาก็ทรงปฏิเสธว่า อย่าเลยกุมารลูกพ่อ ที่นี่ก็เป็นสุขดีแล้ว.
แต่นั้น พระราชบุตรทรงดำริว่า บัดนี้พระบิดาไม่ทรงปรารถนาจะเสด็จไป ช่างเถิดเราจะสร้างพระนครในที่นี้แหละเพื่อพระองค์ แล้วทรงถอนต้นกระเบาออกสร้างพระราชมณเฑียรแล้วสร้างพระนคร ทรงตั้งชื่อเป็นสองอย่างคือ โกลนคร เพราะถอนต้นกระเบาออกแล้วจึงสร้าง และพยัคฆปถะ เพราะเป็นทางเสือผ่าน เสร็จแล้วเสด็จกลับ.
ต่อแต่นั้น พระมารดาจึงรับสั่งกะพระกุมารผู้เจริญวัยว่า นี่แน่ะลูกๆ ทั้งหลาย เจ้าศากยะอยู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นพระเจ้าน้าของลูกๆ ลูกทั้งหลายจงไปรับพระธิดาของพระเจ้าน้านั้นมาเถิด. พระกุมารทั้งหลายได้ไปในวันที่พวกนางกษัตริย์ เสด็จไปสรงสนานที่แม่น้ำแล้วกั้นท่าน้ำประกาศชื่อแล้ว ทรงพาพระราชธิดาที่พระองค์ปรารถนาแล้วๆ ไป. เจ้าศากยะทั้งหลายครั้นได้สดับแล้วตรัสว่า ช่างเขาเถิด พวกกุมารเหล่านั้นก็เป็นพระญาติของพวกเราทั้งนั้น แล้วทรงนิ่งเสีย.
เมื่อกษัตริย์ศากยะและโกลิยะกระทำอาวาหมงคลและวิวาหมงคลซึ่งกันและกันอย่างนี้ พระวงศ์ก็สืบต่อกันมาจนถึงพระเจ้าสีหหนุ. พระเจ้าสีหหนุมีพระราชบุตร ๕ พระองค์ คือ สุทโธทนะ ๑ อมิโตทนะ ๑ โธโตทนะ ๑ สุกโกทนะ ๑ สุกโขทนะ ๑.
บรรดาพระราชบุตรเหล่านั้น เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะครองราชสมบัติ พระมหาบุรุษผู้บำเพ็ญบารมีจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต โดยนัยที่กล่าวแล้วในนิทานชาดก ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมายาเทวีประชาบดีของพระเจ้าสุทโธทนะ แล้วเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์โดยลำดับ ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงโปรดพระประยูรญาติมีพระเจ้าสุทโธทนมหาราชเป็นต้นให้ทรงตั้งอยู่ในอริยผล เสด็จจาริกไปยังชนบทแล้วเสด็จกลับมาอีกครั้งประทับอยู่ ณ วัดนิโครธารามในกรุงกบิลพัสดุ์พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๕๐๐ รูป.
พวกเจ้าศากยะและโกลิยะทะเลาะกันเรื่องน้ำ
อนึ่งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิโครธารามนั้น พวกเจ้าศากยะและโกลิยะทะเลาะกันเรื่องน้ำ. เรื่องเป็นอย่างไร.
เรื่องมีอยู่ว่า ในระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์และกรุงโกลิยะทั้งสองนั้นมีแม่น้ำโรหิณีไหลผ่าน. แม่น้ำนั้นบางครั้งก็น้ำน้อย บางครั้งก็น้ำมาก. ในเวลาน้ำน้อย ทั้งเจ้าศากยะทั้งเจ้าโกลิยะทำสะพานนำน้ำเพื่อเลี้ยงข้าวเจ้าของตนๆ. พวกมนุษย์ของเจ้าทั้งสองทำสะพานแย่งน้ำกัน ด่ากันถึงชาติว่า เจ้าพวกวายร้าย ราชตระกูลของพวกเจ้าสมสู่อยู่ร่วมกันกับพวกน้องๆ ดุจสัตว์เดียรัจฉานมีไก่ สุนัข สุนัขจิ้งจอกเป็นต้น ราชตระกูลของพวกเจ้าสมสู่กันที่โพรงไม้ดุจพวกปีศาจ แล้วพากันไปกราบทูลพระราชาของตนๆ. พระราชาเหล่านั้นทรงพิโรธเตรียมรบไปเผชิญหน้ากันที่ฝั่งแม่น้ำโรหินี. กำลังพลได้ตั้งอยู่เช่นกับสงคราม.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า พวกพระญาติทะเลาะกันเรา จะต้องไปห้าม จึงเสด็จมาทางอากาศประทับยืน ณ ท่ามกลางเสนาทั้งสอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงถึงพระญาติทะเลาะกัน ได้เสด็จมาจากกรุงสาวัตถี.
แล้วทรงแสดงความที่กษัตริย์เหล่านั้นเป็นพระญาติกันมาช้านานแล้ว ตรัสมหาวงศ์นี้ กษัตริย์เหล่านั้นทรงเลื่อมใสอย่างยิ่งเมื่อได้ทรงทราบว่า เมื่อก่อนพวกเราก็เป็นพระญาติกัน. แต่นั้นกษัตริย์ทั้งสองวงศ์ได้มอบกุมาร ๕๐๐ คือกุมารฝ่ายเจ้าศากยะ ๒๕๐ กุมารฝ่ายเจ้าโกลิยะ ๒๕๐ เพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุรพเหตุของกุมารเหล่านั้น จึงตรัสว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด. ภิกษุทั้งหมดเหล่านั้นได้บริขาร ๘ อันเกิดขึ้นด้วยฤทธิ์เหาะไปในอากาศ มายืนถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นไปป่ามหาวัน. บรรดาภรรยาของภิกษุเหล่านั้นต่างก็พากันส่งข่าวไปให้ทราบ ภิกษุเหล่านั้นถูกภรรยาเล้าโลมโดยประการต่างๆ จึงกระสัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าภิกษุเหล่านั้นกระสัน ทรงประสงค์จะแสดงป่าหิมพานต์ บรรเทาความกระสันของภิกษุเหล่านั้น ด้วยตรัสกุณาลชาดก ณ ที่นั้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเคยเห็นป่าหิมวันต์หรือ. กราบทูลว่า ไม่เคยเห็น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมาดู ทรงนำภิกษุเหล่านั้นไปทางอากาศด้วยฤทธิ์ของพระองค์ ทรงแสดงภูเขาหลายลูกว่า นี้สุวรรณบรรพต นี้รชตบรรพต นี้มณีบรรพต แล้วประทับยืนอยู่ ณ พื้นหินอ่อนใกล้สระนกดุเหว่า. แต่นั้นทรงอธิษฐานว่า บรรดาสัตว์เดียรัจฉานประเภทสี่เท้าเป็นต้นทั้งหมดจงมาในภูเขาหิมวันตะเถิด นกดุเหว่ามาหลังเพื่อน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงพรรณนาถึงสัตว์ที่มาโดยชาติ ชื่อและภาษา จึงทรงแจ้งแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้หงส์ นี้นกกระเรียน นี้นกจากพราก นี้นกการเวก นี้นกงวงช้าง นี้นกนางนวล. ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยเมื่อเห็นสัตว์เหล่านั้น ได้เห็นนกดุเหว่าที่มาทีหลังนกทั้งหมด แวดล้อมด้วยนางนกพันตัว จับกลางไม้ที่นางนกสองตัว เอาจะงอยปากคาบพาไป เกิดอัศจรรย์ใจที่ไม่เคยมีมา จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเคยเป็นพญานกดุเหว่าอยู่ในที่นี้มิใช่หรือ. ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถูกแล้ว เราได้สร้างวงศ์นกดุเหว่าขึ้นมา
ตรัสมหากุณาลชาดกครบครันว่า ก็ในอดีตกาล เราทั้งสี่อาศัยอยู่ ณ ที่นี้ คือ นารท ๑ เทวิละ ๑ เป็นฤษี พญาแร้งชื่ออานันทะ ๑ เราเป็นนกดุเหว่าสีเหลืองชื่อปุณณมุขะ ๑. ครั้นภิกษุเหล่านั้นฟังแล้ว ความกระสันที่เกิดขึ้นเนื่องจากภรรยาเก่าของภิกษุเหล่านั้นก็สงบลง.
แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัจกถาแด่ภิกษุเหล่านั้น เมื่อจบสัจกถา ภิกษุรูปที่บวชภายหลังได้เป็นพระโสดาบัน รูปที่บวชก่อนทั้งหมดได้เป็นพระอนาคามี ไม่มีที่เป็นปุถุชน หรือพระอรหันต์แม้แต่รูปเดียว.
แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นขึ้นสู่ป่ามหาวันอีกครั้ง.
อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้น เมื่อมาก็มาด้วยฤทธิ์ของตน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้นอีก เพื่อประโยชน์แก่มรรคชั้นสูงขึ้นไป. ภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นเจริญวิปัสสนา ตั้งอยู่ในอรหัตผล. ภิกษุที่บรรลุก่อนได้ไปก่อนทีเดียวด้วยคิดว่า เราจักกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็ครั้นภิกษุนั้นมาถึงแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ย่อมยินดียิ่ง ไม่กระสันอยู่ ดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดมาถึงโดยลำดับ นั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ในวันอุโบสถเดือนเจ็ดตอนเย็น เทวดาในหมื่นจักรวาลยกเว้นจำพวกอสัญญีสัตว์และอรูปพรหม ต่างนิรมิตอัตภาพละเอียด ตามนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถามงคลสูตร พากันแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่ง ณ วรพุทธาสนะอันพระขีณาสพ ๕๐๐ แวดล้อมแล้ว คิดว่า เราจักฟังพระธรรมเทศนาอันวิจิตรเฉียบแหลม.
บรรดาพรหมเหล่านั้น พรหมผู้เป็นขีณาสพ ๔ องค์ออกจากสมาบัติไม่เห็นหมู่พรหม รำพึงว่า พวกพรหมไปไหนกันหมด ครั้นทราบความนั้นแล้วจึงมาทีหลัง เมื่อไม่ได้โอกาสในป่ามหาวัน จึงยืนอยู่บนยอดจักรวาล ได้กล่าวปัจเจกคาถาทั้งหลาย ดังที่ท่านกล่าวไว้ดังต่อไปนี้.
ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นสุทธาวาสสี่องค์ได้คิดกันว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้แลประทับอยู่ ณ ป่ามหาวันใกล้กรุงกบิลพัสดุ์ ในแคว้นสักกะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์. อนึ่ง เทวดาทั้งหลายจากโลกธาตุสิบโดยมากมาประชุมกัน เพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ถ้ากระไรแม้เราก็พึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงกล่าวปัจเจกคาถาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พรหมองค์หนึ่ง ณ ที่นั้นได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศตะวันออก ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้น ได้กล่าวคาถาความว่า วันนี้เป็นมหาสมัยในป่าใหญ่ หมู่เทวดามาประชุมกัน เรามาสู่ธรรมสมัยนี้ เพื่อจะเห็นพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ชนะมารแล้ว.
เมื่อพรหมนั้นกล่าวคาถานี้ พวกพรหมที่ประดิษฐานอยู่ ณ ภูเขาจักรวาลด้านทิศตะวันตกได้ยินเสียง. พรหมองค์ที่สองได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศตะวันตก ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้นสดับคาถานั้น จึงได้กล่าวคาถาความว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นมั่นคงแล้ว เหมือนสารถีถือเชือกยืนอยู่ ท่านเป็นบัณฑิตรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย.
พรหมองค์ที่สามได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศใต้ ประดิษฐานอยู่บนจักรวาลนั้น สดับคาถานั้นแล้วได้กล่าวคาถานี้ความว่า ภิกษุเหล่านั้นตัดกิเลสดุจตะปู ตัดกิเลสดุจลิ่ม ตัดกิเลสดุจเสาเขื่อน เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ท่านเป็นผู้หมดจดไม่มีมลทินเที่ยวไป ท่านเป็นพระนาคหนุ่ม มีดวงตาฝึกฝนดีแล้ว.
พรหมองค์ที่สี่ได้โอกาสบนยอดจักรวาลด้านทิศเหนือ ประดิษฐานอยู่บนยอดจักรวาลนั้นสดับคาถานั้นแล้วได้กล่าวคาถาความว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ ชนทั้งหลายเหล่านั้นจักไม่ถึงอบายภูมิ ละกายของมนุษย์แล้ว จักยังกายเทพให้บริบูรณ์.
พรหมที่ประดิษฐานอยู่ ณ จักรวาลด้านทิศใต้ ได้สดับเสียงของพรหมนั้น.
ในครั้งนั้น พรหมสี่องค์เหล่านี้ได้ยืนชมเชยบริษัทด้วยประการฉะนี้. มหาพรหมได้ยืนครอบจักรวาลเป็นอันเดียวกัน.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูเทพบริษัทแล้ว ทรงแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใด ได้มีแล้วในอดีตกาล เทวดาทั้งหลายประมาณเท่านี้แหละได้ประชุมกันเพื่อเห็นพระพุทธเจ้า เพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายพระองค์นั้น เหมือนเหล่าเทวดาประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นใดจักมีในอนาคต เทวดาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้แหละ จักประชุมกันเพื่อเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เหมือนเทวดาทั้งหลายประชุมกันเพื่อเห็นเราในบัดนี้.
ลำดับนั้น เทพบริษัทนั้นแยกออกเป็นสองพวกทั้งที่เป็นภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ พวกเป็นภัพพสัตว์มีประมาณเท่านี้ พวกเป็นอภัพพสัตว์มีประมาณเท่านี้. บรรดาเทพบริษัทเหล่านั้น บริษัทที่เป็นอภัพพะแม้เมื่อพระพุทธเจ้าร้อยพระองค์ทรงแสดงธรรม ก็ไม่ตรัสรู้ได้ ส่วนบริษัทที่เป็นภัพพะสามารถรู้ได้.
ครั้นรู้แล้วยังแบ่งภัพพบุคคลออกเป็นหกประเภทด้วยสามารถจริต คือประเภทราคจริตประมาณเท่านี้ ประเภทโทสจริต โมหจริต วิตักกจริต สัทธาจริต พุทธิจริตประมาณเท่านี้. ครั้นกำหนดจริตอย่างนี้แล้ว ทรงเลือกเฟ้นธรรมกถาว่า การแสดงธรรมชนิดไร จึงจะเป็นที่สบายแก่บริษัทนั้นๆ ได้ทรงใฝ่พระทัยถึงบริษัทนั้นๆ อีกว่าบริษัทนั้นพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของตนหรือหนอ หรือพึงรู้ได้โดยอัธยาศัยของผู้อื่นด้วยอำนาจแห่งเรื่องเกิดขึ้น ด้วยอำนาจคำถาม.
แต่นั้นทรงทราบว่าพึงรู้ได้ด้วยคำถาม ทรงรำพึงถึงบริษัททั้งสิ้นต่อไปอีกว่า ผู้สามารถจะถามปัญหามีอยู่หรือไม่มี ครั้นทรงทราบว่าไม่มีใคร จึงทรงดำริว่า หากเราถามเอง แก้เอง ก็จะไม่เป็นที่สบายแก่บริษัทนี้ ถ้ากระไรเราควรเนรมิตพระพุทธนิมิต จึงทรงเข้าสมาบัติมีฌานเป็นบาท ครั้นทรงออกจากฌานแล้ว ทรงปรับปรุงด้วยมโนมยิทธิ ทรงเนรมิตพระพุทธนิมิต.
พระพุทธนิมิตได้ปรากฏพร้อมด้วยจิตอธิษฐานว่า ขอจงสมบูรณ์ด้วยลักษณะแห่งอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งหมด ทรงบาตรและจีวร ถึงพร้อมด้วยการมองดูและการเหลียวดูเป็นต้น. พระพุทธนิมิตนั้นเสด็จมาจากปาจีนโลกธาตุประทับนั่งบนอาสนะเสมอพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตร ๖ พระสูตรด้วยสามารถจริตในสมาคมนี้ คือ ปุราเภทสูตร ๑ กลหวิวาทสูตร ๑ จูฬพยูหสูตร ๑ มหาพยูหสูตร ๑ ตุวฏกสูตร ๑ และสัมมาปริพพาชนิยสูตรนี้แหละ
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภว่า เพราะผู้ที่ยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะ จะชื่อว่าเว้นรอบโดยชอบไม่มี ฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงกำหนดประชุมแห่งภัพพบุคคล ด้วยสามารถแห่งจริตมีราคจริตเป็นต้นในภิกษุนั้น จึงทรงปรารภคำนั้นๆ ว่า เป็นมงคลแก่ภิกษุใด ดังนี้ เพื่อละโทษที่หมู่เทวดาซึ่งมีโทษเสมอกันเหล่านั้น ประพฤติเป็นอาจิณ เมื่อจะทรงประกาศถึงปฏิปทาของพระขีณาสพด้วยยอดคือพระอรหัต จึงได้ตรัสพระคาถา ๑๕ พระคาถา.
เมื่อจบพระสูตร เทวดาแสนโกฏิได้บรรลุผลอันเลิศ ส่วนผู้ที่บรรลุพระโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและอนาคามิผลนับไม่ถ้วน.
-----------------------------------------------------