คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชิญไปคุยกับนักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขาบริหารการศึกษา หลักสูตรพิเศษ    ในรายวิชากระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการศึกษา    ที่มี ผศ. ดร. วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง เป็นอาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชา     ในหนังสือเชิญบอกว่า การเสวนาจะเน้นการพัฒนาผลลัพธ์และความสนุกของผู้เรียน   

โดยผู้ติดต่อเชิญผมเป็นนักศึกษา ชื่อนายสิทธิชัย ภคภัทร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดถนน  อ. ป่าโมก จ. อ่างทอง   บอกว่าที่เขาสนใจเชิญผมเพราะได้อ่านหนังสือ สนุกกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๕   และตีพิมพ์เป็นเล่มในปี ๒๕๕๖   เรื่องการเสวนาดังกล่าวจะเล่าในตอนหน้า   

ตอนนี้จะเล่าความคิดของผมเมื่อจะได้ไปเสวนากับผู้บริหารการศึกษาระดับโรงเรียน    ว่าผมมองประเด็นสำคัญสำหรับท่านเหล่านั้นอย่างไร   

คำถามหลักที่ต้องถามก่อนคือ ผู้บริหารโรงเรียนมีคุณค่าต่อประเทศไทยหรือสังคมไทยอย่างไร    คำตอบที่ผู้เชิญให้มาแล้วคือ พัฒนาคุณภาพผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่ตนมีส่วนรับผิดชอบ    ซึ่งผมเห็นด้วย   

แต่ผมเห็นว่า คำตอบควรมีมากกว่านั้น    เพราะในขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จุดใหญ่ที่สุดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ที่การเปลี่ยนขาด (transform) ระบบ    กล่าวใหม่ว่า การศึกษาไทยต้องการ systems transformation   

ผู้บริหารโรงเรียน จึงต้องมีส่วนร่วมพัฒนาระบบการศึกษาของเขตพื้นที่ที่ตนทำงานอยู่   และของประเทศไทย    ท่านเหล่านี้จึงควรได้เรียนรู้ ศาสตร์ว่าด้วยระบบ (Systems Science)    คณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ จึงน่าจะได้เอาใจใส่ ศาสตร์ว่าด้วยระบบการศึกษา   ที่อ่อนแอยิ่งในวงการศึกษาไทย     

กล่าวใหม่ว่า วงการศึกษาไทยไม่เข้าใจความซับซ้อนของระบบการศึกษา     หลงจัดการการศึกษาว่าเป็นระบบที่ชัดเจนตายตัว (simple & linear)   คุณภาพของการศึกษาไทยจึงตกต่ำเรื่อยมาไม่ต่ำกว่า ๓๐ ปี   

การบริหารการศึกษาไทย มุ่งบริหารห้องเรียนและโรงเรียน   ตอนหลังก็บริหารเขตการศึกษา บริหารการศึกษาของจังหวัด   โดยไม่เข้าใจธรรมชาติของระบบการศึกษา    ธนาคารโลกเตือนด้วยผลงานวิจัยว่า ระบบการศึกษาของเราบิดเบี้ยวพิกลพิการ ตามรายงาน World Development Report 2018    ที่ผมตีความเผยแพร่ไว้ในบันทึกชุด สู่การศึกษาคุณภาพสูง    ก็ไม่มีผู้บริหารการศึกษาของประเทศใส่ใจ   

หัวใจของการพัฒนาระบบ (ไม่ว่าระบบใด) คือการวิจัยระบบ (Systems Research)    ดังที่ประเทศไทยมี สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) มาตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ พร้อมๆ กันกับการก่อตั้ง สกว. ที่ผมทำหน้าที่ผู้อำนวยการคนแรก     สวรส. ได้สนับสนุนการวิจัยเชิงระบบที่นำสู่การเปลี่ยนขาดระบบสุขภาพไทยมากมายหลากหลายด้าน เช่น เกิดระบบคุ้มครองสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.)    ระบบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (สสส.)    ระบบกลไกพัฒนานโยบายด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของประชาชน (สช.)     ระบบคุณภาพสถานบริการ ที่สถานบริการมีส่วนร่วมพัฒนาระบบ (สรพ.)  เป็นต้น   

วงการวิชาการด้านการศึกษาจึงต้องการ สถาบันวิจัยระบบการศึกษา ที่ต้องทำงานเป็น   และต้องดึงดูดนักวิชาการหลากสาขาเข้ามาร่วมกันวิจัยระบบการศึกษา ตอบโจทย์แง่มุมต่างๆ    เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนขาดระบบการศึกษา   

จะโทษคนในวงการศึกษาไทย ว่าไม่ใส่ใจเรื่อง Systems Science ก็ไม่น่าจะถูกต้อง     เพราะใน วิกิพีเดียเรื่อง Systems Science) ก็ไม่เอ่ยถึงระบบการศึกษา    ในขณะที่เอ่ยถึงการแพทย์อย่างชัดเจน    แต่ที่ไทยเรานำมาใช้นั้น เราใช้กับระบบสุขภาวะ ซึ่งกว้างกว่าระบบสุขภาพ  และกว้างกว่าระบบการแพทย์มาก 

เริ่มต้นที่กระบวนทัศน์ ของผู้นำในระบบการศึกษา     ว่าต้องการรักษาสภาพเดิม   หรือต้องการเปลี่ยนขาด (transform)

เนื่องจากไปเสวนากับผู้อำนวยการโรงเรียน   จึงมีคำถามว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนมีหน้าที่อะไรบ้างตามหลักของ Systems Science   และตามเป้าหมายเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาไทย 

คำตอบของผมคือ ทำหน้าที่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” (change agent)    ขับเคลื่อนขบวนการเปลี่ยนขาดระบบการศึกษาไทย    ให้โรงเรียนเป็น “หน่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง” (transforming unit)    ดังนั้นผู้อำนวยการโรงเรียนต้องรวมตัวกันเป็นเครือข่าย    เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน    และร่วมกันสื่อสารต่อสังคมไทยด้วยข้อมูลหลักฐาน (evidence) ว่า   แนวทางใหม่ๆ สร้างสมรรถนะ เพื่อการพัฒนาเด็กได้ดีกว่าแนวทางเดิมอย่างไร   จะทำให้คุณภาพของพลเมืองไทยในอนาคตดีขึ้นอย่างไร    จะทำให้นักเรียนเติบโตขึ้นเป็นคนดีมีความสามารถในสังคมยุคใหม่อย่างไร 

โรงเรียนเป็นหน่วยปฏิบัติ ที่มีข้อมูลหลักฐานจากการปฏิบัติ คือผลงาน   ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องชวนครูและภาคีเครือข่ายของโรงเรียน ร่วมกันตั้งเป้า ว่าใน ๑ ปี และ ๕ ปีข้างหน้า ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ของผู้เรียน จะพัฒนาขึ้นอย่างไรบ้าง     โดยมีการดำเนินการเชิงกลยุทธอย่างไร    โดยที่ “ผู้กระทำการ” (actor) ต้องไม่ใช่เฉพาะโรงเรียน    ต้องรวมพ่อแม่ผู้ปกครอง  คนในชุมชน     และคนอื่นๆ ในวงกว้าง เช่นนักสื่อสารสังคม (รวมโซเชี่ยลมีเดีย)   เพราะเด็กไม่ได้เรียนรู้จากโรงเรียนเท่านั้น    ยังเรียนรู้จากแหล่งอื่นๆ ตลอด ๒๔ ชั่วโมง     

ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องเป็นผู้นำ ในการตั้งเป้าหมายผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็ก   ว่าต้องเรียนรู้และพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม ครบ “สมอง ใจ มือ” (head, heart, hand)    หรือครบ VASK    ไม่ใช่หลงพัฒนาเฉพาะ S และ K เท่านั้น   เพราะการพัฒนาคนมีความรู้แต่เป็นคนชั่ว นั้น ก่อผลร้ายต่อสังคมมากกว่าผลดี   ดังกรณีของอธิบดีกรมอุทยานฯ ท่านที่เป็นข่าวฉาวโฉ่เมื่อเร็วๆ นี้    และที่เป็นผู้ใหญ่ที่ยังลอยนวลอยู่ในปัจจุบันก็ยังมีไม่น้อย    คอร์รัปชั่น ก่อผลทำลายบ้านเมืองอย่างไร เราเห็นๆ กันอยู่     

วิจารณ์ พานิช

๒๘ มี.ค. ๖๖