เล่าอนาคต ๘๐ ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วิจารณ์ พานิช

อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๔๐

……………..

 

ผมมีโอกาสเห็นอดีตของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ตามที่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะอาจารย์อยู่ ๒๔ ปี    และในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัยต่อเนื่องมา     รวมเวลาจนถึงปัจจุบันปี พ.ศ. ๒๕๖๖   เป็นเวลายาวนานถึง ๕๐ ปี หรือครึ่งศตวรรษ    ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงสู่ความรุ่งโรจน์ในอดีต    และปัจจัยสู่การเปลี่ยนแปลงรุนแรงของระบบอุดมศึกษาในยุคปัจจุบัน    และในโอกาสเฉลิมฉลองอายุครบรอบ ๕๐ ปี    ได้มีโอกาสเชียร์ ให้ มอ. เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปแล้วที่ gotoknow.org/posts/632318     ในโอกาสฉลอง ๕๕ ปี จึงขอเล่าเรื่องอนาคต   

เอาเป็นว่าเล่าเรื่องเมื่อมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ฉลองครบรอบการสถาปนา ๘๐ ปี  ในปี พ.ศ. ๒๕๙๑   ที่หากผมยังมีชีวิตอยู่ก็จะมีอายุ ๑๐๖ ปี    จึงเป็นที่แน่นอนว่า ผมจะไม่ได้เห็นเรื่องที่จะเล่านี้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ 

คำถามแรกที่ต้องถามคือ ในปี ๒๕๙๑  จะยังมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่หรือไม่    เพราะในปีก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นยุคของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยหรือขยายอุดมศึกษาทั่วโลก    ในปัจจุบัน ปี พ.ศ. ๒๕๖๖ เป็นจุดเริ่มต้นของยุคปิดหรือหลอมรวมมหาวิทยาลัย    ในช่วง ๒๕ ปีข้างหน้าการยุบหรือหลอมรวมมหาวิทยาลัยไทยจะรุนแรงแค่ไหน    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะต้องหลอมรวมกับสถาบันใดบ้าง  สู่สภาพใด 

คำตอบที่ตอบได้ชัดเจนคือ หากยังมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่   หน้าตาและบทบาทจะแตกต่างไปจากสภาพปัจจุบันโดยสิ้นเชิง    ทั้งในเรื่องภารกิจหลัก หรือสิ่งส่งมอบ (deliverables)  ที่มหาวิทยาลัยทำประโยชน์แก่บ้านเมือง     “ลูกค้า” หรือผู้ใช้บริการหลัก ของมหาวิทยาลัย    รวมทั้ง “ภารกิจหลัก” ของอาจารย์มหาวิทยาลัย    

ผมทำนายว่า ในปี ๒๕๙๑ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะต้องเลี้ยงชีพด้วยรายได้ที่หามาเองร้อยละ ๙๐    ได้เงินอุดหนุนจากภาครัฐเพียงราวๆ ร้อยละ ๑๐ เท่านั้น    จึงต้องฝึกสมรรถนะหารายได้เลี้ยงตัวเสียแต่บัดนี้     

รายได้ส่วนใหญ่ จะมาจากการทำหน้าที่ “องค์กรนวัตกรรม” คือร่วมมือเป็นภาคีหุ้นส่วน (engagement) กับภาคประกอบการ (ธุรกิจเอกชน  ธุรกิจที่ไม่มุ่งแสวงกำไร  ภาครัฐ และภาคประชาชน) ในการนำเอาความรู้หรือทุนปัญญา มาหนุนผลประกอบการ    ในลักษณะประกอบการแบบใช้ความรู้หรือนวัตกรรมเป็นฐาน     คือมหาวิทบาลัยสงขลานครินทร์ดำรงอยู่ได้ โดยร่วมเป็นภาคีพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฐานนวัตกรรมของประเทศไทย   

เท่ากับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ร่วมกับภาคีสถาบันอุดมศึกษากลุ่ม “หนีตาย”   ร่วมกันแสวงหาบทบาทใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม    แสวงหาวิธีทำหน้าที่อุดมศึกษายุคใหม่ ที่ต่างจากเดิมโดยสิ้นเชิง   ลองตั้งเป้าใหม่ วิธีทำหน้าที่ใหม่ แล้วเรียนรู้จากประสบการณ์ ที่เรียกว่า experiential learning   เพื่อหมุนวงจรเรียนรู้ สู่การค้นหา และค้นพบบทบาทใหม่ และวิธีทำหน้าที่ใหม่

โดยแสวงหาจากประสบการณ์ตรง ร่วมกับภาคีที่หลากหลาย    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์สร้างสมรรถนะขององค์กรในการเรียนรู้จากการปฏิบัติ หรือจากประสบการร์ตรง สู่การปรับตัว ด้วยพลังของวงจรเรียนรู้ที่เรียกว่า Kolb’s Experiential Learning Cycle  และ Multiple-Loop Learning 

ในปี ๒๕๖๖ “วิจารณ์ ๒” อายุ ๓๑ ปี    ย้ายมาทำงานที่ “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ๒”    วิชาการที่  “วิจารณ์ ๒” มุ่งทำคือ วิชาการแนวนวัตกรรม (ไม่ใช่วิจัย)       “วิจารณ์ ๒” จะมุ่งทำงานวิชาการในสถานประกอบการรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง     เพื่อค้นหาโมเดลของการให้บริการ หรือโมเดลของสินค้าหรือบริการที่แปลกใหม่ถูกใจผู้รับบริการ    ความก้าวหน้าของ “วิจารณ์ ๒” ขึ้นกับผลงานที่ก่อผลกระทบโดยตรงต่อสถานประกอบการ  ไม่ใช่ผลงานตีพิมพ์เป็นหลัก   อย่างที่ “วิจารณ์ ๑” สร้างตัวมา     

แต่การตีพิมพ์ผลงานวิชาการ ก็ยังคงเป็นเครื่องมือสนับสนุนความก้าวหน้าของ “วิจารณ์ ๒”   เพราะการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการคุณภาพสูง เป็นตัวช่วยให้ “วิจารณ์ ๒” มีผู้ร่วมมือทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ     ชีวิตทางวิชาการของ “วิจารณ์ ๒” จึงต้องร่วมมือทั้งกับนักวิชาการ และกับทีมผู้ประกอบการ    เพราะวิชาการใน ๒๕ ปี หรือเสี้ยวศตวรรษข้างหน้าของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะเน้น “วิชาการที่ กินได้ ขายได้”    มากกว่า “วิชาการที่ตีพิมพ์ได้”   

“วิจารณ์ ๒” ใช้เวลาทำงานทางวิชาการมากกว่าครึ่งอยู่ในสถานประกอบการ    โดยชวนลูกศิษย์ไปด้วย   

ลูกศิษย์ของ “วิจารณ์ ๒” ไม่ได้เรียนรวดเดียว ๔ ปี จบปริญญาตรีอย่างในปัจจุบัน    เพราะในปี ๒๕๙๑ ปริญญามีความหมายน้อยมาก ต่อการมีงาน (ที่ดี) ทำ    สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า คือ “สมรรถนะ” (competency)    ที่จะต้องสั่งสมจากสมรรถนะขั้นต่ำไปสู่สมรรถนะขั้นสูงยิ่งๆ ขึ้นไป     ลูกศิษย์ของ “วิจารณ์ ๒” จึงมุ่งเรียนเพื่อสมรรถนะในการทำงานและการดำรงชีวิตที่ดี  มากกว่าเพื่อปริญญา    คือปริญญาเป็นเพียงผลพลอยได้ 

“สมรรถนะ” มีความหมายครอบคลุม VASK (gotoknow.org/posts/702910)     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง V กับ A   ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตีความอุดมการณ์ “มุ่งทำเพื่อผลประโยชน์ของผู้อื่น” ว่าเป็นค่านิยม (Values – V) ที่มหาวิทยาลัยมุ่งส่งเสริมให้ศิษย์ อาจารย์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างใส่ตัว ผ่านการปฏิบัติแล้วสะท้อนคิด สู่การพัฒนาหลักการหรืออุดมการ    ไม่เพียงสะท้อนคิดเพื่อพัฒนา S และ K เท่านั้น                 

ระบบนิเวศการทำงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปี พ.ศ. ๒๕๙๑ มีการแข่งขันสุงมาก  และเพื่อให้ทำงานได้ผลดีก็ต้องมีการร่วมมือสูงมากไปพร้อมๆ กัน    การบริหารงานและทำงานจึงต้องมีกลยุทธ    และต้องมีสมรรถนะในการร่วมมือไปพร้อมๆ กับการแข่งขัน   

มหาวิทยาลัยที่มุ่งทำงานตั้งรับแบบเดิมๆ ค่อยๆ ล้มหายตายจากไป    มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำรงอยู่จนอายุ ๘๐ ปีได้ก็เพราะมีการเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง    สิ่งที่ได้เรียนรู้ละช่วยให้รอดชีวิตคือ “การทำงานเชิงรุก” (proactive)     ทั้งด้านการแสวงหานักศึกษา  การแสวงหาอาจารย์  การแสวงหาผู้บริหาร  และการแสวงหาภาคีหุ้นส่วน        

แทนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะมุ่งเปิดรับ หรือรับสมัคร นักศึกษา   กลับดำเนินการพื่อชักจูงเยาวชนที่มีไฟหรือแรงบันดาลใจสูงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเข้ามาเป็นนักศึกษา     โดยผู้มีความสามารถสูงหรือ talent ด้านใดด้านหนึ่งจะได้รับการรับรองว่าจะมีเงินค่าเล่าเรียนและเงินเลี้ยงชีพให้    แต่นักศึกษา (ทุกคน) จะร่วมทำหน้าที่สร้างความรู้และหารายได้เข้ามหาวิทยาลัยด้วย    เพราะการเรียนส่วนใหญ่จะเป็นการเรียนจากการปฏิบัติในสถานประกอบการ

การเรียนทฤษฎีกับเรียนปฏิบัติทำไปพร้อมๆ กัน    โดยเรียนทฤษฎีทางออนไลน์ร้อยละ ๘๐  ส่วนการเรียนภาคปฏิบัติทำในสถานประกอบการร้อยละ ๘๐ – ๙๐   และการเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ นำสู่การเรียนทฤษฎีด้วย    ตามแนวทางของ Kolb’s Experiential Learning Cycle (gotoknow.org/posts/708408)    และ Multiple-Loop Learning  

 “วิจารณ์ ๒” สนุกอยู่กับชีวิตอาจารย์นักวิชาการ   ไม่ถูกดึงไปสู่งานของภาคประกอบการ ที่รายได้สูงกว่าหลายเท่า    ด้วยแรงดึงดูดของชีวิตนักวิชาการที่มีอิสระในการเลือกงานที่จะทำ    สนุกอยู่กับการเรียนรู้เชิงระบบภาพใหญ่     สนุกอยู่กับคุณค่าของการทำงานวิชาการเพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศและสังคมเป็นหลัก    ไม่ใช่เพื่อผลกำไรเป็นหลัก     

ฝันอันบรรเจิดข้างต้นสะดุดลง เพราะได้เวลาตีสี่ครึ่ง ที่ “วิจารณ์ ๑” ตื่นนอนเป็นประจำ    ทำให้ผมเล่าอนาคตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่ออายุครบ ๘๐ ปีได้ไม่จบ  

วิจารณ์ พานิช

๒๕ มีนาคม ๒๕๖๖