ดังคำสอนของท่านพุทธทาสที่กล่าวไว้..”การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” เป็นความจริงที่สุด ประโยคนี้นี่เอง ทำให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของชีวิต...จึงรู้สึกสุขสงบขึ้นมาทันที

          พออายุมากขึ้น ก็จะค่อยๆคิดได้ ประมาณว่าอย่าไปยึดมั่นถือมั่น อย่าไปจริงจังในทุกเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสุขหรือความทุกข์ อยู่กับเราไม่นานหรอก

          ดูอย่างเทศกาลสงกรานต์ ที่มีวันหยุดยาว ตอนนี้กลายเป็นอดีตไปแล้ว เหลือไว้แต่ความทรงจำ จากนั้นก็ต้องกลับเข้าสู่วันทำงานตามปกติ

          หลายคนก็คงคิดเหมือนกันว่า ความสุขอยู่กับเราไม่นานเลย คงต้องรีบทำใจ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเข้าใจคำว่าพอเพียง หรือฉุกคิดได้ถึงคำว่าพอดี เพื่อให้ช่วงเวลาที่เหลือ มีความทุกข์น้อยที่สุดหรือไม่ทุกข์เลย

          ดังนั้น เวลาที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดมากระทบความรู้สึก จึงไม่ควรจะยินดียินร้ายมากนัก วางใจให้เป็นกลางๆ คิดเสียว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป ไม่ต้องหลงใหลได้ปลื้มกับอะไรทั้งนั้น

          สำหรับผมแล้ว ไม่เคยมีเทศกาลใดๆในหัวใจ ไม่เคยมีวันสำคัญใดๆในชีวิต เพราะใช้ชีวิตทุกวันอย่างมีคุณค่าและคุ้มค่าที่สุด โดยให้ความสำคัญกับทุกวัน เพื่อตนเองและคนรอบข้างเสมอ

          จึงไม่เคยเสียดายวันเวลาที่ผ่านไป ขอแค่รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง รักษาลมหายใจเอาไว้ เดี๋ยวช่วงวันดีๆหรือโอกาสที่พอเหมาะพอดี ก็จะหมุนเวียนกลับเข้ามาใหม่ เป็นเช่นนี้เสมอ

          จริงๆแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยจะได้คิดแบบนี้เลย แต่ด้วยประสบการณ์ที่ค่อยๆสูงวัย แล้วก็ใกล้จะเกษียณนี่แหละ ทำให้มองเห็นสัจธรรมที่ได้จากการทำงาน...

          ดังคำสอนของท่านพุทธทาสที่กล่าวไว้..”การทำงานคือการปฏิบัติธรรม” เป็นความจริงที่สุด ประโยคนี้นี่เอง ทำให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของชีวิต...จึงรู้สึกสุขสงบขึ้นมาทันที

          เริ่มตั้งแต่.การได้แหงนหน้าขึ้นไป สายตาจับจ้องบนต้นโพธิ์ใหญ่ ใบที่เคยร่วงหมดต้น กวาดกันจนเหนื่อยหอบทุกปี กวาดกันปีละหลายครั้งด้วยความอดทน คิดเสียว่าเดี๋ยวมันก็ผ่านไป และแล้ววันนี้ต้นโพธิ์ก็กลับมาให้ร่มเงาเหมือนเดิม

          ในขณะที่ความร้อนและแห้งแล้งมาเยือน ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ผ่านฤดูใบไม้ร่วงมาแล้ว เริ่มผลิใบใหม่อีกครั้ง เหมือนเตรียมตัวต้อนรับฝนจากฟ้าที่มักจะมาพร้อมกับพายุฤดูร้อน วันนี้..ฝนยังไม่มา แต่ใบไม้แห้งได้ถูกเก็บกวาดไปทำปุ๋ยหมดแล้ว

          ขณะเดียวกันความสวยไม่คงที่ ทำอย่างไรการทำดีของเราจะคงทน มองทุกอย่างให้รู้สึกดี อย่างเช่นดอกเหลืองปรีดิยาธรที่สวยงามสดใส ชื่นชมอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ดอกก็ร่วงพรูลงมา แล้วก็ผ่านไปอีกปีหนึ่ง

          อาคารเรียนก็เช่นเดียวกัน กว่าจะได้มาต้องรอคอยนานแสนนาน ความขาดแคลนในวันนั้นมันผ่านไปแล้วจริงๆ คงเหลือแต่การดูแลและซ่อมบำรุงกันต่อไป 

          อาคารเก่าที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เคยคิดว่าจะชราภาพไปพร้อมกับผู้บริหารที่รอการเกษียณ แต่วันนี้..หาเป็นเช่นนั้นไม่ ดูดีเสียนี่กระไร ภาพความหลังครั้งเก่าเลือนหายไปในพริบตา

          เช่นเดียวกันกับคลองไส้ไก่ ที่มีน้ำแห้งขอด บัวน้อยลอยชูช่ออย่างลำบากยากเย็น เป็นเช่นนี้ทุกปี แต่ปีนี้หนักที่สุด ไม่รู้จะไปสิ้นสุด ณ จุดใด แต่เชื่อเหลือเกินว่าอีกไม่นานมันก็จะผ่านไป กลับกลายเป็นน้ำป่าไหลหลาก น้ำกลับมามากเหมือนเดิม

          ขอเพียงแค่บอกตัวเองไว้ “รอให้เป็น เย็นให้พอ”...ก็แล้วกัน

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๗  เมษายน  ๒๕๖๖