ปณิธานจัดทำหนังสือ เพื่อครูและนักเรียน เป็นนักพัฒนาตนเอง
บทที่ ๓ คลี่เป้า ทดสอบพลัง สร้างแรงบันดาลใจ
ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า ครูขอเสนอเป้าหมายของห้องเรียนว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ปล่อยให้มีนักเรียนที่ล้มเหลวในชั้นเรียนนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ หากมีคนล้มเหลวครูจะเสียใจมาก ถือเป็นความล้มเหลวของครูด้วย
คาบที่ ๑ ตีความและตั้งเป้า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ครูรักศิษย์บอกว่า ในทุกห้องเรียนจะมีคนที่เรียนได้เร็วมาก เร็วปานกลาง ช้า และช้ามาก ครูต้องการให้ทุกคนในชั้นเรียนนี้รักกันและช่วยเหลือกัน ทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องอื่นๆ เพื่อเป็นการฝึกนิสัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ และหวังดีต่อผู้อื่น ซึ่งจะเป็นนิสัยที่ให้ประโยขน์ต่อนักเรียนแต่ละคนไปตลอดชีวิต
หมายความว่า ครูจะช่วยเหลือคนที่เรียนช้าให้เรียนได้เร็วขึ้น โดยนักเรียนต้องช่วยตนเองด้วย และขอให้คนที่เรียนเร็ว ช่วยเหลือเพื่อนด้วย โดยครูจะมีวิธีให้ช่วยเหลือกันอย่างถูกวิธี โดยนักเรียนทุกคนต้องเชื่อมั่นว่า ตนสามารถพัฒนาการเรียนของตนได้ สู่ความสำเร็จในการเรียนจบชั้น ป. ๖ ไปเรียนต่อชั้น ม. ๑ หรือ ปวช. และเรียนสูงขึ้นไปประสบความสำเร็จ รวมทั้งในอนาคตเมื่อทำงาน ก็รู้จักเรียนรู้จากการทำงานเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต โดยนักเรียนต้องไม่ลืมว่าการเรียนรู้ที่แท้ต้องเรียนพร้อมกัน ๔ ด้าน คือ VASK รวมทั้งนักเรียนต้องออกกำลังหรือเล่นกีฬาเพื่อร่างกายแข็งแรง และต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้สมองแจ่มใส และระมัดระวังไม่เสพติดสิ่งใด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะชีวิต
- ครูจัดกลุ่ม ๔ โดยแต่ละกลุ่มมีนักเรียนผลการเรียนดี ๒ คน กับนักเรียนผลการเรียนต่ำ ๒ คน ให้ร่วมกันทำความเข้าใจ กระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset) และอิทธิบาท (grit) ตามเอกสารแจกที่ ๓.๑ และ ๓.๒) โดยอาจค้นเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตด้วยก็ได้ และร่วมกันคิดว่าการมีคุณสมบัติทั้งสองมีประโยชน์ต่อการเรียน และต่อชีวิตในอนาคตของนักเรียนอย่างไร จะทำให้กิจกรรมในห้องเรียนช่วยสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา และอิทธิบาท ให้แก่นักเรียนทุกคนได้อย่างไร (๒๐ นาที)
- นำเสนอข้อสรุปจากกลุ่ม กลุ่มละ ๓ นาที
- Note-taker สรุปความเห็นของชั้น สำหรับใช้เป็นข้อเตือนใจพฤติกรรมของนักเรียน ติดที่ผนังห้องตลอดปี
- ให้เวลานักเรียน ๒ นาที เขียนบัตรจบคาบเรียน
คาบที่ ๒ - ๓ ทดสอบความรู้ระดับ ป. ๕ (๑๒๐ นาที)
- ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า กลไกการเรียนรู้ทำโดยสมองนำเอาความรู้เดิมที่มีอยู่มาดักจับความรู้ใหม่ที่เราเรียนโดยวิธีต่างๆ หากความรู้เดิมไม่ดี ไม่แน่น หรือรู้ผิดๆ การเรียนความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นยาก ครูจึงคัดเลือกข้อสอบ ป. ๕ มาให้นักเรียนทดสอบ เพื่อประเมินความรู้เดิมของตนเอง หาจุดอ่อนที่จะต้องซ่อมแซมด้วยตนเอง หรือให้ครูช่วยเหลือ
- นักเรียนทำข้อสอบ ๖๐ นาที
- หลังพัก ๕ นาที จัดกลุ่ม ๔ คน (ผลการเรียนดี ๒ คน ผลการเรียนอ่อน ๒ คน) ให้เอาคำตอบมาอภิปรายกัน เพื่อหาจุดอ่อนของความรู้เดิม (ชั้น ป. ๕) ของแต่ละคน พร้อมแนวทางแก้ไข ใช้เวลา ๒๐ นาที
- เสนอผลประชุมกลุ่ม (กลุ่มละ ๕ นาที) ว่าพบจุดอ่อนอะไรบ้าง (ไม่ต้องบอกชื่อเจ้าของจุดอ่อน) และมีแนวทางแก้ไขหรือซ่อมเสริมอย่างไร จะทำให้เสร็จภายในเวลานานเท่าไร
- Note-taker สรุปจุดอ่อนที่พบ และแนวทางแก้ไข รวมทั้งเวลาที่จะต้องทำให้สำเร็จ (๕ นาที) ครูย้ำว่าให้นักเรียนที่มีจุดอ่อนคล้ายกันจับกลุ่มกันเพื่อเรียนเสริมนอกเวลา ขอให้เพื่อนที่เรียนดีในเรื่องนั้นๆ ช่วยติว โดยครูจะคอยช่วยให้คำแนะนำ (scaffolding) โดยนักเรียนแต่ละคนควรเรียนเสริมที่บ้านด้วย
- ให้เวลานักเรียน ๒ นาที เขียนบัตรจบคาบเรียน
คาบที่ ๔ - ๕ ทำความเข้าใจ VASK ที่นักเรียนต้องฝึกพัฒนาใส่ตน
ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า คาบนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า สิ่งที่นักเรียน (และมนุษย์ทุกคน) ต้องเรียนรู้ คือ ค่านิยม (values) เจตคติ (attitude) ทักษะ (skills) และความรู้ (knowledge) คืออะไร เรียนไปเพื่ออะไร เรียนอย่างไรให้ได้ผลดี
ครูเสนอว่า ค่านิยมร่วม ในชั้นเรียนของเราควรมี ๖ อย่างเป็นอย่างน้อย ได้แก่ ให้เกียรติ (respect), เป็นธรรม (fairness), รับผิดชอบต่อตนเอง (personal responsibility), รับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility), มั่นคงในคุณธรรม (integrity), มีสติรู้ตัว (self-awareness), ซื่อสัตย์สุจริต (honesty), รักและปรารถนาดีต่อผู้อื่น (love of others) การฝึกปฏิบัติตนตามค่านิยมเหล่านี้จะช่วยให้เมื่อนักเรียนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะมีชีวิตที่ดี มีความสุข ได้รับการยอมรับนับถือ
- จัดกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ ๓ คน ให้ทำความเข้าใจ ค่านิยมกลุ่มละ ๑ ตัว โดยอธิบายความหมาย ตัวอย่างพฤติกรรมตามค่านิยมนั้น ตัวอย่างพฤติกรรมตรงกันข้ามกับค่านิยมดังกล่าว พฤติกรรม ตรงกันข้ามก่อผลร้ายอย่างไร นักเรียนจะร่วมกันฝึกตนเองให้มีค่านิยมที่ดีนั้นๆ อย่างไร หากพบบางพฤติกรรมของเพื่อนที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมนั้น จะมีทางช่วยให้เพื่อนปรับปรุงตนเองอย่างไร ให้แต่ละกลุ่มเสนอค่านิยมเพิ่มเติมอีก ๑ ตัว พร้อมกับอธิบายตามแนวทางข้างต้น (๑๕ นาที) ครูอาจแจกเอกสารตามกรอบ ๓.๑ ให้นักเรียนอ่านประกอบหรือไม่ก็ได้
- แต่ละกลุ่มนำเสนอ กลุ่มละ ๕ นาที
- พัก ๕ นาที
- ให้นักเรียกลุ่มเดิม ทำความเข้าใจ A และ S ที่ตนจะต้องพัฒนาใส่ตนในช่วง ๑ ปีนี้ โดยอ่านเอกสารตามกรอบ ๓.๒ และ ๓.๓ ประกอบ โดยครูอธิบายว่า ครูต้องการให้การเรียนในปีนี้ติดตัวนักเรียนแบบติดแน่นติดหนึบติดตัวไปทำประโยชน์แก่ชีวิตของนักเรียนไปตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อสอบผ่านชั้น ป. ๖ และไปเรียนต่อตามที่ตนและพ่อแม่ต้องการเท่านั้น โดยที่ครูจะเริ่มบทเรียนจากการสอนโดยตรง (direct instruction) ให้นักเรียนได้เรียนรู้เชิงรุก เกิดการเรียนรู้ (learn it) แต่ครูจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น จะมีบทเรียนให้นักเรียนเชื่อมโยงใยประสาทในสมองเกี่ยวกับเรื่องนั้น (link it) ให้เรื่องนั้นจารึกไว้ในความจำระยะยาว (long-term memory) ในสมอง รวมทั้งมึการฝึกดึงความรู้นั้นออกมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ให้เวลาประชุมกลุ่ม ๒๐ นาที หารือกันว่า เพื่อให้นักเรียนเองได้รับประโยชน์จากการเรียนอย่างเต็มที่ ได้ทั้ง VASK ครบถ้วน (โดยในเรื่อง K ใช้ความรู้ที่ได้จากคาบที่ ๒ – ๓ เมื่อเช้าวันนี้มาประกอบการคิด) นักเรียนจะทำตัวอย่างไร ไม่ทำตัวอย่างไร จะช่วยเหลือกันในหมู่นักเรียนอย่างไร หากไม่เข้าใจเรื่องใดนักเรียนจะทำอย่างไร (โดยนักเรียนมีประสบการณ์ กับการมี Line กลุ่มของชั้นเรียนเป็นอย่างดี) นักเรียนคาดว่าจะมีความยากลำบากในเรื่องใด หรือที่นักเรียนคนใด ที่จะต้องร่วมกันคิดป้องกันหรือแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า
- แต่ละกลุ่มนำเสนอ กลุ่มละ ๓ นาที
- Note-taker (ทีม ๒ คน) เสนอสรุปข้อตกลงในการเรียนเท่าที่นักเรียนเข้าใจในระยะนี้ (๕ นาที) โดยอาจเสนอเป็น mindmap และครูคอยช่วยให้ scaffolding
- ให้เวลานักเรียน ๒ นาที เขียนบัตรจบคาบเรียน
วิจารณ์ พานิช
๒๔ มี.ค. ๖๕