บทที่ ๑    บทที่ ๒ 

ปณิธานจัดทำหนังสือ เพื่อครูและนักเรียน เป็นนักพัฒนาตนเอง 

บทที่ ๓  คลี่เป้า  ทดสอบพลัง  สร้างแรงบันดาลใจ

ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า  ครูขอเสนอเป้าหมายของห้องเรียนว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง   ไม่ปล่อยให้มีนักเรียนที่ล้มเหลวในชั้นเรียนนี้    ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ    หากมีคนล้มเหลวครูจะเสียใจมาก  ถือเป็นความล้มเหลวของครูด้วย   

คาบที่ ๑ ตีความและตั้งเป้า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

  ครูรักศิษย์บอกว่า    ในทุกห้องเรียนจะมีคนที่เรียนได้เร็วมาก  เร็วปานกลาง ช้า  และช้ามาก    ครูต้องการให้ทุกคนในชั้นเรียนนี้รักกันและช่วยเหลือกัน    ทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องอื่นๆ    เพื่อเป็นการฝึกนิสัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือ และหวังดีต่อผู้อื่น   ซึ่งจะเป็นนิสัยที่ให้ประโยขน์ต่อนักเรียนแต่ละคนไปตลอดชีวิต

หมายความว่า ครูจะช่วยเหลือคนที่เรียนช้าให้เรียนได้เร็วขึ้น    โดยนักเรียนต้องช่วยตนเองด้วย    และขอให้คนที่เรียนเร็ว ช่วยเหลือเพื่อนด้วย   โดยครูจะมีวิธีให้ช่วยเหลือกันอย่างถูกวิธี    โดยนักเรียนทุกคนต้องเชื่อมั่นว่า ตนสามารถพัฒนาการเรียนของตนได้   สู่ความสำเร็จในการเรียนจบชั้น ป. ๖  ไปเรียนต่อชั้น ม. ๑  หรือ ปวช. และเรียนสูงขึ้นไปประสบความสำเร็จ   รวมทั้งในอนาคตเมื่อทำงาน ก็รู้จักเรียนรู้จากการทำงานเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต   โดยนักเรียนต้องไม่ลืมว่าการเรียนรู้ที่แท้ต้องเรียนพร้อมกัน ๔ ด้าน คือ VASK   รวมทั้งนักเรียนต้องออกกำลังหรือเล่นกีฬาเพื่อร่างกายแข็งแรง   และต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้สมองแจ่มใส    และระมัดระวังไม่เสพติดสิ่งใด   ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทักษะชีวิต 

  • ครูจัดกลุ่ม ๔  โดยแต่ละกลุ่มมีนักเรียนผลการเรียนดี ๒ คน  กับนักเรียนผลการเรียนต่ำ ๒ คน    ให้ร่วมกันทำความเข้าใจ กระบวนทัศน์พัฒนา (growth mindset)  และอิทธิบาท (grit)    ตามเอกสารแจกที่ ๓.๑  และ ๓.๒)   โดยอาจค้นเพิ่มเติมจากอินเทอร์เน็ตด้วยก็ได้    และร่วมกันคิดว่าการมีคุณสมบัติทั้งสองมีประโยชน์ต่อการเรียน และต่อชีวิตในอนาคตของนักเรียนอย่างไร   จะทำให้กิจกรรมในห้องเรียนช่วยสร้างกระบวนทัศน์พัฒนา  และอิทธิบาท ให้แก่นักเรียนทุกคนได้อย่างไร    (๒๐ นาที)
  • นำเสนอข้อสรุปจากกลุ่ม กลุ่มละ ๓ นาที   
  • Note-taker สรุปความเห็นของชั้น   สำหรับใช้เป็นข้อเตือนใจพฤติกรรมของนักเรียน    ติดที่ผนังห้องตลอดปี 
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน

คาบที่ ๒ - ๓ ทดสอบความรู้ระดับ ป. ๕  (๑๒๐ นาที) 

 

  • ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า กลไกการเรียนรู้ทำโดยสมองนำเอาความรู้เดิมที่มีอยู่มาดักจับความรู้ใหม่ที่เราเรียนโดยวิธีต่างๆ    หากความรู้เดิมไม่ดี ไม่แน่น หรือรู้ผิดๆ การเรียนความรู้ใหม่จะเกิดขึ้นยาก   ครูจึงคัดเลือกข้อสอบ ป. ๕ มาให้นักเรียนทดสอบ   เพื่อประเมินความรู้เดิมของตนเอง    หาจุดอ่อนที่จะต้องซ่อมแซมด้วยตนเอง หรือให้ครูช่วยเหลือ
  • นักเรียนทำข้อสอบ ๖๐ นาที   
  • หลังพัก ๕ นาที   จัดกลุ่ม ๔ คน (ผลการเรียนดี ๒ คน  ผลการเรียนอ่อน ๒ คน)    ให้เอาคำตอบมาอภิปรายกัน    เพื่อหาจุดอ่อนของความรู้เดิม (ชั้น ป. ๕) ของแต่ละคน    พร้อมแนวทางแก้ไข   ใช้เวลา ๒๐ นาที
  • เสนอผลประชุมกลุ่ม (กลุ่มละ ๕ นาที) ว่าพบจุดอ่อนอะไรบ้าง (ไม่ต้องบอกชื่อเจ้าของจุดอ่อน) และมีแนวทางแก้ไขหรือซ่อมเสริมอย่างไร  จะทำให้เสร็จภายในเวลานานเท่าไร 
  • Note-taker สรุปจุดอ่อนที่พบ และแนวทางแก้ไข   รวมทั้งเวลาที่จะต้องทำให้สำเร็จ (๕ นาที)   ครูย้ำว่าให้นักเรียนที่มีจุดอ่อนคล้ายกันจับกลุ่มกันเพื่อเรียนเสริมนอกเวลา  ขอให้เพื่อนที่เรียนดีในเรื่องนั้นๆ ช่วยติว    โดยครูจะคอยช่วยให้คำแนะนำ (scaffolding)   โดยนักเรียนแต่ละคนควรเรียนเสริมที่บ้านด้วย
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน            

 

คาบที่ ๔ - ๕  ทำความเข้าใจ VASK ที่นักเรียนต้องฝึกพัฒนาใส่ตน   

ครูรักศิษย์บอกนักเรียนว่า คาบนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันว่า   สิ่งที่นักเรียน (และมนุษย์ทุกคน) ต้องเรียนรู้    คือ ค่านิยม (values)  เจตคติ (attitude)  ทักษะ (skills)  และความรู้ (knowledge)  คืออะไร  เรียนไปเพื่ออะไร  เรียนอย่างไรให้ได้ผลดี   

ครูเสนอว่า ค่านิยมร่วม ในชั้นเรียนของเราควรมี ๖ อย่างเป็นอย่างน้อย ได้แก่ ให้เกียรติ (respect),  เป็นธรรม (fairness),  รับผิดชอบต่อตนเอง (personal responsibility),  รับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility),  มั่นคงในคุณธรรม (integrity),  มีสติรู้ตัว (self-awareness),   ซื่อสัตย์สุจริต (honesty),    รักและปรารถนาดีต่อผู้อื่น (love of others)   การฝึกปฏิบัติตนตามค่านิยมเหล่านี้จะช่วยให้เมื่อนักเรียนโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ จะมีชีวิตที่ดี มีความสุข ได้รับการยอมรับนับถือ 

  • จัดกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ ๓ คน    ให้ทำความเข้าใจ ค่านิยมกลุ่มละ ๑ ตัว    โดยอธิบายความหมาย   ตัวอย่างพฤติกรรมตามค่านิยมนั้น  ตัวอย่างพฤติกรรมตรงกันข้ามกับค่านิยมดังกล่าว    พฤติกรรม ตรงกันข้ามก่อผลร้ายอย่างไร  นักเรียนจะร่วมกันฝึกตนเองให้มีค่านิยมที่ดีนั้นๆ อย่างไร    หากพบบางพฤติกรรมของเพื่อนที่ตรงกันข้ามกับค่านิยมนั้น จะมีทางช่วยให้เพื่อนปรับปรุงตนเองอย่างไร   ให้แต่ละกลุ่มเสนอค่านิยมเพิ่มเติมอีก ๑ ตัว    พร้อมกับอธิบายตามแนวทางข้างต้น   (๑๕ นาที)  ครูอาจแจกเอกสารตามกรอบ  ๓.๑ ให้นักเรียนอ่านประกอบหรือไม่ก็ได้   
  • แต่ละกลุ่มนำเสนอ กลุ่มละ ๕ นาที   
  • พัก ๕ นาที
  • ให้นักเรียกลุ่มเดิม ทำความเข้าใจ A และ S ที่ตนจะต้องพัฒนาใส่ตนในช่วง ๑ ปีนี้   โดยอ่านเอกสารตามกรอบ ๓.๒  และ ๓.๓ ประกอบ   โดยครูอธิบายว่า ครูต้องการให้การเรียนในปีนี้ติดตัวนักเรียนแบบติดแน่นติดหนึบติดตัวไปทำประโยชน์แก่ชีวิตของนักเรียนไปตลอดชีวิต   ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อสอบผ่านชั้น ป. ๖  และไปเรียนต่อตามที่ตนและพ่อแม่ต้องการเท่านั้น    โดยที่ครูจะเริ่มบทเรียนจากการสอนโดยตรง (direct instruction)   ให้นักเรียนได้เรียนรู้เชิงรุก    เกิดการเรียนรู้ (learn it)    แต่ครูจะไม่หยุดเพียงแค่นั้น จะมีบทเรียนให้นักเรียนเชื่อมโยงใยประสาทในสมองเกี่ยวกับเรื่องนั้น (link it)    ให้เรื่องนั้นจารึกไว้ในความจำระยะยาว (long-term memory) ในสมอง   รวมทั้งมึการฝึกดึงความรู้นั้นออกมาใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว    ให้เวลาประชุมกลุ่ม ๒๐ นาที    หารือกันว่า เพื่อให้นักเรียนเองได้รับประโยชน์จากการเรียนอย่างเต็มที่ ได้ทั้ง VASK ครบถ้วน  (โดยในเรื่อง K ใช้ความรู้ที่ได้จากคาบที่ ๒ – ๓ เมื่อเช้าวันนี้มาประกอบการคิด) นักเรียนจะทำตัวอย่างไร  ไม่ทำตัวอย่างไร    จะช่วยเหลือกันในหมู่นักเรียนอย่างไร    หากไม่เข้าใจเรื่องใดนักเรียนจะทำอย่างไร   (โดยนักเรียนมีประสบการณ์ กับการมี Line กลุ่มของชั้นเรียนเป็นอย่างดี)   นักเรียนคาดว่าจะมีความยากลำบากในเรื่องใด หรือที่นักเรียนคนใด  ที่จะต้องร่วมกันคิดป้องกันหรือแก้ปัญหาไว้ล่วงหน้า   
  • แต่ละกลุ่มนำเสนอ กลุ่มละ ๓ นาที   
  • Note-taker (ทีม ๒ คน) เสนอสรุปข้อตกลงในการเรียนเท่าที่นักเรียนเข้าใจในระยะนี้  (๕ นาที) โดยอาจเสนอเป็น mindmap    และครูคอยช่วยให้ scaffolding     
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน

 

วิจารณ์ พานิช

๒๔ มี.ค. ๖๕