ในการประชุม “ปรึกษาหารือแนวทางการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคลของสถาบันพระบรมราชชนก” เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผศ. ดร. เลิศชัย สุธรรมานนท์ วิทยากรในที่ประชุมเล่าเรื่องรัฐวิสาหกิจ ๒ แห่ง ที่สมาทานกระบวนทัศน์คนละขั้ว
แห่งหนึ่งทำงานตามข้อความที่ระบุไว้ในกฎหมายอย่างเคร่งครัด กิจการใดไม่มีระบุไว้ให้ทำ จะไม่ทำเลย แห่งที่สอง ตีความหน้าที่ตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย เอามาคิดบทบาทการทำธุรกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างสร้างสรรค์ โดยไม่เถรตรงตามตัวหนังสือในกฎหมายอย่างรัฐวิสาหกิจแห่งแรก
พอจะเดาได้นะครับว่า รัฐวิสาหกิจแห่งใดรุ่ง แห่งใดร่วง ดร. เลิศชัย บอกว่า รัฐวิสาหกิจแห่งแรกอ่อนแอมาจนบัดนี้
รัฐวิสาหกิจแห่งแรกใช้กฎหมายนำ แห่งหลังใช้ปัญญานำ สบช. จะใช้อะไรนำ สภาสถาบันพยายามผลักดันการใช้ปัญญานำ ซึ่งหมายถึงการตีความกฎหมาย ไม่ดำเนินการตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด และต้องรอดูว่า จะได้ผลแค่ไหน
ผมมีประสบการณ์ตรงตอนทำหน้าที่ ผู้อำนวยการ สกว. เริ่มปี ๒๕๓๖ คณะกรรมการนโยบายบอกผมว่า ให้ยึดหลักการว่า หากไม่มีกฎหมาย หรือมติคณะกรรมการนโยบายห้ามไว้ไม่ให้ทำ ให้คิดอ่านทำได้ โดยให้นำแจ้งคณะกรรมการนโยบายในภายหลัง เพื่อความรอบคอบ
กรรมการที่ย้ำเรื่องนี้ต่อผมในหลากหลายโอกาสคือ ท่านอภิลาศ โอสถานนท์ ที่ตอนนั้นดำรงตำแหน่ง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการท่านอื่นๆ ก็สนับสนุน โดย ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต เป็นประธาน กระแสในขณะนั้นคือ หน่วยงานเชิงปัญญาต้องหาทางทำงานแบบที่ไม่ถูกระเบียบราชการปิดกั้นความคล่องตัวในการริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ระยะยาวของบ้านเมือง
ผมใช้วิธีชวนทีมผู้บริหารของ สกว. คิดงานเชิงสร้างสรรค์ ที่น่าจะมีคุณต่อความเข้มแข็งของระบบวิจัยของประเทศ และคิด “ชาลาปฏิบัติการ” (working platform) ของงานตามเป้าหมายนั้นๆ นำเข้าขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ด ทำให้ในการประชุมบอร์ด มีวาระเชิงสร้างสรรค์ เชิงสร้าง “ชาลาปฏิบัติการ” เพื่อเป้าหมายจำเพาะอยู่เสมอ เช่น โครงการ BRT (Biodiversity Research and Training) ที่ สกว. และ ศูนย์ BIOTEC ร่วมกันสนับสนุนฝ่ายละครึ่ง มี ศ. ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้ เป็นผู้อำนวยการโครงการ ดำเนินการระยะยาวกว่าสิบปี ก่อผลกระทบทั้งเชิงวิชาการและเชิงพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากมาย อีกตัวอย่างหนึ่งคือ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ที่น่าจะยังดำเนินการอยู่ โดย สวช. รับไปจัดการต่อ หลังเปลี่ยนหน้าที่ สกว. ไปเป็น สกสว.
ตอนริเริ่มโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก ต้องเสนอโครงการผ่าน ครม. เพื่อขอผูกพันงบประมาณ และขอพระราชทานชื่อ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ร. ๙ เนื่องในอภิลักขิตสมัย ครองราชย์ครบ ๕๐ ปี มีเสียงคัดค้านว่า สกว. มีหน้าที่สนับสนุนการวิจัย ไม่มีหน้าที่สนับสนุนการผลิตบัณฑิตปริญญาเอก ผมอธิบายว่า สกว. ทำงานมา ๓ ปี พบว่า คอขวดของการพัฒนาความเข้มแข็งด้านการวิจัยของประเทศคือ ขาดแคลนนักวิจัยคุณภาพสูง เพื่อสนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของการวิจัยของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีโครงการนี้
ความสำเร็จของ โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก มาจาก ๒ ปัจจัย ปัจจัยแรก คือความเป็นที่เชื่อถือของ ประธาน สกว. ศ. ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต ในหมู่นักการเมือง ช่วยผลักดันให้มีการอนุมัติโครงการ และผูกพันงบประมาณ ปัจจัยที่สองคือ การมี “ชาลาปฏิบัติการ” (working platform) ที่จำเพาะสำหรับโครงการนี้ ไม่ใช่จัดการตามรูปแบบสำเร็จรูปเหมือนการจัดการทุนวิจัยอื่นๆ
เล่าไว้ เพื่อเสนอต่อผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานใน สบช. ว่า นอกจากการทำงานตามแนวทางที่คุ้นเคย หรือ conventional function แล้ว สบช. ควรหาทางทำงานริเริ่มสร้างสรรค์ เพื่อทำหน้าที่สร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ระบบสุขภาพชุมชน ระบบสุขภาวะครอบครัว ตามปณิธานที่ร่วมกันกำหนดไว้แล้ว
ริเริ่มเป้าหมายที่จำเพาะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพปฐมภูมิ ระบบสุขภาพชุมชน ระบบสุขภาวะครอบครัว โดยสร้างสรรค์ “ชาลาปฏิบัติการ” (working platform) เพื่อการบรรลุเป้าหมายนั้น เช่นการสร้างบุคลากรและระบบการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในชุมชน ระบบข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิกับระบบสุขภาพทุติยภูมิและระบบสุขภาพตติยภูมิ เพื่ออำนวยให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพอย่างไร้รอยต่อ และลดการเดินทางที่สร้างมลภาวะทางอากาศที่นำสู่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
เป็น “ชาลาปฏิบัติการ” ที่มีเป้าหมายการพัฒนาระบบ บูรณาการอยู่ด้วย เท่ากับเป็นการทำงานประจำที่บูรณาการกับงานพัฒนาระบบ ที่ไม่ได้ระบุไว้ใน พรบ. สถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. ๒๕๖๒
วิจารณ์ พานิช
๓๐ ม.ค. ๖๕
My experience in words is: ‘all that’s not forbidden are possible’, but we reserve the right to delay provision of resources if and when it is not forbidden.