เพื่อครูและนักเรียน เป็นนักพัฒนาตนเอง  4. บทที่ ๑  วันแรกของปีการศึกษา ๒๕๖๖  ชั้นประถม ๖  ครูรักศิษย์ โรงเรียนศิษย์วัฒนา


 

ตอนที่ ๑   ตอนที่ ๒    ตอนที่ ๓ 

 

ครูรักศิษย์เป็นครูมาแล้ว ๕ ปี    ในช่วงการทำงาน ๕ ปี เธอหมุนวงจรการเรียนรู้ของตนเองด้วย Kolb’s Experiential Learning Cycle อย่างพากเพียรและสนุกสนาน   โดยมีช่วงเวลาที่ต้องระดมพลังใจของตนเองเป็นช่วงๆ    ปีการศึกษา ๒๕๖๖ นี้ เธอได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้น ป. ๖ ของโรงเรียนศิษย์วัฒนา ที่อยู่ในชนบท สอนชั้นอนุบาลถึงประถม ๖   มีนักเรียน ๑๙๖ คน    ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนจากครอบครัวค่อนข้างยากจน    ประมาณร้อยละ ๑๐ ยากจนมาก   

ครูรักศิษย์ตระหนักว่า ปีนี้ศิษย์ของคนอยู่ในช่วงชีวิตที่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น   ครูจึงมุ่งใช้จิตวิทยาวัยรุ่นในการออกแบบการเรียนรู้แบบ เรียนรู้เชิงรุก (active learning)   และนักเรียนเป็นเจ้าของกระบวนการเรียนรู้ของตน    

คาบแรก   นักเรียนตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง   

  • เริ่มชั้นเรียนด้วยการทำ brain gym ๒ นาที   
  • ครูจัดกลุ่มคละ ๔ คน   ให้นักเรียนเวลา ๑๕ นาที เล่าว่าในช่วงปิดเทอมตนไปทำอะไรมาบ้าง   และในปีนี้ตนมีเป้าหมายการเรียนอย่างไร ต้องการเตรียมตัวไปเรียนต่อชั้น ม. ๑ อย่างไร    แต่ละกลุ่มเตรียมผู้นำเสนอที่ใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาที    ให้ปรึกษากันในกลุ่มว่า จะนำเสนออย่างไรจึงจะกระชับและได้สาระที่สุด    นักเรียนในชั้นมี ๒๔ คน   จึงแบ่งเป็น ๖ กลุ่ม ใช้เวลานำเสนอรวม ๑๒ นาที    รวมเป็นครึ่งชั่วโมง   
  • ครูขออาสาสมัคร ๒ คน ทำงานเป็นทีม ช่วยกันเก็บข้อมูลจากการนำเสนอของแต่ละกลุ่ม    เพื่อสรุปว่าเป้าหมายการเรียนในปีการศึกษานี้ทั้งปี ที่จะเกิดประโยชน์ที่สุดต่อนักเรียนทั้งชั้น เป็นอย่างไร    และนำเสนอต่อเพื่อนทั้งชั้น   และให้เพื่อนๆ ช่วยกันปรับปรุง    ครูช่วยตั้งคำถามเชิง scaffolding  เพื่อให้นักเรียนตระหนักว่า  เป้าหมายการเรียนรู้มี ๔ ด้านที่เรียนไปพร้อมๆ กันในทุกกิจกรรม  ได้แก่ การพัฒนาค่านิยม (values)  การพัฒนาเจตคติ (attitude)  การพัฒนาทักษะ (skills)  และการพัฒนาความรู้ (knowledge)     ใช้เวลาอีกประมาณ ๒๐ นาที    ได้เป้าหมายการเรียนรู้ในปีการศึกษา ๒๕๖๖ ติดฝาผนังไว้เตือนความจำ     
  • ครูบอกนักเรียนว่า นักเรียนแต่ละคนควรมีเป้าหมายการเรียนของตนเอง   ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับเป้าหมายของคนอื่น     คนที่มีเป้าหมายชัดเจนจะประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่า    ครูจึงส่งเสริมให้นักเรียนเขียนเป้าหมายการเรียนในปีการศึกษานี้ของตน (ไม่บังคับ)   และจะส่งให้ครูรับรู้หรือขอคำปรึกษาจากครูก็ได้    โดยจะส่งเป็นกระดาษ หรือส่งทางไลน์เป็นการส่วนตัวกับครูก็ได้    นักเรียนคนไหนต้องการเปิดเผยให้เพื่อนรู้ด้วย จะส่งทางไลน์กลุ่มของชั้นก็ได้    ครูแนะนำว่า นักเรียนควรเอาเป้าหมายที่เขียนไว้มาทบทวนบ่อยๆ    เพราะการบรรลุเป้าหมายนี้จะมีผลต่ออนาคตของนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง    คนเราเรียนรู้เพื่อการมีชีวิตที่ดี เป็นชีวิตที่ดีต่อตนเอง ต่อครอบครัว ต่อผู้อื่น และต่อสังคม 
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน   

คาบที่ ๒  ปลูกฝังพฤติกรรมเชิงบวกในชีวิตประจำวัน (๑)

  • แบ่งกลุ่มนักเรียน (ต่างจากกลุ่มเดิม) กลุ่มละ ๔ คน    ครูให้กระดาษที่มีคำ ๒๖ คำตามใน เอกสารแจกที่ ๑.๒   ให้กลุ่มที่ ๑ ช่วยกันหาความหมายรวมทั้งคุณค่าต่อชีวิตที่ดี และห้องเรียนที่ดี ของคำที่ ๑, ๗, ๑๓, ๑๙ และหาคำตรงกันข้าม (โดยจะค้นจากอินเทอร์เน็ตก็ได้)  กลุ่มที่ ๒ รับผิดชอบคำที่ ๒, ๘, ๑๔, ๒๐  กลุ่มที่ ๓ คำที่ ๓, ๙, ๑๕, ๒๑   กลุ่มที่ ๔ คำที่ ๔, ๑๐, ๑๖, ๒๒   กลุ่มที่ ๕ คำที่ ๕, ๑๑, ๑๗, ๒๓, ๒๕   กลุ่มที่ ๖ คำที่ ๖, ๑๒, ๑๘, ๒๔, ๒๖  ให้เวลา ๒๐ นาที   ครูคอยช่วยเหลือ scaffolding กระบวนการกลุ่ม 
  • แต่ละกลุ่มมีตัวแทนนำเสนอผลงานต่อเพื่อนทั้งชั้น ให้เวลากลุ่มละ ๕ นาที    มีนักเรียน ๒ คนอาสาทำหน้าที่จดข้อสรุป (note-taker)   สำหรับนำไปใช้งานในคาบต่อไป     
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน   

คาบที่ ๓    ปลูกฝังพฤติกรรมเชิงบวกในชีวิตประจำวัน (๒)

  • ให้ note-taker ช่วยกันเสนอข้อสรุปความหมาย และประโยชน์ของคำทั้ง ๒๖ คำ ต่อตัวนักเรียน    และระดมความคิดกันในชั้น ว่าจะดำเนินการอย่างไร  เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้พัฒนาคุณลักษณะที่ดีเหล่านี้ใส่ตัว    อาจให้มีนักเรียนคนหนึ่งทำหน้าที่เป็น “คุณอำนวย” (facilitator) ของการระดมความคิด    หรือในช่วงวันแรกๆ ของชั้นเรียนครูอาจทำหน้าที่นี้เป็นตัวอย่างก่อน   
  • ครูช่วยทำ scaffolding ว่าเราใช้วิธี “จับถูก” พฤติกรรมของนักเรียนตามคำทั้ง ๒๖ วันละคำหมุนเวียนกันไป จะดีไหม 
  • ครูแนะนำ “เกมสารวัตรล่องหน” จับถูก ๑ ใน ๒๖ พฤติกรรมที่กำหนดให้สารวัตรทำหน้าที่ในวันนั้น   ว่ามีนักเรียนคนใดบ้างแสดงพฤติกรรมที่สารวัตรได้รับมอบหมายจากครู    โดยต้องไม่แพร่งพรายต่อเพื่อนๆ ว่าตนเป็นสารวัตร   และนักเรียนทั้งชั้นยกเว้นสารวัตรรู้ว่าวันนั้นจะเก็บข้อมูลพฤติกรรมใด
  • ๑๕ นาทีสุดท้ายก่อเลิกเรียนในแต่ละวัน  สารวัตรรายงานต่อชั้นเรียนว่าวันนั้นตนทำหน้าที่สังเกตพฤติกรรมตัวใด   และเพื่อนคนใดได้แสดงพฤติกรรมนั้นบ้าง คนละกี่ครั้ง    มีการบันทึกข้อมูลเก็บไว้สำหรับครูใช้ออกแบบกิจกรรมอื่นๆ 
  •  ให้นักเรียนช่วยกันออกความเห็น เพื่อให้ “เกมสารวัตรล่องหน  จับถูกนิสัยดี” เป็นเกมที่นักเรียนออกแบบรายละเอียดกันเอง   นักเรียนเป็นเจ้าของ    ครูคอยทำหน้าที่ให้ scaffolding   
  • ตลอดทั้งปี  นักเรียนทุกคนจะหมุนเวียนกันทำหน้าที่ สารวัตรล่องหน เท่าๆ กัน    และหมุนเวียนสังเกตนิสัยดี ๒๖ ตัว แบบสุ่ม ไม่ให้นักเรียนรู้ตัว   สารวัตรล่องหนทำหน้าที่ ผู้เตือนสติ  
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน     

คาบที่ ๔  นักเรียนกำหนดระบบนิเวศการเรียนรู้    

  • แบ่งกลุ่มใหม่ เป็นกลุ่ม ๓ คน    ให้ช่วยกันคิดว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ดังในคาบที่ ๑   นักเรียนต้องการให้มีระบบนิเวศการเรียนรู้ ที่โรงเรียน  ที่บ้าน  และที่อื่นๆ อย่างไรบ้าง    บอกสิ่งที่ต้องการ  และสิ่งที่ไม่ต้องการ    ครูเตือนความเข้าใจว่า นักเรียน และพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคน ก็เป็นระบบนิเวศต่อกันและกันด้วย    ให้ใช้เวลา ๑๕ นาที    แล้วดำเนินการต่อคล้ายคาบแรก    ในที่สุดได้ ข้อตกลงพื้นที่ปลอดภัยเพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนทุกคน ที่นักเรียนร่วมกันกำหนดเอง   ครูช่วยทำหน้าที่ scaffolding ตั้งคำถามเพื่อให้นักเรียนไม่หลุดประเด็นสำคัญ  
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน   

คาบที่ ๕  ทดสอบความรู้ตามเป้าหมาย 

  • ครูรักศิษย์เตรียมข้อสอบ O-Net ปีก่อนๆ คละวิชา   สำหรับนักเรียนซ้อมทำในเวลา ๑ ชั่วโมง   มีเป้าหมายเพื่อส่งสัญญาณว่า ในด้านความรู้    หลังเรียน ๑ ปีการศึกษา นักเรียนทุกคน สามารถทำข้อสอบทำนองนี้ได้ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด     ครูรักศิษย์ย้ำกับนักเรียนว่า การทำข้อสอบ ๑ ชั่วโมงนี้    เป็นการช่วยให้นักเรียนรู้จักเป้าหมายการเรียนในด้านความรู้จากการสัมผัสตรง   นักเรียนจะได้รู้ทิศทางและระดับความลึกและเชื่อมโยงของความรู้ที่จะต้องเรียนในปีนี้
  • ครูรักศิษย์เตือนนักเรียนว่า    การเรียนเพื่อทำข้อสอบ O-Net ได้คะแนนดี   ไปสมัครเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมดีๆ ได้ เป็นเป้าหมายเพียง ๑ ใน ๔ ของเป้าหมายการเรียน    ที่ประกอบด้วย   (๑) การมีค่านิยมประจำตัวที่ดี   มุ่งมีชีวิตเพื่อความดีงาม    มุ่งเติบโตไปเป็นคนที่ทำประโยชน์แก่สังคม มีคุณค่าต่อสังคม  (๒) การมีเจตคติหรือความคิดดี ที่นำสู่การมีพฤติกรรมดี  จนกลายเป็นนิสัย เป็นคนมีนิสัยดี  ดังจะเห็นว่า ในชั้นเรียนของเรามีการเล่นเกมสารวัตรล่องหน จับถูกนิสัยดี ทุกวัน ตลอดปี ก็เพื่อการนี้   (๓) การพัฒนาทักษะทั้งด้านวิชาการ ด้านชีวิตส่วนตัว และชีวิตทางสังคม (ทักษะต่อผู้อื่น)   รวมทั้งทักษะต่อตนเอง   (๔) ความรู้ ทั้งความรู้ทางวิชาการ และความรู้รอบตัว    โดยนักเรียนไม่เพียงแค่รู้ แต่สามารถนำความรู้นั้นๆ ไปใช้ประโยชน์ได้ในสถานการณ์จริง     
  • เราจะนำผลการทดสอบนี้มาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผนการเรียนรู้ตลอดปีการศึกษาในวันพรุ่งนี้     
  • ให้เวลานักเรียน ๒ นาที   เขียนบัตรจบคาบเรียน   

...............................

วิจารณ์ พานิช

๙ มิ.ย. ๖๕

 

 



ความเห็น (1)

I like this “ให้เวลานักเรียน ๒ นาที เขียนบัตรจบคาบเรียน” at end of class (period). This is what I practice after reading, learning, watching,… I would ask myself “what is that about?”; “what does it really mean?”; “what do I learn?” and I would make a mental (very short) note (20 words or so to describe the answer to those questions. I do this as a means not to cluster my knowledge-base (in my brain).

Training children to ‘summarize’ seems a great way to install a good habit.

There are better ways to learn and be ready to learn more for individuals. My practice helps me. Your mileage may vary ;-)

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี