นี่เป็นบทเขียนที่ 102 ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนตามความตั้งใจว่า ‘จะเขียนบทเขียนอย่างน้อยเท่ากันอายุ คือ 72+ ตามที่บอกภรรยาและลูกเอาไว้ว่าให้เลือกบทเขียนผมมีมาเท่ากับอายุตอนเสียชึวิต เพื่อตีพิมพ์และแจกเป็นของที่ระลึกในวันที่เพื่อนฝูงญาติมิตรมาส่งผมครั้งสุดท้าย ตอนแรกก็เร่งเขียนเพราะเกรงว่าเผื่อมีอันเป็นไป จะไม่มีบทเขียนมากพอจะเลือกมาจัดพิมพ์เป็นของที่ระลึก แต่หลังจากที่เขียนครบ 73 บทเขียน แรงจูงใจและความคิดเริ่มติดขัด ประกอบด้วยงานชุกมากขึ้นช่วงที่ผ่านมา ซึ่งมักจะเป็นข้อแก้ตัวสำหรับคนที่ไม่อยากทำอะไร ตอนผมเรียนปริญญาโทที่จะฬาฯ รศ. ดร. ธีระพร อุวรรณโน เคยสอนว่า คนเราเป็นสัตว์หาเหตุผลมากกว่ามีเหตุผล คือ อยากทำอะไร หรือเป็นอะไรก็หาเหตุผมมาอธิบายให้ดูดี อะไรประมาณนี้ (ไม่ใช่ทำอะไรอย่างมีเหตุผล เท่าไหร) ผมก็ค่อนข้างจะเห็นด้วยกับอาจารย์ ดังปรากฏการณ์ที่เราพบเห็นได้ทั่วไป พฤติกรรมของผมคราวนี้ก็ดูจะเป็นไปตามคำอธิบายดังกล่าว คือพอเขียนบทเขียนได้ครบอายุ ก็มีงานอื่นยุ่งจนไม่มีเวลาเขียน แต่พอได้อ่านหนังสือ Think Again ของ Adam Grant ซึ่งผมแปลว่า ‘คิดใหม่อีกที’ ก็เลยถามตัวเองว่า ที่เคยเขียนเรื่องวีซ่าชีวิตนะ เชื่ออย่างนั้นจริงๆ ไหม หรือแค่หาเนื้อหา หรือ Content ในการเขียน
คำตอบก็คือ ‘ผมเชื่อเรื่องวีช่าชีวิตจริง ๆ ครับ'
อ้า! ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องมีเวลาเขียนสิ่งที่อยากแชร์ และฝากรอยเท้าทางความคิดไว้ในโลกนี้โดยไม่มีข้อแม้ได้แล้ว
โอเคครับ
สมาน อัศวภูมิ
17 เมษยายน 2566
If life is worth living, wouldn’t we find time to live it?
[if we replace ‘life’ with ‘work’, wouldn’t we find the reason to do it?]
Dear sr, Good point! Life and work are two crucial factors of being alive. Life without work is self-destructed (nothing meaningful to live for and having nothing to sustain life, nothing to eat, unless you are born millionaires) and work without life is spiritually unhealthy. Thank you.