ดังเล่าในตอนที่แล้ว ว่าวันอาทิตย์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๕ ผมไปร่วมประชุมเวทีแสดงพลังของนักเรียนและครูที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร    รวม ๔ โรงเรียน ที่เข้าโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา    ที่มูลนิธิใจกระทิงเข้าไปหนุน    โดยมอบให้คณะวิทยาการเรียนรู้ฯ มธ. ดำเนินการ   

โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา (Partnership School Project) เป็นแนวคิดการสร้างนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาภายใต้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการและบริษัท มูลนิธิ องค์กร หรือสถาบันที่สนับสนุนทรัพยากรและมีส่วนร่วมในการบริหารให้กับสถานศึกษา    โดยมีเป้าหมายพัฒนาใน ๔ ยุทธศาสตร์ คือ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การพัฒนาคุณภาพครู การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และคุณภาพการบริหารจัดการ     นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดในการพัฒนาสถานศึกษาที่มากกว่าการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน    แต่มุ่งขยายความหมายของสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของชุมชน เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิต ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมทั้งจากชุมชน โรงเรียน และเครือข่ายความร่วมมือ

ผมจึงเตรียมตัวไปชี้ให้เห็นว่า โครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เป็นโครงการที่ขึ้นต้นเน้นภาคีร่วมพัฒนาแบบหนึ่ง     แต่เมื่อดำเนินการไปผมมองว่า ภาคีร่วมพัฒนาต้องเน้นอีกแบบหนึ่ง    โดยผมขอเสนอแนวคิด 20 : 80      

80 คือ ขบวนการร่วมพัฒนาในพื้นที่   อันได้แก่ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน  อปท.   ธุรกิจเอกชนในพื้นที่    และเขตพื้นที่การศึกษา    ร่วมกันหนุนการพัฒนาโรงเรียน    20 คือ การสนับสนุนจากภายนอก อย่างที่มูลนิธิใจกระทิง และคณะวิทยาการเรียนรู้ฯ เข้าไปหนุน    จะเห็นว่า น้ำหนักของ “ร่วมพัฒนา”   ควรอยู่ในพื้นที่เอง เป็นส่วนใหญ่ 

 ข้างบนนั้น เขียนตอนเช้ามืดวันที่ ๑๑ ที่โรงแรม 42C จังหวัดนครสวรรค์   ก่อนจะเดินทางต่อไปบางมูลนาก

เมื่อไปเห็นกิจกรรมของทั้งวัน    ผมก็สรุปกับตนเองว่า คำว่า “ร่วมพัฒนา” มีความหมายต่างกันสำหรับทางกระทรวงศึกษาธิการ/สพฐ.   ผมอยากใช้คำว่า “ยกให้พัฒนา” มากกว่า     คือผมไม่เห็นการเข้าไปร่วมเรียนรู้  และจับเอาข้อเรียนรู้ สำหรับนำไปพัฒนาระบบการจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ    เพื่อใช้หนุนโรงเรียนในโครงการ จากคนใน กระทรวงศึกษาธิการ/สพฐ. เลย     ท่านที่มา มาทำหน้าที่เชิงพิธีกรรม   หรือเชิงแสดงท่าทีสนับสนุน มากกว่า    ไม่มีการเข้าร่วมเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ต่อใดๆ ทั้งสิ้น

ผมจึงได้เห็นท่าทีไม่เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของ กระทรวงศึกษาธิการ/สพฐ.   ที่ไม่ได้ร่วมพัฒนา กับโรงเรียนร่วมพัฒนาเลย   

เป็น “ความจริง” ของระบบการศึกษาไทย ที่น่าเศร้าใจ     และหากมองในมุมบวก    ก็เป็นประเด็นที่สังคมไทยต้องกระตุ้นการเปลี่ยนใหญ่ (transformation) ของกระทรวงศึกษาธิการ    ที่หากปล่อยไว้อย่างเดิม   ก็จะเป็นตัวถ่วงความเจริญของระบบการศึกษา     ถ่วงการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย   

ที่จริงมีคนของ สพฐ. ในพื้นที่มาร่วมกิจกรรมด้วย   และอยู่ร่วมจนสิ้นสุดกิจกรรมในตอนเย็น ๑๖ น.   และท่านผู้นี้ก็แสดงเจตคติที่ดีต่อโครงการ    แต่ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ตนต้องทำงานตามคำสั่งของหน่วยเหนือ    สะท้อนภาพการได้รับการปลูกฝังให้เป็นผู้รับคำสั่งที่ดี    ไม่เป็น agency หรือผู้ทำงานริเริ่มสร้างสรรค์    ซึ่งเป็นที่ต้องการสำหรับการทำงานสร้างสรรค์ ในระบบที่ “สุดโหด” (wicked)  อย่างระบบการศึกษา

 สะท้อนการทำงานภายใต้ wrong mindset (มิจฉาทิฐิ) ของกระทรวงศึกษาธิการ    คือหลงใช้การบริหารแบบควบคุมและสั่งการ    มีผลให้ผู้ทำงานในระบบไม่กล้าคิดเอง  และคิดเองไม่เป็น   

โรงเรียนร่วมพัฒนาจึงกลายเป็นโรงเรียนแยกกันพัฒนา    คือกระทรวงศึกษาธิการก็สั่งการไป ตามสไตล์ของตน    ภาคีร่วมพัฒนาก็ดำเนินการไป ในอีกสไตล์หนึ่ง   ทางโรงเรียนในโครงการก็ต้องเรียนรู้และปรับตัว    ให้สามารถส่งมอบหลักฐานแสดง means ของการจัดการศึกษาที่ดี (ตามในบันทึกที่แล้ว) ต่อต้นสังกัด    โดยที่ทางกระทรวงหลงสรุปว่า เป็นหลักฐานว่าเด็กมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตามที่กำหนด 

คุณภาพการศึกษาไทยจึงไม่กระเตื้อง ด้วยประการฉะนี้

ข้อสะท้อนคิดข้างบนอาจจะมองแง่ลบมากไปหน่อย    ซึ่งผมก็ต้องกราบขออภัยหากถ้อยคำไปสร้างความไม่สบายใจต่อท่านผู้อ่านบางท่าน   

เจตนาของผมคือ ไปเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่ไปร่วม   แล้วสะท้อนคิดออกมาสื่อสารต่อสังคม   ว่าปัญหาระดับรากฐาน ของระบบการศึกษาไทยคืออะไรกันแน่    และผมสรุปว่า คือกระทรวงศึกษาธิการ    ที่อดีต รมต. ศึกษาธิการ นพ. ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เคยกล่าวก่อนท่านเป็น รมต. ว่าวิธีแก้ปัญหาการศึกษาไทยง่ายนิดเดียว    ทำได้โดยยุบกระทรวงศึกษาธิการ  

ที่จริงคำกล่าวเช่นนี้ เป็นคำกล่าวเกินจริง   ความหมายที่แท้จริงคือ ต้อง transform กระทรวงศึกษาธิการ    ที่ท่าน รมต. ธีรเกียรติ เอง ก็ไม่ได้ทำ     และไม่มีใครทำมาจนบัดนี้    ผมในฐานะคนแก่ที่ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว จึงเอามาสะกิดไว้     เพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมือง   โดยผมยอมเสี่ยงโดนคนเกลียดชัง     

มีคนกล่าวว่า เมื่อ คสช. ยึดอำนาจ ในปี ๒๕๕๗ และสัญญาว่าจะแก้ปัญหาของประเทศ    เวลาผ่านมา ๘ ปี    พิสูจน์ให้คนทั่วไปเห็นว่า คำมั่นสัญญานั้นไม่เกิดขึ้นจริง    ยิ่งนับวันก็ยิ่งมีเหตุการณ์ที่บอกเราว่า ผู้มีอำนาจเข้ามาแสวงผลประโยชน์ตน มากกว่าทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ     รวมทั้งด้านคุณภาพการศึกษา   

ผมไม่รับรองว่า ข้อคิดเห็นของผมจะถูกต้อง   สาธุชนพึงไตร่ตรองด้วยตนเอง โดยใช้ข้อมูลหลักฐาน  จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง      

วิจารณ์ พานิช

๑๑ ธ.ค. ๖๕  ปรับปรุงเพิ่มเติม ๑๔ ธ.ค. ๖๕ ที่บ้าน   

ห้อง ๕๐๒ โรงแรม 42C นครสวรรค์    และที่บ้านปากเกร็ด