มีความเข้าใจและนำใช้ ‘keywords’ ในการเขียนบทคัดย่อบทความวิจัย หรือบทความทางวิชาการมากขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีความเข้าใจและนำใช้สังกัปดังกล่าวตามแต่จะเข้าใจกันไป ซึ่งก็ไม่มีปัญหาหากเป็นการนำใช้เฉพาะตนของแต่ละบุคคล แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาเมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ หรือผู้ทรงคุณวุฒิที่กลั่นกรองบทความงานวิจัย หรือบทความวิชาการมีความเข้าใจที่คาดเคลื่อนจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการมีและใช้ ‘คำสำคัญ หรือ keywords’ ดังกล่าวนี้แล้วก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งทางวิชาการ และการเสียประโยชน์ในการมีและนำใช้คำสำคัญ หรือ keywords ไปครับ 

ถ้าจะท้าวความย้อนหลังว่าบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ของไทยเราในช่วงก่อนโน้นมีการระบุคำสำคัญไว้ไหม ซึ่งจะพบว่าไม่มีครับ เช่น วิทยานิพนธ์ปริญญาโท (สมาน อัศวภูมิ, 2526) และวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ​(สมาน อัศวภูมิ, 2537) ของผม หรือ Dissertation  ระดับปริญญาเอกของ John Nask   (1950 หรือ 2493) ก็ไม่มีการนำใช้  ‘คำสำคัญ’ ครับ ซึ่งในระยะหลัง คือหลังจากเริ่มมีการเผยแพร่ผลงานในทางอินเตอร์เน็ตแล้วก็เริ่มมีการนำใช้​ ‘คำสำคัญ’ กันมากขึ้น ซึ่งโดยนัยก็คือ ‘คำหลัก’ เพื่อใช้ในการสืบค้นผลงานที่เราเขียนและเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต หรือ search   engine ครับ

แต่ความเข้าใจของที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ หรือผู้ทรงคุณวุฒกลั่นกรองบทความวิจัย หรือบทความวิชาการจำนวนหนึ่งเข้าใจว่า ‘คำสำคัญ  หรือ keywords คือตัวแปรหลักของงานวิจัย หรือบทความนั้น’  ครับ ซึ่งจริง ๆ  ก็ทั้งใช่ และไม่ใช่ กล่าวคือ เราอาจจะใช้คำจากตัวแปรหลัก หรือคำอื่นที่ไม่ใช่ตัวแปรหลักมาใช้เป็นคำสำคัญของบทความก็ได้ แต่ขอให้เป็นคำที่เป็น ‘คำหลัก หรือ keywords’ ในการสืบค้นผลงานของเราโดยใช้​ search engine นั่นเอง 

ที่ผมบอกว่าการใช้คำ หรือวลีของตัวแปรหลักเป็นคำสำคัญนั้นว่า ‘ใช่ และไม่ใช่’  คือ เราอาจจะใช้คำตัวแปรหลักในการวิจัย หรือเขียนบทความมาใช้เป็นคำสำคัญก็ได้ คือถ้าคำเหล่านั้นไม่ยาวเกินไป เพราะคำที่ใช้ใน search engine มักจะเป็นคำสั้น ๆ และโดนๆ ดังนั้นเราอาจจะจะใช้คำบางคำของตัวแปรหลัก หรือแยกวลีของตัวแปรหลักออกเป็นเป็นคำสำคัญหลายคำก็ได้ เช่น ​การบริหารแบบเครือข่าย ก็อาจจะแยกเป็นสองคำสำคัญคือ ‘การบริหาร กับ เครือข่าย’ ก็ได้เป็นต้น ทั้งนี้เพราะไม่ว่าจะพิมพ์คำว่า   ‘บริหาร หรือ เครือข่าย’ ลงในการสืบค้น search  engine บทความของเราก็จะปรากฎในรายการที่สืบค้นทันทีนั่นเองครับ  

คล้าย ๆ กับการใช้ ‘แฮชแท็ก หรือ Hattags’ ในสังคมออนไลน์ในยุคปัจจุบันนั่นเองครับ  

สำหรับท่านที่คุ้นชินกับการตีพิมพ์บทความในวารสาร หรือแหล่งเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศจะพบว่าวารสารบางเล่ม หรือแหล่งเผยแพร่บางแห่งกำหนดเลยว่าให้ผู้เขียนผลงานระบุคำสำคัญ  หรือ  keywords ไม่น้อยกว่า 5 คำ  เพื่อเป็นคำหลักที่สืบค้นได้จาก   search engine ให้มากที่สุดครับ เพราะนั่นคือวัตถุประสงค์หลักในการเผยแพร่ผลงานคือ  ‘เพื่อให้งานของเรากระจายสู่ผู้สนใจให้มากที่สุด’ นั่นเองครับ 

อ้อไหนๆ  ก็เขียนเรื่องเผยแพร่ผลงานแล้ว ผมขอจั่วหัวข้อบทเขียนที่ผมจะเขียนเรื่องต่อไปไว้ก่อนคือ ‘การเผยแพร่ผลงานในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่หลายที่ผิดจรรยาบรรณทางวิชาการหรือไม่' ครับ เดียวค่อยว่ากันครับ

รายการอ้างอิง

สมาน อัศวภูมิ. (2526). การสร้างโปรแกรมการฝึกอบรมเรื่อง “การนิเทศแบบคลีนิค” สำหรับครูระดับมัธยมศึกษา. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

สมาน อัศวภูมิ. (2537). การพัฒนารูปแบบการบริหารการประถมศึกษาจังหวัด. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

John Nask. (1950  หรือ 2493). The Theory of Games and Economic Behavior. Doctoral Dissertation, Department of Mathmematics, Princeton University. [ดุษฎีนิพนธ์ที่สั้นที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่าน คือ 26 หน้า แต่ทรงพลังที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะเป็นต้นตอของทฤษฎีเกม ซึ่งมีรางวัลระดับโนเบลรองรับครับ)