ในการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “เพื่อเด็กทุกคน บทเรียนจากโรงเรียนพัฒนาตนเอง รุ่น ๑” ระหว่างวันที่ ๓ - ๔ กันยายน ๒๕๖๕ ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ ช่วงบ่ายวันที่ ๓ ผมไปเข้าห้องย่อยทีมพี่เลี้ยงมูลนิธิลำปลายมาศพัฒนา ที่ช่วยให้ผมได้ความรู้มากมายหลากหลายด้าน และที่สำคัญ นำสู่จินตนาการในบันทึกนี้
ได้ฟัง ผอ. ชนาวุฒิ ประทุมชาติ โรงเรียนน้ำสวยวิทยา สพม. หนองคาย เล่าเรื่องการดูแลเด็กด้อยโอกาสในระดับมัธยม ที่มักมีปัญหาครอบครัวแตกแยก ยากจน แสดงออกที่ปัญหาการติดยาเสพติด ซึมเศร้า และปัญหาความประพฤติ รวมทั้งปัญหาการเรียน ที่ทางโรงเรียนมีระบบช่วยเหลือเป็นอย่างดี มีครูหัวหน้ากลุ่มกิจการนักเรียนรับผิดชอบระบบช่วยเหลือ มีนักเรียนประมาณร้อยละ ๕ อยู่ในกลุ่มนี้
แต่ผมกลับมองว่า เป็นระบบที่ขาดช่วง และเป็นระบบตั้งรับ หรือตามแก้ปัญหา ระบบที่ดีต้องป้องกันปัญหา และสร้างเสริมความมั่นคงทางอัตลักษณ์ อารมณ์ และสังคมตั้งแต่ชั้นเด็กเล็กและอนุบาลขึ้นมา โดยมีการส่งต่อเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีปัญหา ไม่ใช่แบ่งท่อนโรงเรียน เป็นโรงเรียนประถม โรงเรียนมัธยม อยู่ต่างสังกัด จึงไม่มีระบบส่งต่อนักเรียน ไม่มีการประสานงานกัน ทั้งๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
ระบบการศึกษาไทย ตกหลุม การแตกเป็นเสี่ยงๆ (fragmentation) ของระบบ ไม่มีความเชื่อมโยงในพื้นที่ เพราะเป็นระบบที่สนองการจัดการของระบบส่วนกลาง แทนที่จะสนองความต้องการของเด็กในพื้นที่
นอกจากนั้น ผมมองว่า ระบบช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส ควรหาทางดำเนินการเชิงรุก ด้วยการพัฒนาอัตลักษณ์ (identity) ของเด็กตั้งแต่ช่วงเป็นเด็กเล็ก โดยมีกลไกทางสังคมในพื้นที่ดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยง (ครอบครัวอ่อนแอ) โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ควรพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการ” (operating platform) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ และ อปท. โดยแต่ละชาลาปฏิบัติการต้องเหมาะสมต่อแต่ละพื้นที่ ที่มีบริบทแตกต่างกัน
คิดใหม่ ชาลาปฏิบัติการเพื่อขจัดไม่ให้มีเด็กด้อยโอกาส ควรดำเนินการโดยกลไกในพื้นที่ หนุนโดยระบบระดับประเทศ โดยใช้ชาลาพัฒนาอัตลักษณ์ของเด็กเป็นรายคน
การพัฒนาอัตลักษณ์ของนักเรียน ควรพิจารณาใช้หลักการ identity development ของ Chickering (๑) ที่เด็กได้รับการพัฒนา ๗ ด้าน (seven vectors) ไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ (๑) สร้างสมรรถนะ (competence) ๓ ด้านคือ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์ และด้านปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (๒) พัฒนาทักษะในการจัดการอารมณ์ เข้าใจอารมณ์ของตนเอง และของผู้อื่น และจัดการอารมณ์ของตนเองได้ (๓) พัฒนาทักษะทางอารมณ์สู่การเป็นตัวของตัวเอง (independence) และเชื่อมโยงกับตัวตนของผู้อื่น (interdependence) (๔) พัฒนาปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แบบเข้าใจและเคารพความแตกต่าง (mature inter-personal relationship) (๕) สร้างการยอมรับอัตลักษณ์ของตนเอง ทั้งการยอมรับตนเอง และการยอมรับจากผู้อื่น (establishing identity) (๖) พัฒนาเป้าหมายยิ่งใหญ่ในชีวิต (developing purpose) (๗) พัฒนาความมั่นคงในคุณธรรม (developing identity)
การพัฒนาแต่ละด้าน ไม่ได้เกิดแบบแยกกัน แต่พัฒนาขึ้นแบบเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน
ผมฝันอยากเห็น อปท. นำร่อง พัฒนาเด็กกลุ่มเสี่ยงตามแนวทางดังกล่าว โดยมีทีมนักวิชาการแนวปฏิบัติเข้าไปร่วมมือ ในการพัฒนารูปแบบ สร้างคุณภาพพลเมือง โดยดำเนินการเป็น cohort ติดตามเด็กระยะยาว เพื่อศึกษาและชี้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นต่อเด็ก และต่อสังคมในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนา “ชาลาปฏิบัติการ” ด้านการพัฒนาเยาวชนสู่สภาพ “ไม่มีเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่นี้”. และพิสูจน์ให้เห็นว่า เป็นกิจกรรมที่ให้ผลคุ้มค่า
เด็กด้อยโอกาส คือเด็กที่ไม่มีโอกาสพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง ตามแนวทางของ Chickering’s Seven Vectors of Identity Development
ผมเริ่มเขียนบันทึกเรื่อง Chickering’s Seven Vectors of Identity Development ไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ ที่ (๑) และเขียนอีกหลายบันทึกที่ (๒) (๓) (๔) (๕)
ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ด้วยการหนุนให้เด็กด้อยโอกาสพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเอง
วิจารณ์ พานิช
๔ ก.ย. ๖๕