ความเสื่อมถอยของสหรัฐอเมริกา
บริษัท MacKinsey เสนอข้อมูลส่อความเสื่อมถอยของระบบสุขภาพของสหรัฐอเมริกาที่ (๑) เชื่อมโยงกับความเสื่อมถอยด้านเศรษฐกิจ ที่มีการส่งข้อความต่อกันมาดังนี้
“ดอลล่าร์กำลังออกอาการซวนเซ หาทางไปไม่ได้
เฟดขึ้นดอกเบี้ย โดยคิดว่าทั่วโลกจะขึ้นดอกเบี้ยตาม แต่ผิดถนัดเพราะว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศที่หลงกลเฟด และทำให้ประเทศพวกนั้นต้องสูญเสียทุนสำรองไปเป็นจำนวนมาก
ข้อสำคัญที่ตามมาจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดคือ มันทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ จนกระทั่งเฟดต้องพิมพ์เงิน เพื่อมาซื้อพันธบัตรอุ้มเอาไว้ แปลว่าแผนดึงเงินดอลล่าร์กลับนั้นล้มเหลวแบบไม่เป็นท่า
ยังไม่พอแค่นั้น จีนสั่งให้ธนาคารของจีนเทขายดอลล่าร์ซ้ำเติมเข้าไปอีก มันคือการเอาน้ำมันไปราดกองไฟ เพราะทำให้ดอลล่าร์ล้นตลาด คนต้องการน้อยลง ดอลล่าร์อินเด็กซ์ลดร่วงลงมาจาก 115 มาอยู่ที่ 111 ภายในเวลาเพียง 2 วัน
สรุปเงินเฟ้อปราบไม่อยู่ เพราะเฟดยังพิมพ์เงินออกมาเรื่อยๆ
ลองคิดดูว่า เวลานี้ทุกประเทศที่มีดอลล่าร์มหาศาลอยู่ในคลัง พวกเค้าก็ต้องกลัวว่า มูลค่าของดอลล่าร์มันจะลดลงจากเงินเฟ้อสหรัฐใช่มั้ย
ดังนั้นทุกประเทศก็มีสิทธิ์ป้องกันตัวเอง โดยเทขายดอลล่าร์เปลี่ยนเป็นสกุลที่ปลอดภัย
แต่ปัญหามันไม่ง่ายแค่นั้น เพราะทุกประเทศต้องคิดว่า ถ้าเทขายดอลล่าร์แล้วจะใช้อะไรซื้อขายกันระหว่างประเทศ
คำตอบเรื่องนี้ก็พอมีอยู่คือ หยวนดิจิตอล ซึ่งหยวนดิจิตอลก็รอให้คนไว้วางใจ และใช้แทนดอลลาร์ ถึงขนาดมีการจัดโปรโมชั่นเมื่อครั้งโอลิมปิคฤดูหนาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้
ยังมีข้อคิดอีกนิดหนึ่งว่า จุดประสงค์ของเงินดิจิตอลคือ การทำให้เงินท้องถิ่นเป็นเงินตราที่ใช้ซื้อขายกันระหว่างประเทศ
ดังนั้นทุกประเทศต้องเร่งออกเงินดิจิตอลให้ทันกับสถานการณ์ ซึ่งกำหนดออกเงินบาทดิจิตอลคือ 1 พฤศจิกายน และเริ่มใช้ในอาเชี่ยน 5 ประเทศ และเชื่อว่าหยวนดิจิตอลก็คงต้องมาเชื่อมต่อด้วยแน่นอน
ในระหว่างนี้เงินที่จะมีบทบาทเด่นที่สุดคือ หยวนดิจิตอลเพราะสามารถใช้ได้แล้วในกลุ่มบริกซ์ และโอเปค
ดอลล่าร์ทำตัวเป็นเสือ ข่มขู่ให้คนกลัวทั่วโลกด้วยวิธีการต่างๆ ที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แน่นอนว่านับแต่นี้เป็นต้นไป ทุกคนจะพยายามหนีจากการใช้ดอลล่าร์เป็นตัวกลางซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ รวมทั้งไม่เก็บไว้ในคลังในฐานะทุนสำรองอีกต่อไป
ในช่วงนี้ที่ดอลล่าร์กำลังหลงทาง ให้สังเกตดอลล่าร์อินเด็กซ์จะมีทิศทางตรงข้ามกับราคาทองคำ นั่นคือถ้าอันหนึ่งขึ้น อีกอันหนึ่งจะลง แต่ทั้งนี้มันจะเป็นเฉพาะสกุลดอลล่าร์ โดยไม่เกิดขึ้นกับสกุลเงินบาท
สหรัฐกระหายทำสงคราม เพราะถ้าชนะจะกำหนดกติกาให้ทั่วโลกใช้ดอลล่าร์ต่อไป
เวลานี้ถ้าจะช่วยจีน รัสเซีย ในการปราบดอลล่าร์ก็ต้องช่วยกันเทขายดอลล่าร์ แล้วไปใช้หยวนดิจิตอลจนกว่าเงินดิจิตอลของแต่ละประเทศจะออกมาใช้ จากนั้นจึงลดปริมาณหยวนลงมาแล้วใช้เงินดิจิตอลท้องถิ่นตัวเองเชื่อมต่อกับเงินดิจิตอลสกุลอื่นๆ
ทางรอดสหรัฐคือ ต้องรีบหาทางกลับไปใช้มาตรฐานทองคำค้ำประกันค่าเงิน เพราะทั่วโลกเค้ากลัวว่า การพิมพ์เงินกงเต๊ก และบังคับให้คนยอมรับ มันทำให้สหรัฐต้องก่อสงครามไปทั่วโลก แทบทุกประเทศที่มีทุนสำรองเป็นดอลล่าร์ เคยเดือดร้อนจากสงครามและการก่อการร้ายทั้งนั้น”
จะเห็นว่า โลกเรากำลังมีสงครามเงินตราเกิดขึ้น พร้อมๆ กับสงครามตัวแทนที่ยูเครน เป็นมายาที่เราต้องทำความเข้าใจ
วิจารณ์ พานิช
๙ ต.ค. ๖๕
ห้อง ๒๐๗ โรงแรมนานบุรี ชุมพร
I am not good in world economics nor world affairs/politics and I am not a fan of USA monetary policies nor Mackinsay reports. I do agree with that USD value is based on “belief that USA economy will hold good or better” (not based on reserve gold). So USD and cryptocurrencies have in common “value based on belief”. I think THB is based on reserve gold + reserve USD and TH economy relies on foreign investment, exports, tourism (in USD) and ‘informal economic activities’ (THB). I think our problems may be fit in “local income - global price’ box (that is ‘low earning and low purchasing power in THB). Increasing GDP will not help unless we also move into ‘global income - global price’ or ‘local income - local price’ box. As US Fed increases the bank rate, USD pays more interest and becomes more desirable (believable?), believes in THB drop –as we can see now. When US Fed has to lower bank rate (say in a recession to stimulate economic activities), then USD would be less desirable and [money] investors will look for other more desirable currencies - most likely now is the Swiss Franc, JPY, KRW, Gold, Fuels/Energy, High Tech, etc. But CNY has clouds of uncertainties (from internal Real Estate, high tech competition/restriction and investment overseas) and bias against it.
Other points in that circular (claimed to be from Mackinsay reports) are not easy to verify or comment on. So I pass.
I should mention things like ‘currency index’ concept and measure - we can search the net by that keyword and see that (by eg. https://www.tradingview.com/ ) Swiss Franc is about 100. – value is on par with other currencies, USD is 110 – over-valued; but THB/USD is about 37.x – or roughly the exchange rate (Forex) –does this mean THB is undervalued? Why don’t we do something about this?
By the way, I think OPEC cut in production is to prop up USD at its current level –hurting both Russia and China; and making OPEC countries happy too. Consumers around the world will pay for this. TH will thank the ‘no car tax’ policy for this ‘no choice condition’.