จากบทเรียนที่ได้รับ พบว่า การทำงานในบล็อก จะเป็นระบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่สามารถเชื่อมโยงผู้ที่มีความคิดเห็นคล้ายคลึงกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน เป็นระบบการสร้างความรู้จากการแลกเปลี่ยน ทำให้เกลียวและคลื่นความรู้ไปในด้านต่างๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น อย่างน้อย ๔ กลุ่มใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ
กลุ่มที่ ๑ กลุ่มจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย
กลุ่มที่ ๒ กลุ่มจัดการเรียนรู้ในระดับการศึกษานอกโรงเรียน และการเรียนการสอนในโรงเรียน
กลุ่มที่ ๓ กลุ่มการจัดการเรียนรู้ด้านสุขภาพและการพยาบาล
กลุ่มที่ ๔ กลุ่มทำงานกับชุมชนและองค์กรพัฒนาเอกชน
นอกจากนี้ ก็ยังมี นักเขียนบล็อก ที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอย่างชัดเจน กระจัดกระจายทั่วไป มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามกลุ่มกันอยู่เรื่อย ๆ ทำให้เกิดการจัดการความรู้และระบบสังคมแห่งการเรียนรู้ที่น่าประทับใจยิ่ง
ลักษณะคนที่เขียนบล็อก มีหลายรูปแบบด้วยกันคือ
- คนที่เขียนประจำในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
- คนที่สร้างความหลากหลายในการเขียน ซึ่งจะมีหลายบล็อก อยู่ในคนๆเดียวกัน
- กลุ่มทำงานเพื่อพัฒนาองค์กร เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร การศึกษานอกโรงเรียน และมหาวิทยาลัยต่างๆ
- กลุ่มที่นำเสนอเชิงแนวคิด วิธีการ และหลักการจัดการความรู้
- กลุ่มผู้เข้ามาเก็บเกี่ยวความรู้ อาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้บ้าง
อย่างไรก็ตาม บุคคลทั้งหมดที่เข้ามานี้ ก็เป็นคนประเภทหนึ่งของคนไทย ซึ่งมีความถนัดและความชอบเป็นกรณีพิเศษ มิอาจพูดได้ว่า เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งหมด แต่อาจพูดได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่สนใจเรื่องนี้โดยเฉพาะมากกว่า
ฉะนั้น ในการที่จะขยายการจัดการความรู้ทุกหย่อมหญ้า ยังมีบุคคลอีกหลายกลุ่มที่ยังไม่ได้เข้ามาในกรอบของการเขียนบล็อก แต่มีระบบการจัดการความรู้อยู่แล้ว ทั้งโดยธรรมชาติ และโดยการฝึกหัด และยังรวมถึงกลุ่มที่ยังมีการจัดการความรู้ โดยมีแนวคิดและปัจจัยภายนอกเข้าไปสนับสนุน
แต่คนส่วนใหญ่ของสังคม ก็ยังไม่ถนัดที่จะมาจัดการการเรียนรู้และการจัดการความรู้ในรูปแบบนี้ ฉะนั้นจึงเป็นไปได้ไหมว่า เราจะมีแนวทางการจัดการความรู้ที่มีทางเลือกเพิ่มขึ้น เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ถนัดที่จะเข้ามาในรูปแบบของบล็อก สามารถดำเนินกิจกรรมการจัดการความรู้แบบคู่ขนาน ไปกับคนที่สามารถเข้ามาบล็อก
เช่นเดียวกับการจัดการความรู้แบบธรรมชาติ ที่ไม่จำเป็นต้องมีคุณอำนวย ไม่ต้องมีคุณประสาน หรือคุณเอื้อ แต่เป็นการทำงานในรูปแบบเบ็ดเสร็จของคุณกิจ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของตัวเอง ทั้งในระดับปัจเจก ระดับกลุ่ม ระดับชุมชน และระดับพื้นที่
การจัดการความรู้ในรูปแบบนี้ เป็นระบบปกติของสังคมไทย ซึ่งถ้าเรานำศักยภาพที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอดเหมือนกับที่ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า เป็นโมเดลน้ำพริกปลาทูอีสาน หรือระบบท่อแหย่ไข่มดแดง ซึ่งมีระบบการจัดการความรู้ การรวบรวมและนำความรู้มาเข้าสู่ระบบข้อมูล และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปสู่กระบวนการจัดการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง
ซึ่งอาจจะดีกว่า การจัดการความรู้ในรูปแบบที่ สคส.เสนอไว้แต่เดิมก็ได้ ซึ่งต้องมีคุณเอื้อ คุณประสาน คุณอำนวย และคุณกิจ ตามลำดับ ซึ่งมีความแข็งทื่อติด “รูปแบบ” เป็นจุดตั้งต้น
โดยเฉพาะสำหรับบางคนที่คิดอะไรไม่ออก ทั้ง ๆ ที่ สคส.ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นเช่นนั้น
(โปรดติดตามตอนต่อไป)