โรคกลัวการกลืน

โรคหรือภาวะกลัวการกลืน คือความผิดปกติของความ ”กลัว” และ ”กังวล” ที่มีมากกว่าปกติ ซึ่งสาเหตุของการเกิดอาการมาจากการมีประสบกาณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกลืนที่ไม่ดี เช่น เกิดการสำลักที่รุนแรง หายใจไม่ออกขณะกลืน เป็นต้นโดยโรคหรือภาวะนี้จะส่งผลกับการทำกิจกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรับประทานอาหาร อาการทางกายที่แสดงออก เช่น เหงื่อออก ใจสั่น ปากแห้ง และสามารถนำไปสู่ความวิตกกังวลในการเข้าร่วมทำกิจกรรมรับประทานอาหารกับบุคคลอื่นๆในสังคมได้

 

บทบาทของนักกิจกรรมบำบัด

นักกิจกรรมบำบัดคือวิชาชีพที่มีหน้าที่ในการบำบัดฟื้นฟูผู้คนให้มีสุขภาวะทั้งกายและใจที่ดี โดยมุ่งเน้นถึงการกลับไปใช้ชีวิตปกติ ดูแลตัวเองและทำกิจกรรมต่างๆที่มีคุณค่าได้ ฉะนั้นในกรณีที่นักกิจกรรมบำบัดให้บริการผู้ป่วยที่มาด้วยโรคหรือภาวะกลัวการกลืน จึงจำเป็นต้องตระหนักและมุ่งเน้นที่จะจัดการทั้งทักษะการกลืน และรวมไปถึงการจัดการกับ “ความกลัว” และ “ความกังวล” ที่มากเกินไป เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถกลับไปทำกิจกรรมการทานอาหารร่วมกับบุคคลอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข 

 

 การออกแบบการบำบัดฟื้นฟูผู้ที่มีความกลัวการกลืนภายใน21วัน จึงมีดังนี้

 

วันที่ 1 จุดประสงค์เพื่อการประเมินและสร้างสัมพันธภาพกับผู้รับบริการ รวมถึงฝึกการสำรวจความคิดตนเอง

ผู้บำบัดจะทำการประเมินผู้รับบริการทั้งส่วนของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และให้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับลักษณะอาหารที่กลืนง่ายกับผู้รับบริการ แบ่งตามผิวสัมผัส

  • กลไกการกลืน 
  • การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อขณะกลืน 
  • ให้ผู้รับบริการเขียนรายการอาหาร40อย่าง โดยแบ่งเป็นอาหารที่ทานได้ และอาหารที่อยากทานแต่ไม่กล้าทาน 

ผู้บำบัดประเมินอารมณ์และความคิดที่เกี่ยวข้องกับความกลัวการกลืน โดยสัมภาษณ์และใช้cognitive behavior theory (CBT)  เพื่อให้ผู้บำบัดและผู้รับบริการทำความเข้าใจกับลักษณะความคิดและอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมแสดงของผู้รับบริการ

  • ประเมินความคิดและอารมณ์ โดยคำถามจะเน้นให้ผู้รับบริการแยกอารมณ์และความคิดออกจากกัน ตัวอย่างคำถามที่ใช้ในการถามและฟังอย่างลึกซึ้ง เช่น คุณมีอารมณ์อะไรเกิดขึ้นเมื่อจะต้องกลืนอาหาร ,คุณมีความคิดอะไรเกิดขึ้นเมื่อจะต้องกลืนอาหาร   
  • ประเมินความคิดและตรวจสอบความคิด โ ตัวอย่างคำถาม เช่น คิดว่าความคิดนี้เป็นจริงหรือไม่ , อะไรที่สนับสนุนให้ความคิดนั้นเป็นจริง , สามารถคิดแบบอื่นได้หรือไม่ 
  • ผู้บำบัดชวนผู้รับบริการปรับคำพูดเชิง negative เป็น positive เพื่อปรับความคิดเชิงบวกให้กับผู้รับบริการ เช่น ทำไม่ได้ เปลี่ยนเป็น จะทำได้

วางแผนสำหรับการบำบัดในครั้งต่อไป และมอบหมายการบ้านให้ผู้รับบริการฝึกแยกอารมณ์และความคิด เมื่อมีการกลัวหรืออารมณ์เชิงลบเกิดขึ้น โดยใช้การตั้งคำถามกับตัวเองแล้วจดบันทึกมาให้นักกิจกรรมบำบัดดูในการฝึกครั้งต่อไป

 


วันที่ 2-4 จุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการกลืน การสำลัก ฝึกการไอให้แข็งแรงเพื่อลดโอกาสการสำลักเงียบ บริหารกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืน และฝึกการรู้สติ ให้ผู้รับบริการเท่าทันความคิดและอารมณ์ตนเอง

ผู้บำบัดทบทวนการบ้านที่ให้สำรวจความคิดตัวเอง พูดคุยเกี่ยวกับความคิดและอารมณ์ 

  • ชวนลองปรับคำพูดเชิงnegativeเป็นpositive เพื่อปรับความคิดเชิงบวก 
  • บริหารสมองพลังสุขด้วยการเป่าลมหายใจออกทางปากอย่างสดชื่น ต่อเนื่อง 5 รอบ เพื่อฝึกสติ พร้อมเรียนรู้

ให้ผู้รับบริการเรียนรู้เรื่องกลไกการกลืน 

  1. ผู้บำบัดอธิบายและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกลืนและการสำลัก 
  2. ผู้บำบัดชวนผู้รับบริการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องกระบวนการกลืน การสำลัก ความกลัวและความกังวลที่เกิดขึ้น ชวนคิดถึงวิธีการแก้ปัญหาเมื่อเกิดความกลัวขึ้นขณะจะกลืนอาหาร และวิธีการกลืนให้ปลอดภัย

ผู้บำบัดให้ผู้รับบริการฝึกไอให้แข็งแรง เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการสำลักเงียบ 

  1. ทำ Progressive muscle relaxation โดยการทำการเกร็งที่บริเวณหน้าผาก หัวไหล่ แขน ขา และท้อง10วินาทีแล้วคลายออก เพื่อให้กล้ามเนื้อของผู้รับบริการผ่อนคลาย จากนั้น
  2. ฝึกการไออย่างตั้งใจ โดยการไอออกมาอย่างตั้งใจ 3ครั้ง แล้วจิบน้ำ ทำ3รอบ แต่ละรอบลองทำแรงขึ้น (ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจ)

ฝึกกลืนอาหารที่ทานได้ โดยเริ่มจาก

  1. บริหารกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการกลืนโดยการซ้อมขยับฟันบน ฟันล่างและบริหารลิ้นใช้ลิ้นแตะฟันบนและฟันล่าง ทำ3-5ครั้ง จิบน้ำแล้วกลืน2ครั้ง 
  2. ตักอาหารที่ผู้รับบริการสามารถทานได้เป็นคำเล็กๆ 3 คำ ระหว่างทานลองให้ผู้รับบริการค่อยๆเคี้ยว ทบทวนความคิดที่เกิดขึ้นขณะกำลังเคี้ยว ถ้ามั่นใจแล้วค่อยกลืนอาหารลงไป ฝึกด้วยอาหาร 2 ชนิด

ผู้บำบัดประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ผ่านการตั้งคำถาม และให้การบ้าน คือให้ผู้รับบริการฝึกแยกความคิดและอารมณ์ เมื่อกำลังทานอาหาร และจดบันทึกเหมือนการฝึกวันที่1

 


วันที่ 5-10 จุดประสงค์เพื่อลดความรู้สึกภายในช่องปาก ฝึกการกลืนโดยวางอาหารปลายลิ้นและฝึกการรู้สติ ให้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง

ผู้บำบัดทบทวนการบ้าน ประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ให้ผู้รับบริการให้คะแนนความกลัว 0-10 และความมั่นใจ จาก 0-7 และชี้แจงแผนการให้บริการ 

ผู้บำบัดทบทวนข้อมูลเรื่องกระบวนการกลืน

  • การกลืนอย่างปลอดภัย : เคี้ยวอย่างมีสติให้รับรู้ความคิดและอารมณ์ขณะเคี้ยว และก้มหน้าขณะกลืนและจิบน้ำช่วย 
  • การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความกลัวขึ้น : คิดทบทวน มีสติขณะเคี้ยว เมื่อทบทวนว่ากลัว กลืนไม่ไหวให้คายออก 

คลายกังวลลดความกลัวและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้รับบริการโดยผู้บำบัดชวนผู้รับบริการปรับความคิดเชิงบวก และพูด “ เราเอาชนะความกลัวได้ “ 3 ครั้ง จากนั้นหายใจเข้านับ1 2 3 4 ค้างลมไว้ที่ท้องนับ 1 2 3 4 5 6 7 และหายใจออกนับ 1 2 3 4 5 6 7 8 (หายใจแบบ478) 4ครั้ง 

ฝึกการกลืนอาหารที่ทานได้และอยากทาน

  1. ผู้บำบัดลดhypersensitivity ในปาก เพื่อเตรียมพร้อมกับการฝึกกลืนอาหารที่อยากลองทานแต่ไม่กล้าทาน ใช้เทคนิคdesensitization เพื่อลดความรู้สึกภายในช่องปากของผู้รับบริการ โดยใช้ไม้ไอติมแตะที่ปลายลิ้นแล้วเลื่อนไปที่กลางลิ้นและโคนลิ้นตามลำดับ ทำ3-5ครั้ง โดยผู้บำบัดสังเกตสีหน้าและท่าทางของผู้รับบริการ เมื่อมีการเกร็งบริเวณลำคอและใบหน้าให้หยุดการdesensitization แล้วให้ผู้รับบริการหายใจแบบ478 4ครั้ง เพื่อผ่อนคลาย จากนั้นให้ผู้รับบริการหายใจเข้านับ 1 2 3 4ค้าลมไว้ที่ท้องนับ 1 2 3 4และหายใจออกนับ 1 2 3 4 (หายใจแบบ444) จนกว่าจะพร้อมฝึกต่อ
  2. กระตุ้นน้ำลาย โดยใช้นิ้วโป้งสัมผัสข้อต่อขากรรไกร ดันนิ้วชี้ไปตรงๆ ท่ีปลายคาง ขยับนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ แล้วก้มคอเล็กน้อย กลอกตามองลงพื้น แล้วกลืนน้ําลายเล็กน้อย เงยหน้าตรง ใช้ปลายลิ้นแตะตรงกลางเพดานใกล้ฟันบน ใช้นิ้วกลางแตะดันใต้คางเพื่อกระตุ้น น้ําลายชนิดใสแล้วไล่ไปใกล้กับกกหู จนถึงใต้ต่อขากรรไกรล่าง เพื่อกระตุ้นน้ําลายชนิดข้น จากนั้นบริหารกล้ามเนื้อโดย แลบลิ้นแตะริมฝีปากล่าง ปิดปาก กลืนน้ำลาย แลบล้ินแตะริมฝีปากบน ปิดปากกลืนน้ําลาย แลบล้ินแตะมุมปากด้านขวา ปิดปาก กลืนน้ําลาย แลบล้ินแตะมุมปากด้านซ้าย ปิดปาก กลืนน้ําลาย ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้แตะไล่ลงมาจากใต้คางอย่างช้า ๆจนเลยคอหอยนิดหนึ่ง แล้วกลืนน้ําลายให้หมดภายในสองรอบ ถ้าเกินสองรอบ ให้เป่าลมแรงๆออกจากปากสามครั้ง พร้อมส่งเสียงร้อง อา อู โอ แล้วค่อยก้มหน้ามองตำ่เล็กน้อยขณะกลืนน้ําลาย สุดท้ายใช้มือแตะท้องแล้วกด รอบๆสะดือ และ/หรือ หันคอไปยังร่างกายข้างถนัด หรือ ข้างที่รู้สึกมีแรงมากกว่า งอตัวเล็กน้อยพร้อมก้มคอกลืนน้ําลาย ทํา 3 รอบ
  3. ฝึกการกลืนอาหารโดยเริ่มจากอาหารที่ทานได้ 3 คำ เริ่มคำเล็กๆ เคี้ยวอย่างมีสติ มั่นใจแล้วกลืน
  4. ฝึกการกลืนอาหารที่อยากทานแต่ไม่กล้าทาน โดยเรียงสัมผัสของอาหารและเริ่มจากประเภทที่สามารถกลืนได้ง่าย ให้ผู้รับบริการตักคำเล็กๆ วางที่ปลายลิ้น เคี้ยวอย่างมีสติ กระตุ้นให้ผู้รับบริการทบทวนความคิดขณะที่เคี้ยวอยู่ ถ้าไหวให้เคี้ยวต่อเมื่อมั่นใจให้หายใจเข้าลึกๆ กลั้นหายใจพร้อมกับการก้มหน้าและกลืน จากนั้นหายใจออกยาว ทำ3-5ครั้ง แล้วปรับระดับอาหารขึ้นเมื่อผู้รับบริการสามารถกลืนได้ กรณีที่ผู้รับบริการกลืนไม่ลงให้จิบน้ำช่วย หรือหากกลัวจนไม่กล้ากลืนหรือกลืนไม่หมด ให้คายทิ้ง และเริ่มฝึกใหม่เมื่อมีความพร้อมแล้วมั่นใจ

ผู้บำบัดประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ผ่านการตั้งคำถาม และให้การบ้าน คือให้ผู้รับบริการฝึกแยกความคิดและอารมณ์ เมื่อกำลังทานอาหาร ฝึกวิเคราะห์ประโยชน์และโทษของความคิดและอารมณ์ลบ จากนั้นจดบันทึก ผู้บำบัดแนะนำการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นความอยากอาหารของผู้รับบริการ

 


วันที่11-16 จุดประสงค์เพื่อฝึกการกลืนโดยวางอาหารกลางลิ้น และฝึกการรู้สติ ให้ผู้รับบริการรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง

ผู้บำบัดทบทวนการบ้าน ประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ประเมินความกลัวโดยให้คะแนน0-10และความมั่นใจโดยให้คะแนน 0-7 และชี้แจงแผนการให้บริการ

ผู้บำบัดทบทวนข้อมูลเรื่องกระบวนการกลืน 

  • การกลืนอย่างปลอดภัย : เคี้ยวอย่างมีสติให้รับรู้ความคิดและอารมณ์ขณะเคี้ยว และก้มหน้าขณะกลืนและจิบน้ำช่วย
  • การแก้ปัญหาเมื่อเกิดความกลัวขึ้น : คิดทบทวน มีสติขณะเคี้ยว เมื่อทบทวนว่ากลัว กลืนไม่ไหวให้คายออกการ

ผู้บำบัดให้ผู้รับบริการคลายความกังวล โดยให้ผู้รับบริการทบทวนรูปแบบความคิด คิดกังวลเยอะไหม ท่ีมักพูดว่า“กลัวกลืนไม่ได้  ถ้ากลืนแล้วสำลัก กลัวคนอื่นจะมองไม่ดี ” ให้ปรับความคิด ว่า “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์หยุดกลัวไม่ได้ พวกเราเอาชนะความกลัวได้ด้วยการต้ังใจเป่าลมหายใจออกทางปากยาวๆ” จาก 1-10 คะแนน คิดว่ากลัวกังวลกี่คะแนน ถ้า 10 คะแนนเต็ม ก็เป่าลมหายใจออกทางปากยาวๆ 10รอบ

ฝึกการกลืนอาหารที่ทานได้และอยากทาน

  1. การกระตุ้นน้ำลาย
  2. ฝึกการกลืนอาหารโดยเริ่มจากอาหารที่ทานได้ 3 คำ เริ่มคำเล็กๆ เริ่มวางจากปลายลิ้น และค่อยๆขยับคำต่อไปให้เข้าใกล้กลางลิ้น เคี้ยวอย่างมีสติ มั่นใจแล้วกลืน
  3. ฝึกการกลืนกับอาหารที่อยากทานแต่ไม่กล้าทาน โดยเรียงสัมผัสของอาหาร และเริ่มจากประเภทที่สามารถกลืนได้ง่าย ลักษณะการฝึกเหมือนอาหารที่ทานได้ คือตักคำเล็ก เริ่มวางจากปลายลิ้นแล้วขยับเข้าตรงกลางลิ้น   5 คำ จากนั้นเปลี่ยนชนิดอาหารตามสัมผัส ผู้บำบัดทำหน้าที่กระตุ้นการทบทวนความคิด สติ และคอยสังเกตผู้รับบริการให้สามารถกลืนอย่างปลอดภัยได้

ผู้บำบัดประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ผ่านการตั้งคำถาม และแนะนำผู้รับบริการให้ทําอะไรด้วยตัวเองสักหนึ่งอย่างจนรู้สึกดี สนุก เพลิดเพลิน สงบ ต่อด้วย การมีสติหายเหงา ให้ลองทําส่ิงใหม่ๆ ได้แก่ ทําสวน อ่านหนังสือ วาดรูป ระบายสี เขียนบันทึก ทําให้จบทีละหนึ่งงาน หาเวลาว่างคิดทบทวนตัวเอง เปลี่ยนคำพูดลบเป็นบวก

 


วันที่17-20 จุดประสงค์เพื่อฝึกให้ผู้รับบริการได้ทานอาหารกับครอบครัว

ผู้บำบัดประเมินความกลัวของผู้รับบริการโดยให้คะแนน0-10และความมั่นใจโดยให้คะแนน0-7 และชี้แจงแผนการให้บริการ

ผู้บำบัดให้ผู้รับบริการเคาะคลายอารมณ์ลบและความกังวล โดยใช้มือข้างถนัดเคาะบริเวณระหว่างคิ้วทั้งสองข้าง ใต้ไหปลาร้า และสีข้างลำตัว แล้วพูดตามจังหวะว่า “หายกลัว หายกังวล มั่นใจ” 3 ครั้ง จากนั้นหายใจเข้าลึกค้างไว้ 3 วินาที เป่าปากหายใจออก ทํา 4 รอบ ต่อด้วย หายใจเข้าลึก เป่าปากหายใจออกติดต่อกัน 10 รอบ

ฝึกการทานอาหารกับครอบครัว

  1. ฝึกการกลืนอาหารโดยเริ่มจากอาหารที่ทานได้ เริ่มคำเล็กๆ เริ่มวางจากปลายลิ้น และค่อยๆขยับคำต่อไปให้เข้าใกล้กลางลิ้น เคี้ยวอย่างมีสติ มั่นใจแล้วกลืน ทำจนจะมีความมั่นใจในการเปลี่ยนชนิดอาหาร
  2. ฝึกการกลืนกับอาหารชนิดอื่น ฝึกเหมือนอาหารที่ทานได้ คือตักคำเล็ก เริ่มวางจากปลายลิ้นแล้วขยับเข้าตรงกลางลิ้น ผู้บำบัดทำหน้าที่กระตุ้นการทบทวนความคิด สติ และคอยสังเกตผู้รับบริการให้สามารถกลืนอย่างปลอดภัยได้

ผู้บำบัดประเมินอารมณ์และความคิดของผู้รับบริการ ผ่านการตั้งคำถาม ผู้บำบัดแนะนำการฝึกรู้สติ และเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้รับบริการโดยทำการหลับตาหายใจเข้าออกช้าๆ คิดและตอบตัวเอง “เรากังวลเรื่องอะไร ถ้าไม่กังวล เรามั่นใจเรื่องอะไร” และปรับความคิดและคำพูดเชิงลบให้เป็นเชิงบวก

 


วันที่21 จุดประสงค์เพื่อการประเมินซ้ำและฝึกให้ผู้รับบริการสะท้อนความคิดและการกระทำของตัวเอง

ผู้บำบัดประเมินความกลัวและความมั่นใจของผู้รับบริการ โดยให้คะแนนความกลัว 0-10และคะแนนความมั่นใจ 7-10 แล้วเปรียบเทียบความก้าวหน้าของคะแนนให้ผู้รับบริการฟัง

ผู้บำบัดชวนผู้รับบริการพูดคุยเพื่อสะท้อนความคิดและการกระทำ ตัวอย่างคำถาม เช่น “คุณได้เรียนรู้อะไรบ้างในการทำบำบัด กระบวนการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร และจะนำไปพัฒนาตนเองอย่างไร” จากนั้นชวนผู้รับบริการคิดต่อถึงการรับมือกับปัญหาและความกลัวที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ตัวอย่างคำถามเช่น “หากในอนาคตเมื่อกำลังทานอาหารแล้วมีความกลัวเกิดขึ้นอีกจะตอบสนองอย่างไร และจะมีวิธีการจัดการกับความกลัวที่เกิดขึ้นอย่างไร”

สุดท้ายให้ผู้รับบริการกล่าวชื่นชมและขอบคุณตัวเอง ผู้บำบัดกล่าวชื่นชมผู้รับบริการ และยุติบทบาทนักบำบัด


 

โดย ชนัญญา เงาศิริกาญจนกุล นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่3 รหัสนักศึกษา 6223020


 

อ้างอิง