กลัวการกลืน เป็นภาวะหนึ่งที่หลายคนอาจะไม่ทราบว่าคืออะไร และอาจมีคำถามว่า เราจะกลัวได้อย่างไร? กลัวตอนไหน? ทำไมถึงกลัว? คนเราก็เคี้ยวข้าวกลืนทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา? แต่ผู้ที่มีภาวะกลัวการกลืนนั้นจะมีความกลัวที่จะทานอาหารบางประเภทจนอาจไม่สามารถทานอาหารประเภทนั้นได้อีกเลย จนส่งผลต่อสุขภาพมากมาย เช่น การขาดสารอาหาร รวมถึงอาจไม่มีโอกาสได้ทานอาหารที่อยากทาน เป็นเรื่องที่สร้างความทรมานและความกังวลใจให้ผู้ที่เป็นเป็นอย่างมาก แน่นนอนว่า “ความกลัว” เป็นเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่มีไว้ป้องกันตัวเองเวลาเจออะไรที่ส่งผลไม่ดีต่อตนเอง ในที่นี้การกลัวการกลืน เกิดขึ้นจากการที่บุคคลนั้นเคยมีประสบการณ์ทางลบต่ออาหารชนิดนั้นคือการสำลัก ติดคอ หายใจไม่ออก จนทำให้เกิดอาการตกใจและจำแบบฝังใจว่า หากทานอาหารชนิดนี้อีกจะทำให้ติดคอและสำลัก เมื่อทานอาการชนิดเดิมหรือใกล้เคียงจึงเกิดความกลัว วิตกกังวล เหงื่อออก ใจเต้นแรง เคี้ยวอาหารนานมากๆ ลังเลไม่กล้ากลืน ต้องคายหรือหลีกเลี่ยงไม่ทานอาหารชนิดนั้นอีกเลย โดยภาวะกลัวการกลืนสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และกับอาหารทุกชนิด เช่น ส้ม กล้วย ปลา เนื้อติดมัน ยาเม็ด น้ำแกงเผ็ด ข้าว เป็นต้น
นักกิจกรรมบำบัดเป็นอีกวิชาชีพหนึ่ง ที่สามารถช่วย ผู้ที่มีการกลัวการกลืน หรือกลืนลำบาก ซึ่งก่อนจะไปถึงแผนการบำบัดรักษานักกิจกรรมบำบัดจะทำการประเมินก่อนว่าคุณมีภาวะกลืนลำบากหรือไม่ โดยมีหลายวิธีการประเมินในที่นี้จะยกตัวอย่างรูปแบบการประเมินได้แก่
- การซักประวัติ สอบถามอาการที่บ่งถึงภาวะกลืนลำบากเช่น กลืนติดกลืนเจ็บหรือต้องเกินซ้ำหลายครั้ง ไอสำลัก ทั้งก่อนหรือหลังกลืนเสียงเปลี่ยนเสียงแหบหลังกลืนเป็นต้น
- ทดสอบการกลืน ในที่นี้หากผู้รับบริการมีการกลืนลำบากอันเนื่องมาจากความกลัว อาจไม่จำเป็นต้องทดสอบด้วยการกลืนน้ำลาย หรือกลืนน้ำ แต่จะเน้น การสังเกตความสามารถในการกลืนระหว่าง การรับประทานอาหารที่ผู้ป่วยมีความกังวล มีประวัติสำลัก ติดคอ โดยให้ผู้รับบริการจัดเตรียมอาหารมาเอง
- สัมภาษณ์โดยใช้ Cognitive behavior Therapy (CBT) ยึดหลัก Cognitive model ที่กล่าวว่าเหตุการณ์ (Event) ทำให้เกิดอารมณ์ แต่ก่อนที่จะเกิดอารมณ์ จะมีความคิดขึ้นมาก่อนที่ส่งผลต่ออารมณ์ที่ตามมา แต่ละบุคคลก็แตกต่างกัน “ความคิดคือตัวที่ทำให้เกิดอารมณ์ขึ้นมา” ซึ่งสอดคล้องกับภาวะกลัวการกลืน ยกตัวอย่างเหตุการณ์เช่น เคยกินเนื้อหมูติดมันแล้วสำลัก ติดคอ ต้องไอจนน้ำตาไหลหน้าแดงทำให้เกิดความคิดว่าเนื้อมหูติดมันนี้มีลักษณะบางอย่างที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น นำไปสู่อารมณ์กลัว ไม่กล้าทานอีกเลย วิตกกังกลไม่กล้ากลืนทุกครั้งที่ทานเนื้อหมูติดมัน ผู้บำบัดสร้างความไว้วางใจเชื่อใจ รวบรวมทั้ง Positive and Negative dataเช่น อาหารที่ชอบ คุณค่าและความหมายต่อการทำกิจกรรม ร่วมกับเทคนิคการปรับความคิดและพฤติกรรม ชี้แนะให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงแนวทางการบำบัด การค่อยๆปรับระดับความข้นหนืดของอาหาร เหมือนกับค่อยๆเผชิญกับสิ่งที่กลัวทีละนิด รวมไปถึงวิธีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นพร้อมฝึกซ้อมเมื่อสำลักอาหารให้เห็นว่าถ้าเกิดการสำลักจะมีเทคนิคแนวทางอย่างไร
- ประเมินระดับอารมณ์โดยใช้ Rating mood ให้นึกตัวอย่างเหตุการณ์ที่มีอารมณ์ชัดเจน แล้วให้คะแนน 1-10
หากพบว่าคุณมีภาวะกลัวการกลืน นักกิจกรรมบำบัดจะออกแบบและวางแผนการฝึกให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล ขึ้นอยู่กับระดับความกลัว ความสามารถในการกลืนอาหาร และชนิดอาหารที่เป็นกังวลซึ่งรูปแบบการฝึกที่จะกล่าวถึงในวันนี้จะต้องทำในทุกมื้อที่รับประทานอาหารวันละ 3-5 มื้อและทำต่อเนื่องกัน 21 วัน
ก่อนจะเริ่มขั้นตอนการฝึกในแต่ละมือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกอาหารและการปรับความเข้มข้นของอาการ ซึ่งมี 4 ระดับคือ 1). อาหารปั่นข้น เช่น โจ๊กปั่นข้น เนื้อสัตว์ปั่นละเอียดจนเป็นเนื้อเดียวกันข้นมาก 2). อาหารเหลวข้น เช่น ข้าวโอ๊ต เนื้อปลา ไข่ลวก 3). อาหารอ่อนย่อยง่าย เช่น ไข่ต้ม กล้วยเชื่อม 4). อาหารปกติทั่วไป โดยให้ปรับระดับจาก 1 ไป 4 คืออาหารที่เคี้ยวและกลืนง่ายไปอาหารที่ต้องใช้เวลาเคี้ยวนานขึ้น ทั้งนี้การฝึกกลืนในผู้ป่วยที่กลัวการกลืนให้พยายามเริ่มจากสิ่งที่ผู้รับบริการชอบทานหรือใกล้เคียง แต่อยู่บนหลักการของการปรับระดับความข้นหนืดด้วย เช่น ผู้รับบริการชอบกินไข่ เริ่มจาก ไข่ตุ๋น ไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่ดาวน้ำ แล้วจึงเป็นไข่ดาวหรือไข่เจียว กับอาหารประเภทอื่นก็เช่นกัน ให้ปรับระดับความข้นหนืดมากขึ้นเรื่อยๆภายใน 21 วันขึ้นอยู่กับว่าตอนนี้ผู้รับบริการสามารถรับประทานอาหารในระดับไหนได้ อาจแบ่งเป็นเป็น 5-7 วันจึงเกรดขึ้น 1 ระดับไปเรื่อยๆ โดยในแต่ละมื้อทุกมื้อ มีขั้นตอนการฝึกดังนี้
- ปรับสภาพจิตใจให้มีความผ่อนคลาย ความพร้อมและมั่นใจมากขึ้น ใช้ Deep breathing technique หายใจเข้าลึก และปล่อยลมออกทางปากยาว 5-10 รอบจากนั้นหายใจเข้า ลึกและปล่อยลมออกทางจมูกยาว 5-10 รอบ จะหลับตาหรือเปิดตาก็ได้ หากมีความกังวลตึงเครียดให้ใช้นิ้วชี้และกลางทั้งสองข้างเคาะที่ระหว่างคิ้ว พร้อมพูดว่า “ หายกลัว หายกลัว หายกลัว “ จากนั้นให้จินตนาการถึงภาพตัวเองที่กำลังทานอาหารที่ชอบ อย่างเอร็ดอร่อยและมีความสุข หากมีภาพตัวเองกลัวสำลักหรือทานไม่ได้ให้พูดว่า “ ลบออกไป มั่นใจ กลืนได้ “ จากนั้นทำการฝึกซ้อมกลืนน้ำลายโดยให้เป่าลมหายใจออกทางปากยาวๆ ก้มคอเล็กน้อย กลืนน้ำลาย หายใจเข้าและออกทางจมูกนับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 3 ครั้ง
- ทบทวนความเข้าใจว่าไม่จำเป็นต้องฝืนกลืน คำไหนไม่ได้ให้บ้วนทิ้งก่อน และหากเกิดเหตุการณ์สำลัก ให้ก้มคอเล็กน้อย การที่เงยหน้าขึ้นจะทำให้ยิ่งสำลักได้ง่าย จากนั้นพยายามไอออกมาแรงๆ เพียงเท่านี้อาหารก็จะหลุดออกมาและไม่เป็นอันตรายแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวล
- ทำการบริหารกล้ามเนื้อ อวัยวะที่ใช้ในการรับประทานอาหารสักเล็กน้อย เริ่มจากริมฝีปาก เม้มริมฝีปากแน่นๆแล้วคลายออก 3 ครั้ง กักลมในปากให้แก้มป่องและปล่อยลมออกช้าๆ 3 ครั้ง ต่อไปเคลื่อนไหวขากรรไกรในลักษณะเคี้ยวข้าวครั้งละ 5 วินาที 3 ครั้ง และสุดท้ายบริการลิ้นโดยการใช้ลิ้นแตะกระพุ้งแก้มทั้ง 2 ข้างสลับกันนับ1-5 เป็น 1 ครั้ง ทำ 3 ครั้ง
- ใช้ช้อนชาตักอาหารเป็นคำเล็กๆ พยายามวางอาหารที่กลางลิ้น จากนั้นเคี้ยวไปมาอย่างช้าๆ เป็นจังหวะ ใช้ลิ้นดุนให้แน่ใจว่าอาหารละเอียดแล้ว ให้ก้มคอเล็กน้อย ค่อยๆกลืนช้า
ในการรับประทานอาหารทุกครั้งตระหนักว่าต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะกลืน อาจใช้การนับเลขในใจ 10 วินาทีต่อคำหรือมากกว่านั้นได้ ไม่พูดคุยขณะรับประทานอาหาร ฝึกแบบนี้ในการรับประทานอาหารทุกมื้อติดต่อกัน 21 วันโดยเพิ่มความยากขึ้นทีละนิดจะช่วยลดความกลัวและวิตกกังวลการกลืนได้ ความกลัวเป็นเรื่องของความรู้สึก อารมณ์ดังนั้นหากเราฝึกและได้รับประสบการณ์ทางบวก สามารถทานอาหารได้ ได้ทานอาหารอร่อยๆที่ชอบ มีประโยชน์ ร่างกายจะเรียนรู้ได้ในที่สุดว่าเราสามารถทานอาหารชนิดนี้ได้ เรียกว่าเป็นการฝึกที่ต้องอาศัยทั้งร่างกายจิตใจ ไม่สามารถแยกฝึกอย่างใดอย่างหนึ่งได้ค่ะ
ข้อมูลอ้างอิง
ศุภลักษณ์ เข็มทอง.(2553).กลืนอย่างไร ไม่ให้กลัว.สืบค้น 20 กันยายน 2564,จาก https://www.gotoknow.org/posts/400478
Mahidol channel รายการ 32 service.(2558)กลืนไม่เข้า คายไม่ออก.สืบค้น 20 กันยายน 2564,จาก
สุรชาติ ทองชุมสิน.(2563).Swallowing Rehabilitation.สืบค้น 20 กันยายน 2564,จากเอกสารประกอบการเรียนรายวิชา กิจกรรมบำบัดเพื่อสุขภาพร่างกาย 1
มะลิวัลย์ เรือนคำ.(2564).Cognitive behavior therapy.สืบค้น 20 กันยายน 2564, จากเอกสารประกอบการเรียนรายวิชากิจกรรมบำบัดจิตสังคม 2