บทบาทของนักกิจกรรมบำบัดในผู้ป่วยฝึกการกลืน โดยอาจมีภาวะกลัวการกลืนในช่วงระหว่างการฝึกได้ดังนั้นหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดจึงมีความจำเป็นต้องมีความรู้ในแง่ของการฝึกกลืนที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยต่อตัวผู้รับบริการ ซึ่งความรู้เหล่านี้จะช่วยส่งเสริมการกลืนของผู้รับบริการได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงการใช้เทคนิคต่างๆในการนำมาสอดแทรกระหว่างการฝึกกลืนซึ่งจะช่วยลดปัญหาภาวะที่ผู้ป่วยกลัวการกลืน
ในส่วนนี้จะพูดถึงภาวะPhagophobia หรือภาวะกลัวการกลืนทำให้เกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรงในผู้ป่วยเมื่อรับประทานอาหารหรือทานยาทางปาก
ใน21วัน โดยนักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่3 ชนกชนม์. ภาคีพันธุ์ โดยปกติในผู้ป่วยที่มีภาวะการกลัวการกลืนจะมีความวิตกกังวลที่เกิดจากการกระตุ้นที่เฉพาะเจาะจงนั่นคือการทานอาหารจะความกลัวพร้อมกับ อาการทางกายภาพของสภาวะวิตกกังวลสูงมากดังนั้นหน้ามี่ของนักกิจกรรมบำบัดจึงมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือลดอาการทั้งความกลัววิตกกังวลต่างๆเพื่อลดอาการทางกายทำให้ผู้รับบริการสามารถกลับมากลืนได้
ในวันแรก[วันที่1]ของการบำบัดผู้ป่วยภาวะการกลัวการกลืนเริ่มจากผู้บำบัดเริ่มสร้างปฎิสัมพันธ์กับผู้รับบริการอย่างเป็นมิตรทั้งสีหน้า ท่าทางและน้ำเสียงให้ผู้รับบริการเกิดความสบายใจจากนั้นเริ่มสอบถามถึงอาการของผู้รับบริการโดยเปิดโอกาสให้ผู้รับบริการได้เล่าในสิ่งที่ตนเองเป็นโดยไม่ตัดสินไม่ขัดขณะผู้รับบริการและคอยสังเกตผู้รับบริการขณะเล่าว่ามีการแสดงสีหน้าหรือพฤติกรรมอะไรหรือไม่พร้อมทั้งขออนุญาตผู้รับบริการในการจดบันทึกอาการต่างๆหลังจากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาสาเหตุและดึงเอาเทคนิคจาก MI หรือ CBTเข้ามาเป็นองค์ประกอบ ในการที่จะเลือกใช้คำถาม รวมถึงหาสาเหตุของการกลัวการกลืน และจะหาทางออกอย่างไรหลังจากนั้นจะดึงความรู้จากบทที่5ด้วยการประเมินทักษะการแสดงออกแห่งตน ผ่านกิจกรรมการวาดภาพผู้ประเมินวางกระดาษ A4 พร้อมดินสอ และให้ผู้รับบริการใช้ดินสอวาดภาพส่ิงที่ประทับใจ เช่น ตัวผู้อ่านที่มีความสุข คนที่ผู้อ่านรัก สัตว์เลี้ยงตัวโปรด สถานท่ีท่ีชอบ ฯลฯ” เมื่อผู้รับบริการหยุดวาด ก็ให้ถามว่า “เสร็จแล้วหรือ” ถ้าใช่ ให้ผู้วาดลงชื่อ วันที่ และเวลาที่ใช้ในการวาดรูปนี้ ถ้าไม่ใช่ ก็ให้ผู้วาดต่อไปจนเสร็จ ขอให้ผู้วาดเล่าเก่ียวกับภาพว่า “ส่ิงที่อยู่ในภาพน้ีคืออะไร อยู่ท่ีไหน อยู่ในช่วงเวลา ใด กําลังทำอะไรทำกับใคร ภาพน้ีทําาให้คุณคิดถึงอะไร” ผู้ประเมินขออนุญาตผู้รับบริการจดบันทึกคําาสําาคัญระหว่างเล่าเรื่อง แล้วประเมิน กระบวนการคิด รับรู้ คําาพูด อ้างอิง meta modeได้แก่ เรื่องเล่าภาพรวมคิดถึง อะไรมากกว่าระหว่าง ตนเอง หรือ ผู้อื่น สะท้อนถึงปัญหาชีวิต หรือ ไม่เกี่ยวข้องกับ ปัญหาชีวิต พูดความรู้สึกถึงนิสัยส่วนตัว เพื่อให้เกิดความเข้าใจในตัวผู้รับบริการเพิ่มขึ้นและหาสาเหตุของผู้รับบริการ รวมถึงการตรวจประเมินภายในช่องปากเบื้องต้นเช่น การเทส cough reflex รวมถึงทดสอบความสามารถในการกลืน ทั้ง wet และ dry swallow เพื่อเป็นการทดสอบถึงความสามารถในการกลืนของผู้ป่วย หลังจากนั้นสอนผู้รับบริการถึงการจัดท่านั่งรวมถึงองค์ประกอบของร่างกายที่เหมาะสมต่อการฝึกกลืนและอธิบายถึงแผนการฟื้นฟูว่าจะเริ่มการฝึกอาหารจากระดับไหนใน Iddsiและอธิบายถึงความคืบหน้าที่เป็นลำดับขั้น
ในวันถัดมา(วันที่2-6ต่อๆมา เริ่มมีการฝึกโดยใช้อาหารอิงจากระดับ iddsi ที่ผู้รับบริการพอที่จะสามารถใช้ฝึกกลืนได้ โดยใช้ร่วมกับเทคนิคการประเมินความเครียดในช่วงก่อนฝึกให้ผู้รับบริการหลับตาในท่ายืน นั่ง หรือ นอน แล้วทบทวนว่า “มีอารมณ์ตึงเครียดบริเวณ ใดของร่างกาย เริ่มจากบริเวณใบหน้าบริเวณรอบหัวใจและท้องอยู่ที่ใด แต่ละที่มีระดับความเครียดกี่คะแนนจาก 0-10 (ไม่มีถึงมาก ที่สุด) ผู้ประเมินรอฟังคําาตอบและบันทึกข้อมูลให้ชัดเจน หากผุ้รับบริการให้คะแนนมากกว่า6 ให้ชวนเคาะคลายอารมณ์เพื่อปรับอารมณ์และความเครียดของผู้รับบริการให้ดีขึ้นก่อนการฝึก ขณะฝึกให้สังเกตสีหน้าท่าทางของผู้รับบริการ และสอนให้ผู้รับบริการหลับตาแล้วใช้ช้อนและ/หรือแปรงสีฟันแตะสัมผัสจากปลายลิ้น กลางลิ้น และโคนลิ้น (1 ครั้ง) ทำ 3-5 ครั้งก่อนทานอาหารทุกครั้ง เพื่อลดความไวของการรับความรู้สึกที่ช่องปากและลิ้น ซึ่งจะทำให้มีความมั่นใจในการสัมผัสอาหารได้ดีขึ้น รวมทั้งตอนแปรงฟัน-แนะนำให้ใช้ยาสีฟันที่มีเกลือจะได้กระตุ้นต่อมรับรสที่ลิ้นมากขึ้น รวมถึงสังเกตขณะฝึกว่าการกลืนซ้ำว่ามีการกลืนซ้ำบ่อยแค่ไหน เพื่อเป็นการเช็ครวมถึงป้องกันอันตรายในการสำลักหรืออาหารติดคอ
วันที่7-10เริ่มมีการเกรดชนิดของการกลืนให้เพิ่มระดับความยากยิ่งขึ้นโดยก่อนเริ่มทำการฝึกจะใช้การเคาะอารมณ์ก่อนเหมือนในช่วงวันแรกๆร่วมกับเทคนิค หายใจให้เย็นจิตโดยให้ผู้รับบริการ: หายใจเข้าลึก-ค้าง 3 วินาที-เป่าปากหายใจออก เป็น 1 รอบทํา4 รอบ ต่อด้วย หายใจเข้าลึก-เป่าปากหายใจออกติดต่อกัน 10 รอบ ต่อด้วย หายใจเข้าออกทางจมูก เป็น 1 รอบ ทําา 20 รอบ สุดท้าย หายใจเข้าลึก-ค้าง 3 วินาที-เป่าปากหายใจออก เป็น 1 รอบเพื่อให้ผู้รับบริการมีสติ เอาชนะใจตนเอง โดยหลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหารหลังการฝึกให้ คอยให้กำลังใจผู้รับบริการ รวมถึงตรวจเช็คความเรียบร้อยบริเวณช่องปากของผู้รับบริการ
ในช่วงวันที่ 11-14เป็นช่วงที่มีการปรับระดับอาหารของผู้รับบริการอีกครั้ง นักกิจกรรมบำบัดจะต้องคอยส่งเสริมผู้รับบริการทั้งด้านอารมณ์ความรู้สึกรวมถึงความสามารถทางด้านร่างกายให้มีความพร้อมในการกลืนมากยิ่งขึ้น โดยก่อนเริ่มทำการวึกจะทำการลดความเครียดของผู้รับบริการโดยการต้ังสติ เดินช้าๆ ไปมาบริเวณที่สงบผ่อนคลาย ปรับร่างกายไม่ให้ก้มคองอตัว เพื่อไม่ชวนย้ำคิดติดอดีต ให้เคาะต่อมไทมัสตรงบริเวณกลางหน้าอก เหนือราวนมให้หายใจเข้าลึกๆ กลั่นค้างไว้ นับในใจ 1-2-3 แล้วถอนหายใจออกทางจมูกแรงๆพร้อมออกเสียง “เฮอ” ดังๆ ทําสัก 3-5 รอบ
ในช่วงวันที่15ของการฝึกถือเป็นเวลา14วันผ่านมาหลังจากทำการฝึกให้ผู้บำบัดสอบถามผู้รับบริการถึงความรู้สึก ณ ปัจจุบัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนการฝึกรวมถึงสอบถามถึงการพัฒนาที่ผู้รับบริการสัมผัสได้โดยอาจนำเทคนิคจาก MI มาใช้ เช่นการให้คะแนนถึง ความ พร้อม ความมั่นใจ ความสำคัญ และให้ผู้รับบริการลอง feedback สิ่งที่ผ่านมา
ในช่วงphase สุดท้ายของการฝึกผู้ป่วย วันที่16-20 ในช่วงนี้เป็นการฝึกผู้ป่วยในช่วงสุดท้ายหากผู้ป่วยมีพัฒนาการในด้านการกลืนที่เพิ่มมากขึ้น อาจพิจารณาหาอาหารที่ผู้รับบริการชอบหรือผู้รับบริการมีความต้องการจะทานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการฝึกเพื่อให้ใกล้เคียงบริบทจริงมากที่สุดและเป็นการช่วยส่งเสริมในด้านกำลังใจและจิตใจให้กับผู้รับบริการในการได้ทานอาหารที่ชอบหรือมีความหมายโดยนักกิจกรรมบำบัดอาจจะเริ่มจากการจัดportionอาหารในsizeที่เล็กลงหรือ อาจมีการหั่นหรือตัดเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นและแนะนำเทคนิคกล้ากลืน ลดการกลัวการสำลัก ในช่วงก่อนลองทานอาหารจริงให้กับผู้รับบริการโดยก่อนทานให้ตักอาหารคำเล็กเข้าปาก ให้ซ้อมขยับฟันบนสบฟันล่าง ลิ้นแตะนับฟันบนล่าง 3-5 รอบหลังจากนั้นจิบน้ำสักเล็กน้อยแล้วก้มคอกลืน 2 ครั้งตักอาหารคำเล็กเข้าปาก หลับตาแล้วค่อยๆ ใช้ลิ้นตวัดอาหารไปที่ฟันกรามล่างข้างซ้ายสลับขวาอย่างช้าๆ นานข้างละ 5 วินาที (นับ 1-5) รวม 10 วินาทีแล้วกลืนลงขณะก้มคอตักอาหารคำเล็กเข้าปาก ลืมตาเพื่อเตรียมพร้อมระบบการกิน-เคี้ยว-กลืนอาหาร และระบบการย่อยอาหารเป็นจังหวะช้าๆ (ถ้ารู้สึกมีกรดไหลย้อย อาจต้องฝึกสหสัมพันธ์ของการกลืนและการหายใจภายหลังกับนักกิจกรรมบำบัด)จากนั้นก็ได้ต่อได้เรื่อยๆ เมื่อรู้สึกกลัวขณะกลืน ก็ก้มคอลงเล็กน้อย หรือพักจิบน้ำก่อนทำแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะรู้สึกมั่นใจ ไม่กลัวกลืนสำลักแล้ว ก็ทำตัวกินแบบสบายๆโดยขณะทำนักกิจกรรมต้องหมั่นสังเกตอาการของผู้รับบริการ และหลังจากทานเสร็จให้ผู้รับบริการลองfeedbackผลการกินในแต่ละครั้งพร้อมให้กำลังใจในทุกครั้งที่เสร็จสิ้น
วันที่21 เป็นวันสุดท้ายในการฝึก ดังนั้นจึงมีการสัมภาษณ์ผู้รับบริการอีก1ครั้งโดยใช่เทคนิค MIในการสอบถามถึง ความมั่นใจ ความพร้อม และให้ผู้รับบริการให้feedfbackใน20วันที่ผ่านมารวมถึงมีการสังเกตผู้รับบริการอีกครั้งขณะทาน หลังจากได้มีการสัมภาษณ์และสังเกตเสร็จสิ้นผู้บำบัดอาจมีการเพิ่มเทคนิคในการทานและให้ความมั่นใจรวมถึงกำลังใจในการที่ผู้รับบริการสามารกลับไปใช้ชีวิตและสามารถทานอาหารได้โดยไม่กลัวการกลืนตามที่ผู้รับบริการคาดหวังไว้