อาการกลัวการกลืน (Phagophobia) คืออาการที่ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลเมื่อต้องมีการรับประทานอาหารทางปาก ซึ่งสาเหตุของอาการนั้นเกิดขึ้นได้จากการที่ ผู้ป่วยมีความผิดปกติของอวัยวะที่เกี่ยวข้องในการรับประทานอาหารหรืออวัยวะการหายใจส่งผลให้การกลืนนั้นยากลำบากหรือเกิดจากการที่ผู้ป่วยเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีเกี่ยวกับการรับประทานอาหาร เช่น อาหารเคยติดคอทำให้หายใจไม่ออกทำให้โดยส่วนมากถ้าผู้ป่วยเคยสำลักอาหารชนิดไหนก็จะหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารชนิดนั้นอีก โดยเหตุการณ์นั้นจะส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ป่วยอย่างมากทำให้มีอาการเกิดขึ้นเวลาที่ต้องรับประทานอาหาร ผู้ป่วยจะโยงเรื่องไปยังเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นทำให้กลัวและไม่กล้าที่จะกลืนเพราะกลัวว่าจะติดคออีก รวมไปถึงจะมีอาการทางกายที่จะแสดงออกมาคือผู้ป่วยจะ ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ริมฝีปากแห้ง มีการคลื่นไส้และอาเจียน โดยอาการกลัวการกลืนนี้ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพร่างกาย เช่น ทำให้น้ำหนักน้อยไปจนถึงร่างกายขาดสารอาหารที่มาจากการเลือกกินได้ รวมไปถึงการทำกิจกรรมต่างๆทางสังคม เนื่องจากผู้ป่วยไม่กล้าที่จะจะรับประทานอาหารต่อหน้าที่สาธารณะอาจส่งผลให้เกิดการแยกตัวจนทำให้เกิดการซึมเศร้าตามมาได้

          ทฤษฏี 21 วันแห่งการเปลี่ยนแปลง 

          Dr.Maxwell maltz กล่าวไว้ว่าการทำอะไรซ้ำๆ ต่อเนื่องถึง “21 วัน” สามารถปลูกฝังนิสัย หรือสร้างนิสัยใหม่ได้ โดย “นิสัย” (Habit) คือ การที่เราตอบสนองต่อเหตุการณ์หรืออะไรบางอย่างแบบอัตโนมัติ พูดง่ายๆ คือ เราเคยชินที่จะทำมันโดยไม่รู้สึกว่า “ฝืน” และนั่นหมายความว่า หากเราจะสร้างนิสัยใหม่ เราต้องหัดฝืนความเคยชินที่มีมาแต่เดิมให้ได้นั่นเอง

           การจะเปลี่ยนนิสัยของคนเรานั้น ไม่อาจตอบได้ด้วยระยะเวลาที่แน่นอนตายตัวเพราะไม่ใช่แค่ระยะเวลาที่จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจะเปลี่ยนแปลงนิสัยบางอย่างของเราได้หรือไม่ เพราะมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงนี้อีกอย่างปัจจัยส่วนบุคคลเองก็มีส่วน เช่น บางคนที่มีภาพลักษณ์ต่อตัวเองดี (Self-Image) เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอจะทำได้ รับรู้ความสำเร็จของตัวเองเป็น เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่มองตัวเองไม่ดีนัก เชื่อว่าทำอะไรก็ล้มเหลว ไม่ค่อยรับรู้ศักยภาพหรือยอมรับความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองพอทำได้ คนกลุ่มแรกจึงมักมีแนวโน้มที่สำเร็จมากกว่า รวมไปถึงความยากง่ายของพฤติกรรมที่เราต้องการให้เกิดด้วย หรือหากพฤติกรรมนั้นเกิดได้ยาก กว่าจะทำสำเร็จได้ต้องอาศัยความพยายามและอดทนอย่างมาก โอกาสที่เราจะรับรู้ความสำเร็จในแต่ละวันที่ทำไปก็ยาก แบบนี้โอกาสที่เราจะล้มเหลวก่อน 21 วันก็มีสูง ถ้าเป็นพฤติกรรมที่เปิดโอกาสให้เรารับรู้ความสำเร็จอยู่บ้างในแต่ละครั้งที่ทำ มีความท้าทายแบบพอดีๆ แบบนี้โอกาสที่จะทำต่อเนื่องจนครบ 21 วัน ที่เราตั้งเป็นเป้าหมายไว้ก็อาจเป็นไปได้ก็ได้ 

          ดังนั้นนักกิจกรรมบำบัดเองก็มีส่วนเกี่ยวข้องในการส่งเสริมความสำเร็จเล็กๆ ลดความล้มเหลวที่จะเกิดขึ้นระหว่างการให้การรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีแรงจูงใจพร้อมสำหรับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องการ โดยวันนี้ดิฉันนางสาวณัฐธิพร สอาดดี นักศึกษากิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยมหิดล จะมาพูดถึงบทบาทที่นักกิจกรรมบำบัดสามารถทำได้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยกลัวการกลืนให้ได้ทราบกัน                                                                                                   

          อันดับแรกเลยนักกิจกรรมบำบัดนั้นต้องเข้าใจในอาการที่เกิดขึ้นรวมถึงความรู้สึกของผู้ป่วยก่อนผ่านการสร้างสัมพันธภาพให้ผู้ป่วยไว้วางใจเราเพื่อที่เขาจะได้กล้าเล่าเรื่องราวให้เราฟังโดยใช้เทคนิค Cognitive behavioral therapy (CBT) เพื่อหาสาเหตุและเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอาการกลัว โดยลงรายละเอียดไปถึงสถานที่ อาหารที่กิน ผู้คนที่ร่วมโต๊ะอาหาร และอาการหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ผู้ป่วยมีพฤติกรรมที่ขัดขวางทำให้ไม่สามารถหายขาดจากการกลัวการกลืนได้อย่างไรพร้อมทำให้เขาเข้าใจว่าอาการกลัวการกลืนนั้นไม่ใช่เรื่องที่น่าอับอายและผู้ป่วยสามารถบอกให้คนรอบข้างเข้าใจเพื่อปรับตัวได้ ดิฉันจึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการรักษาผู้ป่วยกลัวการกลืนว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างภายใน 21 วัน ให้ผู้ป่วยมีอาการกลัวการกลืนน้อยลง “โดยหลักการสำคัญเลยคือต้องให้เวลาผู้ปรับบริการได้ปรับจิตปรับใจก่อนรับประทานอาหารทุกๆมื้อ โดยแบ่งเป็น 5 มื้อ/วัน เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับสารอาหารที่เพียงพอ” รวมถึงจะทำอย่างไรให้ผู้ป่วยมั่นใจว่าเขาจะสามารถจัดการมันต่อไปได้อย่างต่อเนื่องแม้จะจบการฝึก 21 วันนี้ไปแล้ว จึงวางแผนในการรักษาคร่าวๆดังนี้

วันที่ 1-2

       เตรียมความพร้อมของจิตใจก่อนมื้ออาหารไปพร้อมกับการประเมินอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกลืนไปพร้อมกันเพื่อดูว่ามีปัญหาอะไรหรือไม่ เช่น ผู้ป่วยมีอาการคออักเสบทำให้เจ็บแล้วไม่อยากกลืนก็ควรส่งไปรักษากับแพทย์ให้หายก่อนเพื่อไม่ให้ขัดขวางการฝึกรวมไปถึงประเมินความสามารถในการกลืนของผู้ป่วยโดยการ 

  • ใช้ไม้กดบริเวณโคนลิ้นหรือกระพุ้งแก้มเพื่อดูการรับความรู้สึกภายในปากและดูปฏิกิริยาการตอบสนองของผู้ป่วย
  • ให้ทดลองการกลืนให้ดูโดยอาจจะเริ่มจากการกลืนน้ำลายพร้อมดูท่าทาง,สัมผัสบริเวณคอของผู้ป่วยเพื่อดูว่าการเคลื่อนไหวของคอหอยมีความผิดปกติอะไรหรือไม่
  • เริ่มจากการ ลองให้ผู้รับบริการทำการกลืนน้ำที่มีความข้นหนืดกว่าน้ำเปล่าไปก่อน เช่น น้ำผลไม้ ถ้าสามารถทำได้แล้วก็ลองใช้น้ำเปล่าจากนั้นค่อยเป็นอาหารที่มีความข้นเหลวเหมาะสมโดยต้องปรับให้ตรงไปตามความสามารถของผู้รับบริการในแต่ละวัน
  • กรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถกลืนได้และมีอาการวิตกกังวลทำการแนะนำหลับตาผู้ป่วยหลับตาสูดหายใจลึกๆ ช้าๆนับ 1-10 ก่อนพร้อมบอกตัวเองว่า “มั่นใจทำได้” แล้วให้ผู้ป่วยทำการกลืนอาหารอีกครั้งเนื่องจากเมื่อผู้ป่วยกลืนได้แล้วจะเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้เขาจากนั้นให้เขานำวิธีลองไปใช้มื้ออาหารถัดไป

วันที่  3

       เตรียมความพร้อมของจิตใจก่อนมื้ออาหารไปพร้อมกับการประเมินสภาพจิตใจและความมั่นใจของผู้ป่วยกลัวการกลืนผ่านการสัมภาษณ์พูดคุยไปพร้อมกัน โดยในวันนี้จะนำวิธีอภิปัญญาที่มีโครงสร้างแน่นอนมาปรับใช้กับผู้ป่วยกลัวการกลืน เพื่อให้ทราบการบริหารจัดการความคิด อารมณ์ และการกระทำที่แสดงออกมาของผู้ป่วย

  1. เริ่มให้ผู้รับบริการหลับตาทำสมาธิให้จิตรู้สึกนิ่งก่อน ปล่อยใจให้สบาย สอบถามผู้รับบริการเมื่อรู้สึกนิ่งแล้วให้ทำขั้นตอนถัดไป
  2. ชวนผู้รับบริการระลึกถึงการลงมือทำกิจวัตรประจำวัน โดยที่นี้จะให้ผู้รับบริการนึกถึงมื้ออาหารที่กินภายใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วหลับตาทำนึกจินตนาการให้เห็นภาพชัดเจน
  3. สอบถามผู้รับบริการถึงเหตุการณ์ที่เห็นขณะที่ยังหลับตาอยู่ถึง “อาหารกินอยู่คืออะไร สถานที่ๆกินอาหารคือที่ไหน แล้วขั้นตอนการกินอาหารที่ทำคิดว่าทำดีแล้ว หรือขั้นตอนไหนที่อยากปรับปรุงให้ดีขึ้นมั้ย”
  4. หลังจากนั้นให้ผู้รับบริการลืมตา พักจิตใจซักครู่ แล้วสอบถามต่อว่า “หลังจากที่ผู้รับบริการได้จินตนาการการรับประทานอาหารไปแล้ว คิดว่าถ้าได้ฝึกการรับประทานอาหารจริงในวันนี้จะให้คะแนนความมั่นใจเท่าไหร่จาก 1 (น้อย) ถึง 7 (มาก) ถ้าผู้รับบริการตอบคะแนนความมั่นใจมาไม่เต็ม 7 คะแนนให้ถามต่อว่า “จะทำอย่างไรให้ได้เต็ม 7 คะแนน” จากนั้นให้เวลาผู้รับบริการได้ทบทวนความคิด จากนั้นให้นำวิธีที่คิดไปลองใช้ในการรับประทานอาหารมื้อที่จะถึง แล้วมาสะท้อนให้นักกิจกรรมบำบัดฟังหลังมื้ออาหาร

วันที่ 4-5

  • ให้ผู้รับบริการเล่าวิธีการที่คิดไว้พร้อมทั้งเล่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงหลังจากนำไปปฏิบัติให้นักกิจกรรมบำบัดฟังจากนั้นให้ผู้รับบริการทำการหลับตาและทำการนึกถึงการกินอาหารอีกครั้งพร้อมท่าทางให้ผู้บำบัดดูและให้คะแนนความมั่นใจในการรับประทานจาก 1 ถึง 7 อาหารอีกครั้ง ถ้าคะแนนไม่เพิ่มขึ้นให้ถามว่า ให้ใช้เทคนิค Motivation Interviewing (MI) ถามเขาถึงวิธีการกลืนที่จะทำให้อาหารไม่ติดคอ ถามถึงเหตุผลว่าทำไมเราต้องกลืนอย่างปลอดภัย เช่น “คิดว่าคะแนนไม่เพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร หรือ สามารถปรับอะไรได้อีก” การปรับนี้มันจะมีผลดีต่อตัวเราอย่างไร เพื่อเพิ่มแรงจูงใจก่อนการฝึกกลืนและทำให้ผู้รับบริการได้ทบทวนความคิดที่ทำให้ตัวเองกลัวรวมถึงเห็นพฤติกรรมของตัวเองให้ชัดเจนมาก 
  • นักกิจกรรมบำบัดลองให้ผู้รับบริการฝึกจินตนาภาพให้นึกถึงภาพของผู้รับบริการขณะที่รับประทานอาหารที่อร่อย กินได้อย่างดีและสามารถกินได้ทุกอย่างจากนั้นปรับภาพให้ชัด เพื่อเพิ่มแรงจูงใจที่ทำให้อยากกินได้ในความจริง

วันที่ 6-8

        ทำจากจัดการตารางมื้ออาหารโดยนำหลักการจากกิจกรรมบำบัดจัดการงานมาปรับใช้เพื่อฝึกความเป็นระเบียบของสภาพจิตด้วยการเอาใจใส่ โดยให้ผู้รับบริการคิดรายการอาหารที่กินในแต่ละวันที่คิดว่าตัวเองจะสามารถกินได้ รวมไปถึงการตั้งเวลาในการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้คงที่ในทุกวัน พยายามไม่กินให้น้อยกว่าที่กำหนดไว้แล้วนำมาเขียนลงบันทึกให้เห็นภาพชัดเจนเพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเอง โดยเริ่มทำสิ่งที่ทำได้ง่าย เช่น การกินอาหารที่สามารถกินได้อย่างสบายใจและไม่ฝืนกลัวเองก่อนหรือตั้งเป้าหมายว่าหนึ่งคำที่กินเคี้ยวให้ได้ 30-80 ครั้งเพื่อคลายกังวลอีกทั้งเมื่อผู้รับบริการสามารถทำสิ่งที่ตั้งไว้ได้สำเร็จก็ให้หัด พูดขอบคุณตัวเองที่ทำให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้หรือถ้าเกิดมีปัญหาติดขัดก็ขอร้องขอความช่วยเหลือได้ ถ้าเหนื่อย ไม่ไหวก็หยุดพัก

วันที่ 9

        ช่วยให้ผู้ป่วยได้ทบทวนความคิดตัวเอง ผ่อนคลายเพื่อที่จะได้ขจัดความเครียด ความกังวลที่เกิดขึ้นตอนกินอาหาร คอยกระตุ้นเขาเมื่อรู้สึกว่าเขากำลังหมดกำลังใจ บอกเขาเสมอว่าเขา ทำได้ถ้ามั่นใจ ผิดพลาดไม่เป็นไรเราเริ่มกันใหม่ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเกิดอันตรายเมื่อกลืนไป มีเราที่เป็นผู้บำบำจะคอยอยู่ช่วยเหลือเขาเอง ก่อนทุกมื้ออาหาร ใช้เวลา 5-10 นาทีทบทวนและปรับความคิดจากการกลัวว่าจะทำไม่ได้ ยิ่งทำจะยิ่งแย่ลง เป็น “ความกลัวเป็นเรื่องธรรมชาติ มนุษย์หยุดกลัวได้แต่พวกเราเอาชนะความกลัวได้ด้วยการตั้งใจเป่าลมหายใจออกทางปากยาวๆ 10 รอบ ใช้อาหารที่ผู้รับบริการชอบหรือการใช้แรงจูงใจจากผู้คน เช่น การฝึกนี้ทำไปเพื่อให้สามารถไปนั่งรับประทานอาหารสังสรรค์กับครอบครัวหรือเพื่อนผู้เป็นบุคคลที่ผู้รับบริการรู้สึกสบายใจเพื่อให้มองกิจกรรมการกินอาหารเป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข สบายใจ สบายกาย

วันที่ 10-12

         ฝึกผู้รับบริการทำการกระตุ้นการทำงานของสมองกับจิตเพื่อจดจ่อรับความรู้สึกนึกคิดก่อนมื้ออาหารเพื่อที่จะเตรียมร่างกายให้พร้อมทำงานและเตรียมจิตใจทำให้รับประทานอาหารได้อย่างมีสติ 

  1. เริ่มโดยการใช้นิ้วโป้งสัมผัสข้อต่อขากรรไกร ดันนิ้วชี้ไปตรงๆที่ปลายคาง ขยับนิ้วโป้งกับนิ้วชี้ให้ก้มคอเล็กน้อยพร้อมกลืนน้ำลาย
  2. ใช้นิ้วกลางแตะดันใต้คางแล้วไล่ไปจนถึงใต้ต่อขากรรไกรล่างเพื่อกระตุ้นน้ำลาย
  3. ใช้ช้อนสแตนเลสยาวจุ่มน้ำอุ่นสัก 3-5 วินาทีแล้วนำช้อนมาแตะนวดปลายลิ้นจากขวาไปซ้าย
  4. แลบลิ้นแตะริมฝีปากล่าง ปิดปาก กลืนน้ำลาย ทำแบบนี้กับข้างขวา,ซ้าย 
  5. ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้แตะไล่ลงมาจากใต้คางช้าๆจนไปถึงคอหอย แล้วกลืนน้ำลายให้หมดภายในสองรอบถ้าเกินสองรอบให้ใช้มือแตะท้องแล้วกดรอบๆสะดือ พร้อมหันคอไปยังร่างกายที่รู้สึกมีแรงมากกว่า งอตัวเล็กน้อยพร้อมลองกลืนน้ำลายอีกครั้ง 
  6. เป่าลมหายใจออกทางปากยาว ๆ สัก 10 รอบช้า ๆ มือแตะที่หัวใจไว้ จากนั้นให้หายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาวๆ นับให้ตัวเองได้ยิน 1 ทำไปเรื่อย ๆ จนถึง 10 แล้ว ให้เป่าลมแรงๆออกจากปากสามครั้ง พร้อมส่งเสียง อา อู โอ
  7. ใช้นิ้วชี้กลางสองข้างเคาะพอรู้สึกมีสติระหว่างหัวคิ้ว พร้อมพูดให้ตัวเองได้ยินว่า หายกลัว กลืนได้ 3 รอบ พอมั่นใจแล้วค่อยเริ่มรับประทานอาหาร

วันที่ 13-15

  • แนะนำการลดความรู้สึกของร่างกายที่ส่งผลให้เกิดความกลัวด้วยวิธีการปรับการรับความรู้สึกของอวัยวะภายในช่องปากด้วยวิธีการใช้แปรงสีฟันมาแปรงลิ้นจากโคนมาสู่ปลายอย่างช้าๆ โดยแนะนำให้ทำก่อนและหลังมื้ออาหารหรือถ้าไม่สะดวกก็สามารถทำในตอนกิจกรรมการแปรงฟันเลยได้ 
  • เมื่อถึงมื้ออาหาร ก่อนที่จะตักอาหารเข้าปาก ให้ซ้อมขยับฟันบนให้สบกับฟันล่าง ลิ้นแตะนับฟันบนล่าง 3-5 รอบ และบอกให้ผู้รับบริการแบ่งอาหารเป็นคำเล็กๆที่มั่นใจว่าตัวเองสามารถกลืนมันลงไปได้ ตอนเคี้ยวก็ควรเคี้ยวไปมาอย่างช้าๆ เป็นจังหวะๆ ระหว่างฟันทั้งด้านบนล่างซ้ายขวา นับในใจ 1-5 วินาทีหรือนับจำนวนคำที่เคี้ยวที่ตั้งไว้ สำหรับอาหารที่มีความเหนียวหรือยากในการกินมากขึ้นก็เพิ่มเวลาตามสมควร หลังจากเคี้ยวก็ใช้ลิ้นเกลี่ยอาหารไปมาด้านซ้ายขวาช้าๆก่อนการกลืนในแต่ละคำเพื่อให้กล้ามเนื้อลิ้นรู้สึกผ่อนคลาย

วันที่ 16-18

  • ฝึกออกกำลังจิตให้คิดบวกกับฝึกออกกำลังใจเพื่อให้มีสมาธิและสติก่อนมื้ออาหารโดยหลับตาลง ก้มคอเล็กน้อย กลืนน้ำลาย คอตรง หายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วกลั้นไว้จากนั้นหายใจออกทางจมูกยาวๆ หายใจเบาๆ นำอาหารนิ่มๆ ไม่เหนียวเกินไปไม่มันเกินไปเพราะอาหารชนิดไขมันทำให้เกิดกระตุ้นการหลั่งน้ำลายมากเกินต้องระวังและขนาดไม่เกิน 1 ช้อนชามาวางบนกลาง-โคนลิ้นลิ้น แล้วฝืนลืมตาขึ้นมาเคี้ยวอาหาร ก้มคอเล็กน้อย จากนั้นค่อยๆกลืนช้าๆ ถ้ารู้สึกไม่ดี ก้มคอไว้ ค่อยๆฝืนกลืนช้าๆ เท่าที่จะทำได้ใน 1-3 นาที แล้วค่อยบ้วนถึงกรณีกลืนไม่หมด ถ้ากลืนหมดแล้วก็ลองอีกสัก 3 คำ ทำเท่าที่ทำได้ โดยต้องสอนให้ผู้รับบริการรับรู้ถึงขีดจำกัดตัวเองอาหารอะไรที่กินไม่ได้ให้คายเลยเพื่อไม่ให้อันตราย 
  • ฝึกให้ใช้มือข้างที่ไม่ถนัดจับช้อนส้อมขณะที่ใช้แบ่งปริมาณอาหารไปจนถึงนำอาหารเข้าปาก เพราะเมื่อเวลาคนเราทำสิ่งที่ไม่เคยชิน ผิดถนัดไปจากเดิมจะทำให้มีการใช้สมาธิและสติมากขึ้นในขณะที่ทำ 

วันที่ 19-20

  • นำการปรับสิ่งแวดล้อมให้ทำงานสร้างสรรค์ความสุขมาปรับใช้กับ โดยการจัดสิ่งแวดล้อมในการรับประทานอาหารเช่น จัดระยะของอาหารบนโต๊ะให้เป็นระเบียบ ให้ง่ายต่อการเอื้อมหยิบตัก ใช้เวลาให้น้อยเพื่อเพิ่มพลังงานในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยต้องทำอย่าง ไม่เร่ง ไม่รีบและไม่ฝืนใจตอนกลืนจนเกินไปให้
  • จัดกิจกรรมการทำอาหารให้ผู้รับบริการเป็นคนเลือกวัตถุดิบและเมนูที่ตัวเองจะทำด้วยตัวเองโดยมีนักกิจกรรมบำบัดเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลืออยู่ ให้ผู้รับบริการได้ทำอาหารที่ตัวเองชอบเพื่อที่จะได้นำมาเป็นแรงจูงใจที่อยากจะสามารถรับประทานอาหารที่ตัวเองทำได้

วันที่ 21

        ฝึกผ่านการให้แรงจูงใจจากสิ่งแวดล้อมทางสังคมโดยสอบถามผู้รับบริการว่า “ถ้าสามารถรับประทานอาหารได้อย่างที่พอใจแล้วใครเป็นบุคคลที่อยากให้มารับประทานอาหารด้วยกันมากที่สุด เป็นบุคคลที่เราไว้วางใจมากที่สุดและคิดว่าเขาจะไม่ตัดสินเราเมื่อเราทำผิดพลาด” ให้พาบุคคลนั้นมาด้วยเพื่อฝึกการรับประทานอาหารร่วมกัน เมื่อผู้รับบริการมีความรู้สึกกังวลให้ใช้วิธีการที่เคยสอนไปในการสงบจิตใจในวันที่ผ่านมา เป็นไปได้ให้ลดการพูดคุยสนทนาไปขณะรับประทานอาหารไป เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันสุดท้ายของแผนการรักษา นักกิจกรรมบำบัดต้องให้คำชื่นชมอย่างเต็มใจให้แก่ผู้รับบริการ สรุปให้เขาเห็นถึงการพัฒนาการของตัวเองและอยากให้นำวิธีการที่เรียนรู้ไปทำต่อไปเรื่อยๆให้สม่ำเสมอทุกวันเพราะอาการกลัวการกลืนนั้นสามารถกลับมาเป็นได้ทุกเมื่อ หรือในวันใดที่ผู้รับบริการกลับไปรู้สึกท้อถอย หมดความมั่นใจที่จะทำให้ลองย้อนนึกถึงความตั้งใจของตัวเองใน 21 วันที่ผ่านมาว่าเขาสามารถก้าวข้ามความกลัวของตัวเองมาได้มากแค่ไหนแล้วเพื่อเป็นแรงผลักดันให้เขาทำต่อไปเรื่อยๆจนสามารถกลับไปรับประทานอาหารได้อย่างที่ใจหวังไว้

        ทั้งหมดนี้คือหน้าที่ของนักกิจกรรมบำบัดที่สามารถทำได้ภายใน 21 วัน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยกลัวการกลืนให้สามารถกลับไปทำกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการชีวิตอย่างการรับประทานอาหารให้ได้อย่างมีความสุข ไม่เครียด ไม่กังวล ผ่อนคลายในการที่สามารถมีทำกิจกรรมได้ด้วยตัวเอง รับสารอาหารเข้าร่างกายได้อย่างเต็มที่ แข็งแรงทั้งกายและใจ อีกทั้งยังสามารถกลับไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างปกติสุข

         สุดท้ายนี้ขอขอบคุณแหล่งศึกษาค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมทั้งหมดนี้รวมถึงผศ.ดร.ก.บ.ศุภลักษณ์ เข็มทอง เป็นอย่างมากที่มอบหมายหัวข้อที่หน้าสนใจมาให้นักศึกษาอย่างดิฉันได้มาลองศึกษาค้นคว้าจนทำให้ดิฉันเข้าใจเกี่ยวกับอาการและการรักษาในผู้ป่วยกลัวการกลืนมากขึ้นรวมถึงมอบวิธีการที่น่าสนใจเป็นอย่างมากให้ดิฉันได้นำมาปรับใช้ในการวางแผนครั้งนี้ด้วย - นางสาวณัฐธิพร สอาดดี นักกิจกรรมบำบัดชั้นปีที่ 3 รหัส 6223023 มหาวิทยาลัยมหิดล  

  1. ตำรากิจกรรมการดำเนินชีวิตจิตเมตตา (บทที่ 5 สมดุลสมองเพื่อการบำบัด และ บทที่ 6 การเอาใจใส่เพื่อการบำบัด) โดย ผศ.ดร.ก.บ.ศุภลักษณ์ เข็มทอง
  2. https://www.gotoknow.org/posts/400478?fbclid=IwAR2I5zEDIACeYxBK5YMk7rzdem-Rp7FwfkXyVJzuuZ-6__6nuL1meq6zSJU
  3. https://www.netinbag.com/th/health/is-a-fear-of-swallowing-common.html?fbclid=IwAR1DJUA6AKH8YvIFk0pYncrpCyNUjaJNZx68YqIMnk1JFAcdWHZKUsNQVG4
  4. https://www.posttoday.com/life/healthy/56948