ชีวิตที่พอพียง ๔๐๕๐. สำราญใจในยุคโควิด


 

คนอื่นเขาเครียดจากการระบาดของโควิด    แต่แปลกมากที่ในด้านส่วนตัวผมกลับสำราญใจ    เพราะได้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น    มีเวลาเดินออกกำลังตอนเช้าอย่างสม่ำเสมอ    มีเวลาใคร่ครวญสะท้อนคิดเรื่องต่างๆ เอามาเขียน บล็อก แลกเปลี่ยนในวงผู้สนใจ   และที่เด่นชัดที่สุด มีเวลาอยู่กับธรรมชาติรอบบ้าน    สภาพธรรมชาตินี้ทำให้ผมหวนกลับไปคิดถึงชีวิตสมัยเด็ก   ที่ชีวิตความเป็นอยู่ไม่สะดวกสบายอย่างสมัยนี้    เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ชีวิตช่วงโควิดแล้ว     ช่วงนี้ก็ยังสบายกว่ามาก

เป็นการสำราญใจอยู่กับบ้าน    อยู่กับธรรมชาติในบ้าน  และในหมู่บ้าน    ที่เป็นหมู่บ้านของคนชั้นกลาง  ที่อยู่กันอย่างสงบ    มีสระน้ำให้ไปนั่งเล่นรับลมชมธรรมชาติ     มีบริเวณให้เดิน วิ่ง หรือถีบจักรยานออกกำลังกาย และผ่อนคลาย   

ที่บ้านผมอยู่กันสองคน    ตอนสุดสัปดาห์ลูกสาวคนโต (๕๑) มานอนบ้าน    วันธรรมดาที่มีงานเขาไปนอนที่คอนโด    ลูกสาวคนที่สอง (๔๘) อยู่บ้านติดกัน    อยู่สองคนกับแม่บ้าน (๖๑) ที่คอยส่งข้าวส่งน้ำมาให้สองตายาย     โดยแม่บ้านคนนี้ฝีมือทำอาหารเป็นเยี่ยม    แถมยังมาทำความสะอาดบ้านให้ด้วย   

นอกจากสำราญใจกับธรรมชาติแล้ว    ผมสำราญใจกับการอ่านหนังสือ    การอ่านหนังสือสมัยนี้สะดวกมาก    มีทั้งหนังสือเป็นเล่ม และหนังสือใน iPAD    ใน iPAD ของผมมีทั้งหนังสือใน Kindle ที่ผมซื้อมา   และใน iBook ที่มีคนส่งมาให้ในรูป pdf file   มีให้อ่านเหลือเฟือ    อ่านแล้วตีความลง บล็อก ให้ความสนุกสนาน    ยุคโควิดมีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้น   

โควิดช่วยเอื้อ slow life   มีเวลาสังเกตผัสสะทั้งหลาย    ผมได้ฝึกสังเกตรสและกลิ่นอาหารที่กิน    ฝึกสังเกตรสและกลิ่นของเครื่องดื่ม ที่เวลานี้ผมละจากกาแฟมาดื่มชา   เพราะมีคนเอาชาหลากชนิดมาให้   ชงชาสลับชนิดเอามาดื่มไปอ่านหนังสือหรือพิมพ์หนังสือไป สำราญใจสุดบรรยาย    โดยตอนดื่มชาก็สังเกตรสและกลิ่นเพื่อสร้างความรู้สึกพึงพอใจหลากหลายแบบ   

โควิดช่วยให้ผมอยู่บ้านดูแลสาวน้อย    ที่หากไม่มีโควิดระบาด เราคงต้องหาคนมาดูแล   แต่โควิดช่วยให้ผมอยู่บ้านทำหน้าที่ care giver อย่างมีชั้นเชิง    หรือย่างมีหลักวิชา    คือผมมุ่งให้เธอช่วยตัวเองได้มากที่สุด   ใช้การช่วยตัวเองเป็นตัวกระตุ้นสมองให้เสื่อมช้าลง     ยืดเวลาที่ช่วยตัวเองได้ให้ยาวที่สุด    หากใช้ care giver ที่จ้างมา    เขาคงมุ่งช่วยเหลือผู้ป่วยมากที่สุด   ส่งผลให้ส่วนที่ยังไม่ป่วยนักพลอยทรุดลงไปเร็ว    เพราะไม่มีโอกาสได้ช่วยตัวเอง     

ผมจึงได้สนุกกับการคิดหาวิธีดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม  ให้ยืดช่วงเวลาที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ออกไปให้นานที่สุด   ค้นหาวิธีพูดคุยสนทนากับคนสมองเสื่อมที่ถามซ้ำๆ พูดซ้ำๆ ให้กลายเป็นเครื่องมืกระตุ้นสมอง  ให้เสื่อมลงช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้   

และที่สำคัญที่สุด ให้ตัวเธอรู้สึกว่ามีความสุข ความปลอดภัยในใจว่าจะไม่มีวันถูกทอดทิ้ง    โดยผมสังเกตว่า เมื่อเธอมั่นใจเช่นนี้   พฤติกรรมที่ก่อความเดือดร้อนทางใจต่อผมก็ลดลงไปด้วย    กลายเป็นประโยชน์สองต่อ

ไม่มีสำราญใจจากกิจกรรมใด ที่ให้ความสำราญเทียบเท่าความสำราญจากการเรียนรู้

วิจารณ์ พานิช

๙ ก.ย. ๖๔

    

หมายเลขบันทึก: 692523เขียนเมื่อ 21 กันยายน 2021 19:40 น. ()แก้ไขเมื่อ 21 กันยายน 2021 20:45 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ


ความเห็น (1)

ดีใจจังที่อาจารย์มีความสุข ถ้าไม่ใช่โควิดคนคงเชิญอาจารย์ออกไปเป็นวิทยากรข้างนอกเป็นแน่แท้ค่ะ การประชุมทางซูมก็ดีมีประโยชน์ไม่ต้องใช้เวลาเดินทางนะคะ

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี