“แม้ธรรมชาติจะคัดกรองการอยู่รอดกันเองก็เถอะ แต่ปลูกแล้วก็ควรต้องกลับมาดูแลบ้าง ปลูกแล้วก็ควรต้องกลับมาดูรอยมือรอยเท้าของเราด้วย มิใช่ปลูกแล้วก็ห่างหายเหมือนที่ไปปลูกไว้ในต่างจังหวัด”

ต่อเนื่องจากบันทึก https://www.gotoknow.org/dashboard/posts/691164 

 

เช้ามืดวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ผมยังคง “รับหน้าเสื่อ” พานิสิตชมรม “สานฝันคนสร้างป่า” เดินทางไปจัดกิจกรรม ณ วัดป่าโพธิญาณ (วัดเกาะ) ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

กิจกรรมวันนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญๆ คือการถวายเงินสมทบเป็นผ้าป่าซ่อมแซมหลังคาศาลาการเปรียญ ปลูกต้นไม้ ถวายสังฆทานทั้งที่เป็นภัตตาหารและต้นไม้

ผมนัดเวลาออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยฯ ในราวหกโมงเช้า เพื่อให้ทันกับการถวายภัตตาหารเช้า หรือที่ภาษาอีสานเรียกว่า “จังหัน” ซึ่งครั้งก่อนนั้น ผมเจตนาพานิสิตไปสายๆ อันเป็นเวลาหลังจากการฉันภัตตาหารเช้า เพื่อให้มีเวลาเป็นการส่วนตัวที่จะหารือกับเจ้าอาวาสเป็นหลักสำคัญ

 

 

โจทย์แรก : ตักบาตร
 

 ครั้งนี้ ผมไม่แจ้งให้นิสิตตระเตรียมสิ่งของไปตักบาตร เพราะอยากรู้ว่านิสิตจะ “รู้จัก” หรือ “คิดได้”หรือไม่ ซึ่งเอาเข้าจริงๆ พอล้อหมุนไปสักพัก ผมจึงเริ่มเอ่ยปากถามว่า “เอาของมาตักบาตรด้วยหรือไม่” – 

คำตอบที่ได้มาคือ “ไม่ได้เตรียมมา” 

จากคำตอบข้างต้น สาบานได้เลยว่า ผมไม่ได้เคืองขุ่นและตำหนินิสิตแม้แต่คำเดียว  ได้แต่บอกว่า “ไม่เป็นไร ผมเตรียมสังฆทานมาแล้ว แต่ถ้านิสิตอยากทำบุญก็ลองโทรให้เพื่อนบนรถอีกคันแวะซื้อของมาตักบาตรด้วยก็ได้”

นั่นคือโจทย์แรก หรือกระบวนการเรียนรู้ว่าด้วยการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุมชนเป็นฐานที่ผมนำมาใช้ทดสอบการตระหนักรู้ของนิสิต

เป็นโจทย์แรกที่นำไปสู่เรื่องทักษะการแก้ปัญหา (Problem solving skill) ก็ว่าได้

 

 

 

โจทย์สอง : ชื่อต้นไม้


ครั้นรถวิ่งเข้าเขตตัววัด ผมก็เริ่มโจทย์การเรียนรู้ที่สองด้วยการตั้งคำถามต่อกลุ่มคนที่นั่งมาในรถว่า “รู้ไหมว่าต้นไม้เหล่านั้น คือต้นอะไร”  - 

คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “ไม่รู้ ไม่แน่ใจ”  

ผมจึงเฉลยให้ฟังว่า “ต้นยางนา” พร้อมๆ กับการพรรณนาเพิ่มเติมเล็กน้อยแบบงูๆ ปลาๆ ในทำนองว่า “คนโบราณเชื่อว่าต้นยางนาคือพญาแห่งไม้ หรือราชาแห่งไม้ ที่ใดมีต้นยางนาเยอะๆ ที่นั่นคือป่าขนาดใหญ่ เป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ ดีไม่ดีถึงขั้นเป็นป่ารถชัฏเลยทีเดียว”

เช่นเดียวกับการผูกโยงเรื่องราวให้นิสิตได้รับรู้ถึงประวัติศาสตร์เมืองมหาสารคามกับต้นยางนาและเรื่องราวของต้นยางนาที่เกี่ยวพันกับในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยยกตัวอย่างกรณีการแปรอักษรภาพต้นยางนาในระดับจังหวัดเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน - 

หรือแม้แต่ต้นอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่งที่นิสิตไม่สามารถบอกชื่อได้ เช่น ต้นจาน (ทองกวาว) ต้นปีบ (กาละลอง) ต้นแคนา ต้นกะยอม (พะยอม) โดยไม่ลืมจิกกัดเบาๆ ว่า “เป็นคนชมรมสานฝันคนสร้างป่าแท้ๆ แต่ทำไมไม่รู้จักชื่อต้นไม้”

 

 

กรณีดังกล่าวนี้ผมถือโอกาสพานิสิตเจาะเวลาหาอดีตกาลของชมรมฯ กล่าวคือ …..

ผมเล่าสั้นๆ ว่าในอดีต ผมชอบถามนิสิตที่ไปสร้างฝายชะลอน้ำเสมอๆ ว่า “สายน้ำที่ว่านั้นกำเนิดมาจากภูเขา หรือป่าผืนใด” ซึ่งนิสิตตอบกันไม่ค่อยได้

บางคนตอบได้แต่ก็ไม่ชัดเจน คำถามที่ว่านั้นคือส่วนหนึ่งที่ว่าด้วย 9 ข้อคิดการเรียนรู้ชุมชนที่ผมตั้งเป็นวาทกรรมว่า “ทุกถิ่นฐานมีเรื่องเล่า” 

 

 

โจทย์สาม : ถวายภัตตาหารเช้า กินข้าวก้นบาตร


ถึงแม้จะไม่ได้แจ้งให้นิสิตตระเตรียมข้าวของมาตักบาตรก็เถอะ แต่ยืนยันว่า ผมชัดเจนตั้งแต่แรก เพราะต้องการประเมินว่านิสิต “ใส่ใจ-เข้าใจ” ต่อครรลองทางสังคมแค่ไหน พอๆ กับการต้องการสอนให้นิสิตได้ตระหนักถึงเรื่องราวระหว่างทางว่าสำคัญๆ พอๆ กับปลายทางที่กำลังมุ่งไป 

กล่าวคือ การตักบาตร หรือถวายภัตตาหารเช้า คือกระบวนการเรียนรู้ระหว่างทาง ส่วนการถวายปัจจัย การปลูกต้นไม้ การปรับภูมิทัศน์คือกิจกรรมอันเป็นปลายทางหลักของการเรียนรู้ 

ทั้งปวงนั้น ผมพยายามกระตุ้นให้นิสิตเข้ามาเรียนรู้กระบวนการเตรียมอาหารถวายพระจากญาติโยมบนศาลาวัด ซึ่งหลักๆ ก็คือการเรียนรู้ผ่านความเป็น “ลูกมือ” นั่นแหล่ะ  และผมก็ไม่ค่อยแน่ใจหรอกนะว่า นิสิตจะเข้าใจกระบวนการเรียนรู้เรื่องราวนานาประการจากญาติโยมหรือไม่  

ประเด็นดังกล่าว ผมมองว่า หากนิสิตเชื่อว่า “ไม่มีที่ใดปราศจากความรู้และการเรียนรู้” นิสิตย่อม “เปิดใจ” และ “กระหาย” ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องให้ผม หรือใครๆ คอยกำหนดและชี้นำอย่างชัดแจ้ง 

สิ่งเหล่านี้ คือ สิ่งที่ผมอยากเห็นนิสิตมีความกระตือรือร้นด้านการรู้คิด (Cognitively Active)  หรือแม้แต่การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา (Learn all the time)

แต่ที่แน่ๆ ผมสำทับกระบวนการที่ว่านั้นผ่านวาทกรรมด้วยสำเนียงอีสานๆ ว่า  “กินข้าวก้นบาตรแล้วจะอ้วนพีมีสุข”  พร้อมๆ กับการเปิดเปลือยชีวิตผมสั้นๆ ผ่านเวทีญาติโยมและนิสิตว่า “ตอนเรียนประถม ผมต้องไปวัดในทุกเช้า ไปตักบาตรที่วัด ไปรับบาตรพระ ไปทานข้าวที่วัดแล้วห่อมากินที่โรงเรียน จนใครๆ เรียกเด็กวัด หรือสังกะลีวัด”

 

 

โจทย์ที่สี่ : ปลูกต้นไม้

 

ดังที่เคยบอกเล่าไว้บันทึกก่อนนี้ว่า กิจกรรมครั้งนี้ขับเคลื่อนภายใต้กระแสของโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาด ต้องปรับจากการทำฝายชะลอน้ำในจังหวัดชัยภูมิมาสู่กิจกรรมจิตอาสาเล็กๆ ในเขตจังหวัดมหาสารคาม

และการปลูกต้นไม้ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกออกแบบขึ้น

ก่อนหน้านี้ผมพาแกนนำนิสิตมาพบท่านเจ้าอาวาส  เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับกิจกรรมที่พอจะจัดขึ้นได้ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการปลูกต้นไม้  ซึ่งพระอาจารย์ท่านไม่ได้เจาะจงว่า “ต้องเป็นต้นอะไรและไม่ชี้เฉพาะเจาะจงว่าควรปลูกบริเวณใด” เรียกได้ว่า “แล้วแต่โยม แล้วแต่ศรัทธา”

กระนั้นพระอาจารย์ก็เปรยให้ฟังว่า ยังมีกล้าไม้อีกจำนวนมากที่ญาติโยมนำมาถวาย แต่ยังปลูกไม่หมด ท่านก็ทยอยปลูกทีละนิดๆ พร้อมๆ กับการชี้ให้เห็นถึงพื้นที่แห่งหนึ่งในบริเวณวัดอันเป็นพื้นที่ปลูกต้นมะละกอ ซึ่งท่านบอกเล่าสั้นๆ แต่เพียงว่า “ปลูกมะละกอไว้ให้ญาติโยม จะได้ไม่ต้องลำบากซื้อกิน ใครมาวัดอยากเก็บกลับไปกินก็เก็บไปได้และเวลามีงานวัดก็จะได้เก็บมาประกอบอาหาร”

รวมถึงการบอกกล่าวเชิงอนุญาตว่า “จะปลูกตรงไหนก็ให้นิสิตพิจารณาเองได้เลย เดี๋ยวต้นไม้ก็เรียนรู้ที่จะเติบโตเอง และธรรมชาติจะคัดกรองกันเอง” 

 

 

 ด้วยเหตุนี้ ผมจึงให้นิสิตเดินเท้าสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าและกลับไปวิเคราะห์กันเองว่า “จะปลูกต้นไม้อะไรบ้าง” พร้อมๆ กับการแนะนำสถานที่ของการจัดหาพันธุ์ไม้ เพื่อให้นิสิตเดินทางไปบริหารจัดการด้วยตนเอง ซึ่งกล้าไม้ที่นำมาปลูกในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 60 ต้น ได้แก่  ยางนา พะยูง ประดู่ ราชพฤกษ์ มะละกอ 

จะว่าไปแล้วสิ่งที่พระอาจารย์ฯ ได้สื่อสารนั้น มีแนวคิดที่ชวนคิดตามอยู่หลายอย่าง ผมได้แต่สะกิดให้นิสิตลองถอดรหัสความรู้จากสิ่งที่ท่านได้บอกเล่า – 

เช่นเดียวกับในช่วงที่ปลูกต้นไม้ ท่านก็แวะเวียนมาให้กำลังใจ  บางจังหวะท่านแนะนำการปลูกแก่นิสิต ทั้งเทคนิคการนำกล้าไม้ออกจากถุงพลาสติก การนำถุงพลาสติกกลับมารีไซเคิลเพาะพันธุ์ไม้ต่ออีกรอบ

สำหรับผมแล้วในฐานะ “พี่เลี้ยง” นอกจากการลงแรงปลูกต้นไม้กับนิสิตแล้ว ก็คอย “เสี้ยมประเด็นการเรียนรู้” เป็นระยะๆ เช่น 

  • ชวนให้นิสิตได้ลองพิจารณาเรื่องบทบาทของศาสนาที่มีต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้
  • ชวนให้สังเกตวิธีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ภายในวัด
  • ชวนให้สังเกตคุณลักษณะของการเป็นพระนักพัฒนา
  • ชวนให้นิสิตจัดวางระยะห่างของต้นไม้
  • ชวนให้นิสิตแบ่งงานกันทั้งที่เป็นการขุดหลุม การลำเลียงกล้าไม้ การปลูก การกระตุ้นให้ทำงานแข่งกับเวลา โดยปักหมุดไว้ให้เสร็จก่อนเที่ยง

 

 

โจทย์ที่ห้า : ถวายสังฆทาน ถวายต้นไม้

 

ผมไม่ได้ให้นิสิตปลูกต้นไม้ หรือถวายต้นไม้ทั้งหมดให้กับวัดป่าโพธิญาณ  (วัดเกาะ) เพราะเจตนาที่จะพานิสิตไปเรียนรู้วัดอีกวัดหนึ่งในละแวกใกล้ๆ กัน นั่นคือ “วัดป่าบึงวังยาว”  (หมู่ 4 บ้านวังยาว)  ซึ่งเป็นวัดป่าในเขตตำบลเดียวกัน (ตำบลเกิ้ง)

และผมก็ไม่บอกล่วงหน้าด้วยว่า “วัดที่กำลังจะพาไปนั้น คือวัดอะไร” 

ในช่วงการเดินทางไป ผมถามนิสิตว่า “รู้หรือไม่ว่าเส้นทางสายสั้นๆ นี้มีวัดวาอารามไม่น้อยกว่า 4-6 วัด” คำตอบที่ได้รับกลับมาก็คล้ายๆ เดิมคือ “ไม่รู้ ไม่ทราบ” (รู้แต่วัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง)

ผมอธิบายสั้นๆ ถึงเหตุผลที่พานิสิตมาถวายสังฆทานและถวายต้นไม้ให้กับวัดแห่งนี้ว่า “เป็นวัดที่เงียบสงบ ไม่มีคนพลุกพล่านเข้า-ออก เพราะไม่ใช่วัดที่เป็นพุทธพาณิชย์  เป็นวัดที่มีเด็กและเยาวชนพักอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง”

ผมไม่ได้อธิบายหยั่งลึกว่าเด็กและเยาวชนที่ว่านั้น “เป็นใครมาจากไหน – เข้ามาพักอาศัยด้วยเหตุผลกลใด” เพราะอยากให้นิสิตได้ค้นหาคำตอบเหล่านั้นด้วยตนเองเสียบ้าง  แต่เลือกที่จะสื่อสารในเรื่องอื่นๆ ว่า “การถวายต้นไม้ หรือปลูกต้นไม้ก็เหมือนปลูกชีวิตนั่นแหละ อานิสงส์ของการปลูกต้นไม้ ไม่ใช่แค่เพิ่มพื้นที่ป่าให้กับสังคม แต่ยังจะช่วยให้เรามีจิตใจที่ร่มเย็นเหมือนต้นไม้ที่แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาต่อสรรพสิ่ง”

 

 


ท้ายที่สุดนั้น

 

นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่ผมสัญจรไปในพื้นที่ร่วมกับนิสิตชมรมสานฝันคนสร้างป่า - ไปในฐานะของ “พี่เลี้ยง”หรือ “ที่ปรึกษาโครงการ” หรือเรียกในอีกมุมว่า “ที่ปรึกษาจำเป็น” ก็ว่าได้ ซึ่งผมก็พยายามออกแบบกระบวนการเรียนรู้เล็กๆ น้อยๆ สอดแทรกเป็นระยะๆ บางเรื่องคิดมาล่วงหน้า ขณะที่บางเรื่อง “คิดหน้างาน”  หรือ “คิดแบบสดๆ”

ผมฝากให้นิสิตได้คิดต่อยอดว่า “จะกลับมาปลูกต้นไม้ที่เหลือเมื่อไหร่”  เป็นการถามกรายๆ พร้อมกับเปรยขึ้นลอยๆ ว่า “แม้ธรรมชาติจะคัดกรองการอยู่รอดกันเองก็เถอะ แต่ปลูกแล้วก็ควรต้องกลับมาดูแลบ้าง ปลูกแล้วก็ควรต้องกลับมาดูรอยมือรอยเท้าของเราด้วย มิใช่ปลูกแล้วก็ห่างหายเหมือนที่ไปปลูกไว้ในต่างจังหวัด”

ใช่ครับ – นั่นคือเหตุผลที่ผมหลงเหลือกล้าไม้จำนวนหนึ่งไว้  เพื่อใช้เป็นเครื่องมือท้าทายว่านิสิตจะกลับไปยังพื้นที่ตรงนั้นอีกครั้งหรือไม่  

ซึ่งก็เป็นที่น่าชื่นใจที่พวกเขายังคงกลับไปยังวัดที่ว่านั้นอีกครั้ง ทั้งไปทำบุญตักบาตรและปลูกกล้าไม้ที่เหลืออยู่ รวมถึงกล้าไม้ที่ชาวบ้านนำมาถวายเพิ่ม –

และได้แต่หวังว่า เมื่อโควิดคลี่คลาย คงได้ล้อมวงโสเหล่ถอดบทเรียนกับนิสิตกลุ่มนี้อย่างจริงจังสักยก !

 

 

ภาพ : ชมรมสานฝันคนสร้างป่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม