คำนิยม
หนังสือ วิจัยไทยก้าวไกลด้วย Multi Mentoring Systems
วิจารณ์ พานิช
................
ขอแสดงความยินดีต่อ สกว. (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น สกสว.) และ สกอ. (ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็น สป.อว.) ในการร่วมกันริเริ่มจัดโครงการ Multi Mentoring System ขึ้น เพื่อกระตุ้นและช่วยเหลือนักวิจัยรุ่นใหม่ให้พัฒนาตนเองขึ้นเป็นนักวิจัยที่มีความสามารถ และทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อย่างสมภาคภูมิ
จากสาระในหนังสือเล่มนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า การจัดระบบให้มี “นักวิจัยพี่เลี้ยง” (mentor) ขึ้นในมหาวิทยาลัย และมี “หัวหน้าทีมนักวิจัยพี่เลี้ยง” (head coach) ที่เป็นนักวิจัยผู้ประสบความสำเร็จสูง ระดับเมธีวิจัยอาวุโส สกว. และ/หรือ ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. และ/หรือ นักวิจัยแกนนำ สวทช. สร้างคุณประโยชน์ไม่เฉพาะแก่นักวิจัยรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังสร้างผลดีต่อสถาบัน ซึ่งในที่นี้คือมหาวิทยาลัย ในการสร้างบรรยากาศที่มีความคึกคักและเห็นคุณค่าของการวิจัย รวมทั้งช่วยยกระดับความเข้มแข็งด้านการวิจัยของสถาบัน
กลไกของ MMS ไม่ได้มีเฉพาะนักวิจัยพี่เลี้ยง และหัวหน้าทีมนักวิจัยพี่เลี้ยงเท่านั้น ยังมีกลไกระดับสถาบัน ที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายร่วมมือกัน ในการยกระดับขีดความสามารถด้านการวิจัย และยกระดับคุณภาพและปริมาณผลงานวิจัย สร้างความคึกคักเอาจริงเอาจังผ่านปฏิสัมพันธ์แบบเครือข่าย ที่มีความร่วมมือและช่วยเหลือกัน
ผมชอบที่ สกว. ให้อิสระแก่หัวหน้าทีมของแต่ละเครือข่ายในระดับหนึ่ง จึงได้เห็นความสร้างสรรค์ของแต่ละทีมในการคิดวิธีทำงาน และยินดีมาก ที่ได้เห็นว่าหลายทีมเน้นจริยธรรมในการวิจัย ซึ่งก็คือเน้นสร้างนักวิจัยที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม การเปิดโอกาสให้คนที่เก่งและมีประสบการณ์สูงอย่างหัวหน้าทีมทั้ง ๙ ท่าน ได้ทำงานสร้างสรรค์รูปแบบของ mentoring system แล้วนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันข้ามเครือข่าย จะยิ่งเกิดพลังสร้างสรรค์เป็นทวีคูณ
สกว. เป็นผู้นำของประเทศในการเรียนรู้และพัฒนาระบบการบริหารงานวิจัย กิจกรรม MMS เป็นอีกการริเริ่มหนึ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่น่าเสียดายที่ดำรงอยู่ไม่นานพอ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบวิจัยของประเทศ และ สกว. ต้องเปลี่ยนไปทำหน้าที่อื่น คือหน้าที่พัฒนาเชิงระบบ ของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ และเปลี่ยนชื่อเป็น สกสว. การจัดทำหนังสือเล่มนี้จึงเป็นการบันทึกเรื่องราวของการริเริ่มสร้างสรรค์ที่ยังทำไม่เสร็จสมบูรณ์ เพื่อส่งต่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบการสนับสนุน ววน. และการสร้างคนในระบบ ววน. ได้นำไปดำเนินการต่อ
ผมมีความเชื่อว่า ไม่ว่าทำกิจการใด นอกจากทำเพื่อสร้างผลงานตามเป้าหมายที่กำหนดแล้ว ต้องสร้าง “วงจรการเรียนรู้” (learning loop) ในลักษณะ Double-Loop Learning ด้วยเสมอ เพื่อสร้างการเรียนรู้ ยกระดับผลงานต่อเนื่องทั้งในมิติเชิงเทคนิค และมิติด้านยกระดับกระบวนทัศน์ การริเริ่ม และการจัดทำหนังสือเล่มนี้ สะท้อนความเชื่อดังกล่าว จึงขอแสดงคารวะต่อท่านผู้เกี่ยวข้องทุกท่านมา ณ ที่นี้
วิจารณ์ พานิช
๓ มิถุนายน ๒๕๖๔