ชีวิตที่พอเพียง ๓๙๘๘. ทำงานเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (๙๖) นวัตกรรมการจัดการความเสมอภาคทางการศึกษา (๓)
วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ มีการประชุมสัมมนาทบทวนทิศทางและกลยุทธ์ของ กสศ. ที่เมื่ออ่านเอกสารประกอบการประชุมที่ได้รับล่วงหน้าแล้ว ผมก็มีความสุข ว่า กสศ. ทำงานมา ๓ ปี ได้ใช้ประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้อย่างดีเยี่ยม ผมมองว่ากระบวนการทั้งหมดรวมแล้วน่าจะเรียกได้ว่าเป็น DE – Developmental Evaluation ผมชื่นชมมากที่ข้อเสนอของฝ่ายบริหาร กสศ. นำโดย นพ. สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. เสนอการปรับเปลี่ยนองค์กรอย่างกล้าหาญมาก
กระบวนการที่กำลังเกิดขึ้น เป็น DLL – Double-Loop Learning โดยแท้ คือใช้ข้อมูลจากการทำงานเป็น feedback ไม่เฉพาะต่อวิธีทำงาน แต่ feedback ย้อนไปถึงเป้าหมายขององค์กร น่าชื่นชมมาก
ผมเข้าร่วมประชุมในฐานะที่ปรึกษา ไม่ใช่กรรมการ จึงจ้องฟังว่ากรรมการตัวจริงเขามีความเห็นอย่างไร
ผมมองว่า การสัมมนานี้เริ่มด้วยโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ว่า หลังจากมีประสบการณ์การทำงาน ๓ ปี ต่อไปข้างหน้า กสศ. จะวางเป้าเชิงยุทธศาสตร์ว่าจะส่งมอบผลงานอะไรให้แก่สังคมไทย วัดผลงานนั้นอย่างไร เพื่อส่งมอบผลงานดังกล่าว กสศ. ทำอะไร ไม่ทำอะไร ทำอย่างไร ไม่ทำอย่างไร จัดองค์กรอย่างไร จัดคนทำงานอย่างไร
น่าชื่นชมมาก ที่คุณหมอสุภกรตอบคำถามเหล่านี้อย่างชัดเจนทั้งหมด ส่วนที่ผมพอจะเสนอเพิ่มเติมได้คือ ในอนาคต กสศ. น่าจะทำงานโดยอาศัยสมรรถนะหรือขีดความสามารถของบุคลากรภายในเพิ่มขึ้น โดยไม่ลดบทบาทของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกลง แต่ทำงานแบบมีปฏิสัมพันธ์แนวระนาบกับผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่จะช่วยให้การทำงานยกระดับนวัตกรรมสูงขึ้น มีการเรียนรู้เร็ว ปรับตัวเร็ว โดยส่วนใหญ่เสนอจากทีมงานภายใน
ข้างบนนั้น เขียนก่อนการประชุม
ในการประชุมผมสนุกมาก เพราะได้เรียนรู้สภาพ complexity ของ ความเสมอภาคทางการศึกษา ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้รับทราบมุมมองหลายแบบ หลายประเด็น ที่ผมมองไม่ถึง โดยเฉพาะของคนที่มีส่วนร่วมยกร่าง พรบ. กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๑ และคนจากภาคธุรกิจ
ผมรู้สึกว่า บอร์ด ของ กสศ. มีท่าทีอนุรักษ์นิยมกว่าที่ผมคิด เพราะหากให้ผมตัดสินใจ ผมจะเลือกเส้นทางเปลี่ยนสไตล์และยุทธศาสตร์การทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจัดระบบองค์กร แบบที่มีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงที่สุด ในสามทางเลือกที่ฝ่ายบริหารเสนอ ไม่เลือกทางสายกลางอย่างที่บอร์ดแสดงท่าที
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่คงเส้นคงวาของ บอร์ด คือ ดำเนินยุทธศาสตร์สร้างกระแสเปลี่ยนแปลงระบบใหญ่ของการศึกษา และระบบสังคม โดยที่ education equity กับ social equity มันแยกกันไม่ออก มันเป็นทั้งเหตุ และเป็นทั้งผลซึ่งกันและกัน และมีความซับซ้อนมาก
อาวุธสำหรับเขย่าระบบใหญ่คือความรู้ หรือข้อมูลหลักฐาน ที่แม่นยำหนักแน่น น่าเชื่อถือ ได้ จากปฏิบัติการจริง ที่เรียกว่า โครงการนำร่อง (pilot project) ผสานกับ (๑) โครงการวิจัยต่อโครงการนำร่อง เพื่อตอบคำถามที่คมชัด อย่างแม่นยำน่าเชื่อถือ และ (๒) การประเมินเชิงพัฒนา (DE – Developmental Evaluation) เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันตีความ ให้ความหมาย ต่อข้อมูล และกำหนดแนวทางนำไปเปลี่ยนแปลงระบบใหญ่
ภายใต้ยุทธศาสตร์ (และเครื่องมือ) DE กิจกรรม advocacy จะดำเนินการร่วมกันโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakedolders) ไม่ใช่ กสศ. ทำหน้าที่ขับเคลื่อนแบบโดดเดี่ยว เจ้าของกิจกรรม (และผลงาน) ผลักดันการเปลี่ยนแปลงคือกลุ่มบุคคลและหน่วยงานที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ใช่ กสศ. เท่านั้น กสศ. เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นี่คือยุทธศาสตร์เชิงท่าทีของ กสศ. ที่ กสศ. จะต้องพัฒนาขึ้น
โมเดลการทำงานของ กสศ. จึงต้องเปลี่ยนจาก program-based หรือ project-based ไปเป็น strategy-based คือในการดำเนินการกิจกรรมของโครงการ ต่างๆ นั้น ทีมงานของ กสศ. ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ต่อการหาข้อมูลหลักฐานที่คมชัด สำหรับนำไปสื่อสารสังคม เพื่อสร้างกระแสการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา ไปสู่ระบบที่มีความเสมอภาค และมีคุณภาพ
วิจารณ์ พานิช
๒๒ มิ.ย. ๖๔