คุณพ่อสมโพชน์ กับนักกิจกรรมบำบัดสมฟลาว

     จากคำถามที่ว่า “ปัญหาหรือความบกพร่องใดๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ ที่เป็นประสบการณ์ในอดีต หรือที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วส่งผลต่อกิจวัตรประจำวัน เมื่อเกิดปัญหาแล้วสามารถเรียน ช่วยเหลือตนเอง พึ่งพาตนเองให้ผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างไร

     “เท่าที่พ่อเคยมีอาการหนักสุดก็จะเป็นอาการปวดหลัง ตอนนั้นมีอาการปวดหลังมากๆจนรู้สึกเหมือนจะลุกเดินไม่ค่อยไหว เปลี่ยนท่าทางลำบาก บางทีก็จะรู้ปวดขา แบบอยู่ดีๆก็แวดขึ้นมาแบบไฟช็อตขา พอเดินหรือยืนนานๆแล้วมานั่งก็รู้สึกชาที่ขากับปลายนิ้วเท้าบ้าง ตอนนั้นน่าจะเป็นช่วงที่ฟลาว (ลูกชายของเขา) อยู่ชั้น ม.1-2 จนต้องไปหาหมออยู่ทุกวัน หมอก็บอกพ่อว่าอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ทำงานโดยการยกของที่หนักเกินไป ยกของผิดท่า ทำแบบนี้นานๆจนรู้สึกชินแล้วก็ไม่มาหาหมอ เลือกที่จะทายาแก้ปวดธรรมดาเฉยๆ แล้วก็ก็มีอาการเรื้อรังมากๆ หมอเลยแนะนำให้กิน กับเข้ารับการกายภาพ ตอนนั้นพ่อก็ต้องมากายภาพทุกวันเลย ตั้ง 2 เดือน จนหมอรู้สึกว่าอาการดีขึ้น ก็เริ่มสอนวิธีการกายภาพตัวเอง ที่บ้านง่ายๆ ออกกำลังกายง่ายๆแบบท่านั่งหรือยืนอยู่ก็สามารถทำได้ สอนวิธีการยกของโดยให้ย่อขา ไม่ใช่การก้มหลัง เลือกยกของเท่าที่รู้สึกไหว ไม่ต้องทนกับของหนักๆ แต่จริงๆช่วงแรกหมอห้ามยกของเลยนะ แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่ยก เลยเลือกที่จะยกของเบาๆแทน ไม่ต้องก้มหลัง อ้อพ่อลืมไปเลยว่าตอนนั้นมีเข็มขัดบล็อคหลังด้วย เหมือนช่วยให้หลังตรึงอยู่ตลอดเวลา ลดการก้มหลัง แล้วก็เวลานั่งขับรถก็จะมีเบาะรองหลังด้วยจะได้ไม่ปวดหลัง ทำแบบนี้มาหลายๆปีอาการปวดหลังก็ค่อยๆหายไปแต่ก็ยังมีอยู่บ้าง แต่เดี๋ยวนี้ไม่ปวดขาแล้ว จะปวดก็ตอนลุกเดินนั่งนอนเปลี่ยนท่าทางๆอะไรแบบนี้แทน ช่วงนี้ไม่ต้องไปกายภาพ ก็เลือกที่จะแบบออกกำลังกายแทน ที่ชอบทำช่วงนี้ก็จะเป็นการปั่นจักรยาน”

     “ถ้าถามว่าผ่านจุดตรงนั้นมาได้กับอาการแบบนี้ พ่อไม่รู้ว่าคนอื่นจะปวดมากหรือเปล่านะ แต่ก็เหนื่อยลำบากตอนเคลื่อนย้ายมากๆ รู้สึกว่าก็ยังอยากทำงานอยู่ ไม่ค่อยอยากเป็นภาระให้ใครมาก และก็ลูกก็ยังเรียนอยู่ ถ้าเข้าโรงพยาบาลก็ลำบากค่ารักษาอีก ก็ต้องเก็บเงินมาให้ลูก ตอนนั้นก็เลยเลือกที่จะพยายามออกกำลังกายทุกๆวัน เริ่มเลือกอาหารการกิน พอเข้าโรงพยาบาลช่วงนั้นก็กลัวหลายโรคตามมาโดยเฉพาะเบาหวาน ก็จะงดน้ำหวานเลย กินแค่น้ำเปล่า เป็นหลายโรคก็ลำบากเหนื่อยรักษาอีก เสียทั้งเงินเสียทั้งเวลา ตอนนั้นพ่อก็ไม่ได้รู้สึกว่าเครียดอะไร พ่อคิดว่าเครียดไปก็เท่านั้นนะ พ่อคิดว่ายังไงเดี๋ยวก็หายถ้าเราปฏิบัติตามคำที่หมอแนะนำ และก็ทำเป็นประจำจริงๆ ตอนนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่พอได้ถึงจะเหนื่อยหน่อยช่วงปวดหลังหนักๆ แต่พอหายปวดก็มีแรงมากกว่าแต่ก่อนด้วยนะ เหมือนไม่อยากกลับไปป่วยอีก เพราะคงเหนื่อยมาก”

    มีอะไรอยากฝากถึงคนที่ปวดหลังหรือเปล่าครับ

     “จริงๆปวดหลังได้ก็หายปวดหลังได้ แค่นั้นเลย55555” เสียงทิ้งท้ายหัวเราะของพ่อกับคำพูดที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน Dr.Somflour



ความเห็น (0)