กิจกรรมบำบัดคุณแม่ด้วยความรัก

   เมื่อไม่นานมานี้ ได้พูดคุยกับคุณแม่ ที่ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 67 ปี ท่านได้เล่าถึงปัญหาทางด้านร่างกายที่ส่งผลต่อจิตใจของท่าน เป็นประสบการณ์ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ ในช่วงเวลานั้นท่านอายุได้ 63 ปี เป็นช่วงที่ท่านรู้สึกท้อและยากลำบากใจที่สุดในชีวิตของท่าน เนื่องจากท่านต้องเข้ารับการผ่าตัดนิ้วมือ จากการอักเสบขั้นรุนแรง โดยได้ทำการพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 14 วัน และกลับมาไปพักฟื้นตัวที่บ้านต่ออีกระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาประมาณ 1 เดือนกว่าๆที่ท่านต้องทนอยู่กับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดและความทุกข์ ความกังวล และความเครียดที่พบเจอในช่วงนั้น.
   ท่านเล่าว่าการผ่าตัดในครั้งนั้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อตัวท่าน เพราะปกติถึงแม้ท่านจะมีอายุมากแล้ว แต่ท่านก็ยังรับหน้าที่ทั้งเป็นเสาหลักของบ้าน คอยทำงานหาเงินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและทำกิจวัตรประจำวันได้ด้วยตัวเอง สามารถขับรถจักรยานยนต์ไปในที่ต่างๆในชุมชนได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น แต่หลังจากที่เข้ารับการผ่าตัด ท่านก็เกิดความยากลำบากและไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อความรู้สึกเจ็บปวดและมีอาการเครียดตามมา และในช่วงที่พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาล คุณหมอวินิจฉัยว่าท่านมีโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งก็จะต้องเฝ้าระวังความเสี่ยงในเรื่องของโรคเบาหวานตามมา ท่านก็ยิ่งเครียดเพิ่มขึ้นมาอีก กลัวว่าตัวเองจะไม่หายขาด กลัวว่าจะส่งผลต่อการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตในระยะยาว กังวลเรื่องครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือลูกสาวที่ตอนนั้นกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยม กังวลว่าจะไม่มีเงินส่งลูกเรียน เนื่องจากขาดแคลนทรัพย์เพราะท่านไม่สามารถออกไปทำงานได้ ส่วนสามีก็มีโรคประจำตัวเป็นหอบหืบและต่อมลูกหมากโตร่วมด้วย ไม่สามารถทำงานหนักๆได้ ส่วนลูกคนอื่นๆที่นอกเหนือจากนี้ก็มีครอบครัวและมีภาระที่จะต้องดูแลกันหมด ท่านไม่อยากที่จะไปรบกวนและลำบากลูก เพราะรู้ว่าลูกๆเขาก็มีภาระที่จะต้องดูแลจัดการเหมือนกัน.
    แม้ว่าจะประสบกับปัญหาและความยากลำบากขนาดไหน ก็จะต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไป เพราะยังมีภาระที่ต้องดูแล ท่านเล่าว่าท่านยังพอมีเงินเก็บสะสมไว้ใช้ในยามจำเป็นอยู่ เลยนำเงินในส่วนนี้มาใช้จ่ายทดแทนในส่วนของค่าครองชีพในแต่ละวันของครอบครัว และท่านตัดสินใจขายแหวนทองของตัวเอง เพื่อนำเงินมาจ่ายค่าเทอมให้กับลูกสาว ท่านบอกว่า “แม่ไม่เสียดายที่ต้องขายแหวนทอง แต่แม่จะรู้สึกเสียใจมากกว่าถ้าหากลูกสาวแม่ไม่ได้เรียน” และนอกจากนี้แล้ว ท่านก็ยังมีลูกๆ และญาติๆคอยช่วยเหลือและเพิ่มเติมในส่วนที่ขาดแคลนอีกด้วย. 
   ในระหว่างที่รักษาตัวท่านพยายามดูแลตัวเอง รับประทานยาตามที่หมอสั่ง เพื่อจะได้หายไวๆ ถึงแม้ว่าจะประสบกับความเจ็บปวดจากการผ่าตัด ท่านก็อดทนและคิดเสมอว่านี่คือบททดสอบที่พระเจ้าส่งมา เพื่อให้ท่านแข็งแกร่งและแข็งแรงมากขึ้น และบททดสอบที่พระเจ้ามอบให้นั้น พระเจ้ารู้ดีว่ามันไม่ยากต่อความสามารถของคนๆหนึ่ง ท่านรู้สึกดีใจมากที่ได้รับบททดสอบนี้ เพราะได้รับรู้ว่าพระเจ้ารักท่าน ซึ่งก็ทำให้ความเครียดและความกังวลต่างๆหายไป.
นอกจากนี้การที่มีครอบครัว มีลูกๆ หลานๆ คอยอยู่เคียงข้าง คอยเฝ้าดูแลอย่างไม่ห่าง มีเพื่อนบ้านคอยมาเยี่ยม คอยให้คำปรึกษาและกำลังใจ ก็ยิ่งเป็นพลังบวกให้กับท่าน ทำให้สามารถสู้กับปัญหา ทั้งความทุกข์ ความกังวล ความเครียดและความเจ็บปวดที่ท่านได้พบเจอจนกระทั่งหายดี


 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ADL



ความเห็น (0)