ตามที่ผมนั่งดูการเล่าเรื่องใน blog นั้น มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่เล่าว่า

  • เล่าการทำกิจกรรมประจำวัน
  • เล่าเชิงเป็นอุทาหรณ์
  • เล่าเพื่อสะท้อนความคิด
  • เล่าเชิงสรุปประเด็นเข้าหาสาระ
  • เล่าเป็นพื้นฐานของหลักการและทฤษฎี
  • เล่าเป็นเรื่องๆ แบบนิยาย
  • เล่าแบบหามุขขำขัน
  • ฯลฯ

  ในบางครั้งผมพยายามหาประเด็นว่าแต่ละเรื่องที่เล่านั้นมีเนื้อหาใดที่ต้องการสื่อให้ผู้อ่านรับทราบ หรือเป็นเพียงบันทึกประจำวันส่วนตัวเท่านั้น

หรืออาจเป็นเรื่องที่คนอื่นเขาสื่อกันรู้เรื่องอยู่แล้ว มีแต่ผม คนนอกวงที่บังเอิญผ่ากลางวงเข้ามาแบบไม่รู้ อิโหน่อิเหน่ ว่าเขากำลังทำอะไรกันอยู่ ก็เลยงงอยู่คนเดียว เท่านั้นเอง  

ในกรณีนี้ก็เป็นไปได้เช่นกัน   สิ่งที่ผมประทับใจในกระบวนการเรียนรู้ของผมเองก็คือการเล่านิทาน ที่ใช้กันมากในระบบการสอนแทบทุกระบบ ยิ่งวงการศาสนานั้นผมพบว่าการเล่านิทานแทบจะเป็นแก่นของระบบการสอน เช่น นิทานชาดก เป็นต้น  

ในสมัยเด็กๆ ก่อนที่ผมจะอ่านหนังสือออก แม่ผมจะเล่านิทานให้ฟังทุกเย็นก่อนนอน จนกว่าลูกขี้อ้อนจะหลับกันหมดทุกคน แม่ผมนั้นท่านอ่านหนังสือไม่ออก เพราะไม่เคยเข้าโรงเรียน แต่กลับเล่านิทานได้ละเอียดจับใจ ถึงบทขำขัน พวกเราหัวเราะกันท้องแข็งไปเลย แต่พอบทโศกก็ไม่มีใครกลั้นน้ำตาไว้ได้ เรียกว่า Tacit knowledge ของแม่ผมเรื่องการเล่านิทานนี่ใช้ได้ทีเดียว ส่วนพ่อผมนั้นไม่มี Tacit knowledge เรื่องนี้เลย (แต่มีเรื่องการทำมาหากินมากกว่า)

ผมได้เรียนรู้มากมายจากการเล่านิทานของแม่ แม่มีนิทานไว้เล่าเป็นสิบๆเรื่อง เล่าซ้ำไปซ้ำมาจนเราจำได้เกือบทั้งหมด เราก็ไม่เบื่อกัน หรือถ้าใครคิดว่าเบื่อก็ไม่ต้องฟัง ประมาณนั้นมั้งครับ  

ในระหว่างที่แม่เล่าเราก็จะสร้างจินตนาการในใจตามไปเรื่อย ทั้งในเชิงหน้าตาตัวละครและสถานที่ ในจินตนาการที่พอผมถามพี่ๆ พบว่าไม่มีใครคิดจินตนาการตรงกันเลย แม้จะเป็นนิทานเรื่องเดียวกัน 

ณ วันนี้ผมมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก ผมเชื่อว่าผมและพี่ๆ ได้สร้างและพัฒนาจินตนาการผ่านการเล่านิทานของแม่มามากทีเดียว  และอาจเป็นทุนที่สำคัญที่สุดที่ผมมีในชีวิตผมก็ว่าได้ แต่ เมื่อผมมองย้อยกลับมาใน blog ที่เราเขียนกันแบบ storytelling ผมไม่ค่อยรู้สึกว่าเหมือนกับการเล่านิทาน

  • หรือว่าเป็นเทคนิคเฉพาะบุคคล เลียนแบบกันไม่ได้
  • หรือว่ามีความแตกต่างจากการเล่านิทาน

 ข้อแรก ขอผ่าน เพราะถ้าเป็นเฉพาะบุคคลคงเป็น Tacit knowledge ที่นำมาอธิบายได้ยาก เหมือนกับเรื่องเดียวกัน แต่ละคนจะเล่าตลกได้ไม่เท่ากัน (ที่ทางกรมส่งเสริมการเกษตรกำลังหาทางพัฒนาให้เท่าเทียมกัน และผมกำลังตามดูอยู่ห่างๆ) 

ข้อสอง วิธีการเล่าที่เป็น Explicit knowledge นั้น น่าจะมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันได้ง่ายหน่อย แต่ก็ไม่ง่ายทีเดียว เพราะเรื่องนี้มันอยู่แถวๆรอยต่อของ Tacit knowledge และ Explicit knowledge แต่ค่อนมาทาง Explicit knowledge เท่านั้น จึงทำให้บางเรื่องตามประเด็นได้ง่าย บางเรื่องไม่รู้ว่าผู้เล่าจะพาไปไหน 

ทีนี้ผมก็เลยมาพิจารณาดูว่าการเล่านิทานนั้น มีอะไรต่างจากที่เขียนมาใน blog ดังกล่าวข้างต้น   ก็มีข้อสรุปมาแลกเปลี่ยน คือ

  • การเล่านิทานนั้นมักเป็นเรื่องที่กำหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายสุดท้ายก่อนการเล่าเรื่อง
  • บางทีก็กล่าวนำถึงข้อสรุปคร่าวๆก่อนการเล่า
  • ใครนึกตามไม่ทัน ให้ลองไปฟังเพลงแหล่ ดาวลูกไก่ของ พร ภิรมย์  

จะมีการสรุปถึงชีวิตคนโดยรวม ว่า มีสุข โศก ปนเศร้าก่อนการขึ้นต้นจึงตั้งสัจจาสาธก ถึงยาจก ยากจน มีตากับยายสองคน......แล้วก็ดำเนินเรื่องไปจนจะจบ

ก็สรุปว่า “…ด้วยอานิสงค์ใจประเสริฐ ลูกไก่ไปเกิดเป็นดาว.....  

เห็นไหมครับ นี่คือการเล่านิทาน มีการนำทาง มีความชัดเจนของเป้าประสงค์ มีการดำเนินเรื่องให้เห็นประเด็นสำคัญ จนจบก็มีสรุป  

ทีนี้ Storytelling นี่ ผมไม่แน่ใจว่ามีเป้าหมายเดียวกันหรือเปล่า

(ใครรู้ช่วยขยายความหน่อยนะครับ)

  • ว่าต้องการให้ผู้อ่านเรียนรู้แบบเดียวกัน หรือคล้ายกับการเล่านิทานหรือไม่
  • หรือจะเปิดประเด็นไว้ให้คนอ่านหาที่ขึ้นที่ลงเอาเอง 

ถ้าเป็นเช่นกรณีหลัง จะมาเล่าให้คนอื่นฟังทำไมครับ เก็บไว้อ่านเองไม่ดีหรือครับ  

ที่ผมว่า ไม่น่าจะใช่นะครับ  

ดังนั้น จากรายการที่ผมพยายามเขียนแจงไว้ข้างต้นนั้น น่าจะพยายามปรับมาหารูปแบบการเล่านิทานจะได้ประโยชน์มากกว่าไหมครับ   โดยมี

  • การกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์
  • การเกริ่นนำ
  • การสรุปนำ สร้างความสนใจ (แบบคำสำคัญ สาระสำคัญ ประมาณนั้น)
  • การดำเนินเรื่อง
  • การขมวดปมเรื่อง
  • การสรุปเรื่องและบทเรียน

 แต่ลูกเล่นนั้นขอให้เป็น Tacit knowledge ของใครของมัน บอกกันไม่ได้อยู่แล้วครับ 

หรือว่าจะทำให้ง่ายเกินไป โจ่งแจ้ง จนไม่มีประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ไม่ทราบนะครับ 

คนเล่าคงรู้ดีอยู่แล้ว

บางทีก็มีคนบอกว่าวับๆแวมๆ จะกระตุ้นการอยากรู้ได้มากกว่าเปิดเผยทั้งหมด

ก็มีส่วนจริงอยู่ครับ  

ผิดถูกอย่างไรก็ช่วยชี้แนะให้มือใหม่หัดขับด้วยครับ