การรับราชการนั้นพวกเราต่างก็ปรารถนาความก้าวหน้าด้วยกันทั้งสิ้น หลายคนพยายามตั้งหน้าทำงานอย่างเต็มความสามารถ หลายคนพยายามศึกษาเล่าเรียนต่อ เพื่อให้ตนเองมีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน แต่เมื่อเป็นแล้วจะมีสักกี่ท่านที่จะได้นั่งอยู่ในหัวใจของผู้ใต้บังคับบัญชาตลอดไป ลองมาศึกษาวิธีการคิดและการกระทำของผู้บังคับบัญชาที่นั่งอยู่ในหัวใจของลูกน้องจนถึงปัจจุบันกันดีกว่า
             จดหมายหลวงรักษาราชทรัพย์ ( รักษ์ เอกะวิภาต ) ได้เล่าไว้ในตอนหนึ่งว่า " วันหนึ่งเจ้าพ่อเสด็จไปตรวจดูเรือราชพิธีที่โรงเก็บเรือคลองบางกอกน้อย เวลาเสด็จกลับผ่านมาทางหลังป่าช้าวัดระฆังฯ ถนนบ้านขมิ้น เห็นทหารเรือเดินออกเดินเข้าไปมาอยู่ ๒-๓ คน  เจ้าพ่อจึงถามทหารว่าที่วัดนี้ทำอะไรกัน ทหารก็ทูลว่าจะเผาศพ ร.ต.แพฯ เจ้าพ่อก็เสด็จไปเห็นศพตั้งอยู่ที่เชิงตะกอนอย่างสามัญชนเลวๆ จะเผาหลอกกันอยู่แล้ว เจ้าพ่อเห็นดังนั้นจึงสั่งห้ามยังไม่ให้เผา เสด็จขึ้นไปทรงประทับอยู่บนศาลา ทรงพิจารณาปลงอนิจจังอยู่รู้สึกเศร้าสลดพระทัยยิ่ง มีทหารและญาติประมาณ ๑๐ กว่าคนอยู่ในที่นั้น นางผินฯภรรยาเป็นเจ้าภาพ ผมคนหนึ่งได้ไปช่วยอยู่ด้วยเพราะ ร.ต.แพฯเป็นเพื่อนรักกับผม บ้านอยู่ที่หลังอู่ทหารเรือติดกัน เจ้าพ่อขอกระดาษเขียนหนังสือสัก ๑ แผ่น ผมก็ไปขอที่กุฏิเจ้าคุณชื่ออะไรผมก็ไม่ทราบ ขาท่านเป๋อยู่ข้างหนึ่ง อยู่ที่หอไตรในบ่อน้ำ ท่านว่ากระดาษเขียนหนังสือของท่านไม่มี มีแต่กระดาษห่อใบชา ผมขอมา ๔ แผ่นมาถวายเจ้าพ่อ เจ้าพ่อสั่งให้ตัดเป็นแผ่นๆเท่าสมุดฉีก เจ้าพ่อก็เขียนเป็นคำสั่งด้วยดินสอเป็นใจความว่า
              ๑.ให้กองพันพาหนะจัดเต็นท์มากางเอาเก้าอี้มาตั้ง
              ๒.ให้กองตั้งเครื่องกรมพัสดุจัดน้ำร้อนน้ำชาและเครื่องดื่มมาเลี้ยง
              ๓.ให้นายทหาร และพลทหาร ในเรือรบและเรือช่วยรบกับทหารบนบกทุกเหล่าที่ไม่ได้อยู่ยามอยู่เวรให้ไปเผาศพ
              ๔.ให้กองพันจัดทหารและแตรเป็นกองเกียรติยศไปเป่าและเคารพศพเวลาเผา
           ให้ ร.ต.เล่ฯคนใช้ของเจ้าพ่อนำคำสั่งกระดาษห่อใบชานั้นไปให้เจ้าหน้าที่ต่างๆเวลาประมาณบ่าย ๓ โมงเศษ จวนจะถึงบ่าย ๔ โมง นายทหารจะกลับบ้านกันอยู่แล้ว เมื่อได้รับคำสั่งแล้วต่างฝ่ายต่างรีบด่วนไปที่วัดไปจัดการตามหน้าที่ ศพ ร.ต.แพฯก็เป็นศพที่มีเกียรติยศ ทหารเรือเต็มวัดเป็นงานใหญ่
           แต่เวลานั้นจะเผาศพก่อน ๒ ยามไม่ได้ ห้ามเผาทุกวัด กลัวกลิ่นเหม็นราษฎรใกล้เคียงจะได้รับความเดือดร้อนเพราะไม่มีเตาอบเผาเหมือนสมัยนี้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตพิเศษ จึงจะเผาก่อน ๒ ยามได้ เจ้าพ่อให้ ร.ต.เล่ห์ ไปขออนุญาตที่อำเภอ ขอเผาพิเศษก่อน ๒ ยาม ทางอำเภอก็อนุญาตเวลาประมาณ ๓ ทุ่มเศษ ให้กองทหารเกียรติยศ ๑ หมวดหรือ ๑ กองร้อยตอนนี้ผมจำไม่ได้ มีแตรเดี่ยว ๒ คน เป่าเคารพศพด้วย เจ้าพ่อเป็นประธาน พระราชทานเพลิงเสร็จแล้วก็กลับ
           รุ่งขึ้นเจ้าพ่อขออนุญาตตั้งแผนกการกุศลฌาปนกิจขึ้นในราชนาวิกสภาอีกแผนกหนึ่ง ให้สมาชิกชั้นสามัญ สัญญาบัตรเสียเงินค่าบำรุงคนละ ๒ บาท เจ้าพ่อเป็นสมาชิกหมายเลข ๑ องค์แรก ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงบัดนี้ กับได้ตั้งระเบียบข้อบังคับเคารพศพทหารตั้งแต่นายพลจนถึงพลทหาร ต้องมีกองทหารเป็นกองเกียรติยศไปเคารพศพเป็นชั้นๆ
          เจ้าพ่อที่กล่าวถึงนี้คือเสด็จในกรมฯหรือ พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ บิดาของทหารเรือไทยที่เราเหล่าเหล่าพสกนิกร รักเคารพและเทอดทูนพระองค์ท่าน แม้ในปัจจุบันพระองค์ท่านก็ยังคงสถิตอยู่ในดวงใจของทหารเรือและชาวไทยทุกคน การที่พระองค์ได้สอดส่องดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาแม้กระทั่งสิ้นชีวิตแล้วก็ยังทรงเป็นธุระจัดงานศพให้ เป็นสิ่งที่ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยควรต้องศึกษาไว้เป็นต้นแบบ อย่างน้อยก็คอยสอดส่องดูแลทุกข์สุขของผู้ใต้บังคับบัญชาและช่วยเหลือให้ได้รับสวัสดิการอย่างทั่วถึง หากไม่สามารถกระทำได้ดังพระองค์ท่าน ขอเพียงอย่าเอาเปรียบผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านี้ก็พอ
                                                         
                                                      โดย  คนบ้านเดียวกัน

      แผนกการกุศลฌาปนกิจ ปัจจุบันคือกิจการการฌาปนกิจสงเคราะห์แห่งราชนาวี สังกัดกรมสวัดิการทหารเรือ
     เสด็จในกรมฯเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลข ๑ แต่เป็นสมาชิกหมายเลข ๑๕ ตามบัญชี
     จดหมายหลวงรักษาราชทรัพย์ ( รักษ์ เอกะวิภาต ) ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๖ ถึงหัวหน้ากองประวัติศาสตร์ กรมยุทธการทหารเรือ