คนมักเข้าใจผิด ว่าผมเป็นคนมีปิยวาจา     ซึ่งที่จริงก็ไม่ผิดทั้งหมด มีส่วนถูกอยู่บ้าง       แต่ในส่วนของภรรยา ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดที่สุด  ผมเป็นคนที่บ่อยครั้งวาจาไม่ไพเราะ     แต่วันนี้ผมฝึกตัวเองได้สำเร็จหนึ่งเรื่อง     จึงนำมาบันทึกไว้สอนตนเอง ให้หมั่นปฏิบัติเช่นนี้อีก  

       ที่บ้านผม ทุกคนมีกุญแจบ้านคนละชุด      ตอนเช้ามืด ๔.๓๐ น. ผมออกไปวิ่งออกกำลัง ต้องเอากุญแจติดตัวไปด้วย    

เพราะต้อง ล็อกประตูบ้าน      แต่วันนี้ (๑๓ พย. ๔๙) กุญแจชุดของผมหายไปจากตำแหน่งที่ผมวางไว้ตามปกติ     ผมไปหาในลิ้นชัก และในกระเป๋าก็ไม่พบ     ถามภรรยา เขาบอกว่า ไม่เคยเห็นตั้งแต่เย็นวันศุกร์แล้ว

         ระหว่างวิ่ง ผมทบทวนความจำ ว่าเมื่อวานผมใช้กุญแจและวางไว้ตรงตำแหน่งประจำแน่นอน     แต่ตอน ๑๑ น. ออกจากบ้านไปด้วยกันภรรยาอาจหยิบติดไป เพราะเอาไปใช้     ผมรู้ว่าภรรยาขี้ลืม หยิบของใส่กระเป๋าแล้วลืมบ่อยๆ

         ผมตั้งสติเต็มที่     กลับมาจากวิ่งออกกำลัง ก็บอกภรรยาว่า ลองสำรวจในกระเป๋าได้ไหม     เพราะเมื่อวานเขาออกไปธุระตั้งแต่เช้า ผมอยู่บ้านคนเดียว ผมยังใช้กุญแจอยู่ และวางไว้ตรงที่ปกติข้างประตู     ตอนออกจากบ้านก่อนเที่ยงภรรยาอาจหยิบไปใช้  ผมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีคำตำหนิ ไม่มีน้ำเสียงแสดงความไม่พอใจ

        ภรรยาตามผมเข้าไปในห้องนอน     ค้นในกระเป๋าถือ     แล้วส่งพวงกุญแจของผมให้และยิ้ม     ผมกล่าวขอบคุณ     วันนี้ทั้งผมและภรรยาจะอารมณ์แจ่มใสทั้งวัน

        ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่ผมไร้สติ  ผมก็จะโวยวาย     เมื่อพบผมก็จะตำหนิที่เขาขี้ลืม    ซึ่งจะทำให้ภรรยาอารมณ์เสีย     สมัยยังหนุ่มๆ เราเคยไม่พูดกันทั้งวัน ด้วยเรื่องเล็กๆ ทำนองนี้      น่าขันไหมครับ

        ผมเป็นคนมีโทสาคติเป็นเจ้าเรือน     จึงต้องหมั่นฝึกสติ เพื่อควบคุมโทสะ ที่จะพลุ่งออกมาในรูปแบบต่างๆ     รูปแบบหนึ่งคือวาจาที่ไม่เหมาะสม     กับคนทั่วไป ผมฝึกตัวเองไว้อย่างดี     แต่กับคนใกล้ตัว คนที่เรารักที่สุด     ผมกลับเผลอปล่อยให้ตนเองขาดสติ     แปลกแท้ๆ

วิจารณ์ พานิช
๑๓ พย. ๔๙