ขณะที่ผมนอนซบอยู่ใต้ผ้าห่ม ๒ ผืน อันที่จริงไม่ได้หนาวอะไรมากมายถึงกับทนไม่ได้ หากแต่ไม่ทนทรมานน่าจะดีกว่า ประมาณ ตีห้ากว่าได้ฟังข่าววิทยุข่าวหนึ่ง พูดถึงเด็กหญิงคนหนึ่งอายุ ๑๓ ปี ขณะเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครสวรรค์ เกิดพลาดหลังจากมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนชายในห้องเรียนและทราบว่าตั้งท้อง จึงลาออกจากโรงเรียน กลับไปอยู่บ้าน ด้วยเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้าน ทำให้ต้องไปอาศัยอยู่กับพี่ ไม่นานเด็กตัวน้อยก็คลอดออกมา แต่เธอเกิดพลาดล้มทับเด็กนั้นเสียชีวิต.....เธอร้องห่มร้องไห้อยู่ใกล้ศพลูก

   สิ่งที่ผมคิดขณะฟังข่าวนี้ ย้อนไปถึงต้นเดือนเห็นจะได้ ได้พูดคุยกับหัวหน้างานเรื่องเกี่ยวกับเด็กท้องนี้เอง บางโรงเรียนถึงกับไล่เด็กนั้นออกจากโรงเรียน ขณะที่สังคมมองว่าเขามีความผิดอย่างร้ายแรง บางคนถึงกับเก็บตัวและไปเอาเด็กออก ชีวิตมันน่าจะมีอิสระในการตัดสินใจเลือกมากกว่านี้ นั้นคือประเด็นที่เราพูดกัน

   กรณีจากข่าว ที่ผมจะชี้ประเด็นคือ ความเป็นแม่คน ใครว่าเด็กไม่รู้สำนึกเห็นจะไม่เข้าท่าเข้าทีเท่าไร แต่นั่นแหละ ๑๓ ปี ถ้าไม่เทียบกับคนอายุ ๖๐ ปี เขาน่าจะโตพอที่จะคิดได้แล้วกระมัง เด็กคนนี้อุตส่าห์พยายามอุ้มท้อง ไม่ยอมที่จะทำลายชีวิตๆหนึ่งในท้องของตน นี่เองคือจิตสำนึกของความเป็นแม่ "ไม่ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะเป็นแม่ได้" เพราะบางคนด้วยความแคร์ต่อสังคม ยอมที่จะเอาเด็กออกโดยไม่แยแส และกระทำอยู่อย่างนั้นไม่รู้กี่ครั้งกี่หน คิดแล้วน่าเศร้าทีเดียว แต่มันก็คือปรากฏการณ์ทางสังคม จะให้คนคิดเหมือนกันนั้นคงไม่ได้ การที่ผู้หญิงคนหนึ่งเอาเด็กออกจากท้องและนำไปทิ้งถังขยะ เขาก็มีเหตุผลอย่างหนึ่ง เหตุผลนั้นอาจขัดแย้งกับเหตุผลที่เราคิด จากข่าว ให้นึกสงสารแม่เด็กคนนี้ เธอคงต้องการลูก ลูกที่อาจเกิดจากความรักกับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเรามองว่าเป็นรักแบบวัยรุ่น รักๆ ไปอย่างนั้นเอง แต่กรณีนี้ ให้น่าศึกษาอะไรบางอย่าง

   เกิดแล้วตายวายวอดชีวาหวัง

   อยู่ก็ยังแต่ดีชั่วถ้วนทั่วถอน

   อยู่ก็ทำหน้าที่ทุกที่ตอน

   ตายก็คงรารอนลาจากกันฯ

   นโยบายนำถุงยางอนามัยไปไว้ในสถานศึกษา น่าทบทวนมากกว่าหวยของรัฐบาลกระมัง