"พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกาย ในพระราชกรณียกิจกับโครงการพระราชดำริที่พระองค์ไม่เคยบ่นหรือทิ้งกลางคัน ความมุ่งมั่นตั้งพระทัยที่จะสร้างแผ่นดินไทยให้น่าอยู่และสงบสุข คือภาพที่พสกนิกรมองเห็นได้อย่างชัดเจน แล้วพวกเราผู้เป็นลูกหลานของพ่อ..จะงอมืองอเท้าอยู่ใย แค่ทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างตั้งใจและทำให้สมบูรณ์ก็ถือว่า..ได้ทำดีเพื่อพ่อแล้ว..บนแผ่นดินที่เราเกิด..ในรัชกาลที่ ๙"

          ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเรื่องราวที่ให้ความรู้สึกดีๆอยู่มากมาย เหมือนได้ลองทำดูแล้วพบว่านี่คือชิ้นงานสำคัญ อาจเป็นจุดเปลี่ยนของโรงเรียนในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่ควรเก็บรักษาไว้ ให้มั่นคงและยืนนาน

           ผมให้นักเรียนร้องเพลง”เพื่อพ่อ..ลูกจะทำแต่ความดี”ก่อนเข้าห้องเรียน น้ำเสียงของนักเรียนที่เป็นธรรมชาติ ทำให้ผมรู้สึกอิ่มเอิบใจและมีพลัง เนื้อเพลงหรือคำร้องกล่าวถึงพระราชกรณียกิจและพระปรีชาสามารถของพ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ และในวรรคสุดท้าย..ลูกได้ตั้งปณิธานที่จะสานต่องานของพ่อ..และจะเป็นคนดีของแผ่นดิน..

      ผมเชื่อว่าถ้าเด็กได้ขับร้องเพลงนี้ทุกวัน..นักเรียนจะเข้าใจและเข้าถึงงานของพ่อ เรียนรู้และต่อยอดความคิดติดตัวไป เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ในอนาคต

          จากนั้น..นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกหัด “เพลงพวงมาลัย”ที่ผมคิดว่าเป็นพื้นฐานของเพลงพื้นบ้านทั้งปวง โดยเฉพาะเพลงฉ่อย..

          เพลงพวงมาลัย ร้องง่าย ท่วงทำนองกระชับ จะร้องให้เร็วเร้าใจตามจังหวะกลองก็ได้ ตอนนี้เด็กจำเนื้อได้แล้ว เหลือแต่ฝึกท่าทาง ผมนึกภาพเวลาที่เด็กร้องเล่นเต้นรำแสดงออกอย่างครื้นเครง การเรียนรู้ในโรงเรียนคงจะมีความสุขมิใช่น้อย

          สำหรับเด็ก ป.๑ –ป.๓ น่าจะมีความสุขกันไปเป็นที่เรียบร้อย จากการนั่งฟังนิทาน ที่ผมเล่าตอนเที่ยงของทุกวัน..นิทาน..มิเพียงแต่สร้างจินตนาการให้เด็กเท่านั้น แต่จะให้คติธรรมคำสอนใจแบบที่ไม่ต้องยัดเยียดให้เด็กๆ

          นิทานทุกเรื่องจะจบในใจเด็ก ขณะเดียวกันยังช่วยเสริมต่อการเรียนรู้ เกี่ยวกับการลำดับเรื่องราว การหาเหตุและผล การคิดต่อยอดและรู้จักการสรุปความได้

          ผมเชื่อว่า..การจุดประกายให้เด็กรักการอ่าน ก็ควรที่ครูจะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กด้วยการเล่านิทานให้เด็กฟังนี่เอง

          นอกจากงานสอนเสริมพิเศษ..ยังมีงานพัฒนาสิ่งแวดล้อมแบบไม่หยุดยั้ง ทั้งๆที่ไม่มีภารโรงมาเป็นเวลา ๑๒ ปีแล้ว..จุดเริ่มต้นมาจากพระบรมราโชวาทของพ่อหลวง..ทรงตรัสไว้ให้คิด อย่าไปยึดติดกับคน..แต่ต้องทำงานให้ได้บนความยากลำบากและขาดแคลน ก็เลยทำงานได้อย่างราบรื่นเรื่อยมา..

          สัปดาห์นี้ริเริ่มงานใหม่ โดยเชิญชวนผู้ปกครองจอดรถรับส่งบุตรหลานให้เป็นระเบียบ เมื่อผู้ปกครองให้ความร่วมมือ ก็เลยจัดสภาพแวดล้อมให้สะอาดเรียบร้อย มีที่นั่งพักรออย่างสบายใจ 

         ใกล้เกษียณแล้ว สิ่งที่อยากทำก็ได้ทำ รวบรวมโครงการพิเศษที่ดำเนินการในแหล่งเรียนรู้ซึ่งอยู่ในแผนปฏิบัติการ เป็นงานที่จับต้องได้และทำมาอย่างต่อเนื่อง เกือบ ๕๐ โครงการ ตลอด ๑๔ ปีที่อยู่บ้านหลังเล็กแห่งนี้

          ผมก็เลยสรุปลงในผ่านไวนิล ติดตั้งอยู่ในทุกที่ ในทุกมุมของโรงเรียน มองดูสดใสสวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อย บางคนอาจมองว่าเป็นการตระเตรียมต้อนรับคณะผู้มาศึกษาดูงาน แท้ที่จริงแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ จุดประสงค์สำคัญต้องการบันทึกงานที่ทำ ก็เพื่อค้นหาจุดเริ่มต้นจนมองเห็นพัฒนาการ ตลอดจนต้องการให้เด็กอ่านข้อความ แล้วซึมซับเก็บไว้ ต่อไปเด็กจะย้อนกลับมาและคิดได้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิต เขาได้เรียนรู้แบบบ้านๆ อาจทำให้สำนึกรักบ้านเกิด..ก็เป็นได้

          โครงการที่หลากหลาย ทำให้รู้สึกว่าถ้าไม่ขยันก็คงทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ก็คงไปไม่ตลอดรอดฝั่ง จริงๆแล้ว ไม่ขยันก็ทำได้ ถ้าเราทำเรื่องเล็กๆที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน และเชื่อมโยงศาสตร์พระราชา”ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” จะทำให้”ระเบิดจากข้างใน”ได้ไม่ยากเลย

          ผมเองก็เคยท้อ..หลายคนก็คงเคยเป็นอย่างผม..บางเรื่องราวทำให้นึกถึงคนและเงินที่มีอยู่น้อยนิด แต่พอนึกถึงส่วนรวมก็สามารถไปต่อได้ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่ง..บุคคลที่ทำให้ผมยืนหยัด บุคคลที่เป็นต้นแบบของพวกเรา ที่ทำให้เราทุกคนไม่รู้จักเบื่อหน่ายที่จะทำงานเพื่อพัฒนาตนเองและองค์กรแห่งอาชัพ.....

          คือ พ่อหลวงรัชกาลที่ ๙ พระองค์ทรงตรากตรำพระวรกาย ในพระราชกรณียกิจกับโครงการพระราชดำริที่พระองค์ไม่เคยบ่นหรือทิ้งกลางคัน ความมุ่งมั่นตั้งพระทัยที่จะสร้างแผ่นดินไทยให้น่าอยู่และสงบสุข คือภาพที่พสกนิกรมองเห็นได้อย่างชัดเจน...

          แล้วพวกเราผู้เป็นลูกหลานของพ่อ..จะท้อถอยและเอ่ยอ้างเหตุผลที่จะไม่ทำงานเพื่อสร้างชาติและแผ่นดินได้อย่างไร? แค่ทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างตั้งใจและทำให้สมบูรณ์ก็ถือว่า..ได้ทำดีเพื่อพ่อแล้ว..บนแผ่นดินที่เราเกิด..ในรัชกาลที่ ๙

ชยันต์  เพชรศรีจันทร์

๑๒  กันยายน  ๒๕๖๓