“ธรรมและอธรรมให้ผลไม่เหมือนกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก
ธรรมย่อมนำไปสู่สวรรค์”

   ยุควิทยาศาสตร์ หากสิ่งใดที่วิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ สิ่งนั้นไม่ใช่ความจริง อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้อีกจำนวนมาก ซึ่งไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะไม่จริง เมื่อกล่าวถึงคำว่านรกหรือสวรรค์ ในมุมมองของคนเก่าก็คือเมืองหรือมิติหนึ่งๆ อันเป็นโลกหลังความตายจากชีวิตนี้ เป็นที่รองรับผลของการกระทำ ส่วนปัจจุบันหากเรามาพูดถึงเมืองดังกล่าวเห็นจะไม่เข้ากับยุคสมัย เราจึงมักพูดว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ อันนี้น่าจะพิสูจน์ได้มากกว่า ในคำที่ว่า “คราใดเมื่อท่านมีความสุข นั่นเองสวรรค์บังเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว คราใดเมื่อท่านมีความทุกข์ร้อนนั่นแหละนรกเข้ามาถึงตัวท่านแล้ว” อย่างนี้เราน่าพิสูจน์ได้ว่า อะไรคือนรกหรือสวรรค์ ทั้ง ๒ ทางไม่ห่างกันเลย ล้วนอยู่ในใจของทุกคน การที่เราจะไปเที่ยวโลกนรกและสวรรค์ในชีวิตนี้ กระทำได้โดย ๑) ถ้าต้องการไปเยือนนรก ให้ประพฤติตนอยู่ในอธรรม แล้วเราก็จะได้เยือนนรกอย่างแน่นอน ๒) ถ้าต้องการไปเยือนสวรรค์ ให้ประพฤติตนอยู่ในธรรม แล้วเราก็จะได้เยือนสวรรค์อย่างสมปรารถนา

   อย่างไรเรียกว่า ธรรมและอธรรม สิ่งใดก็ตามที่ประพฤติโดยความจงใจบนฐานคิดของ ๑) ความกำหนัด อยากได้ อยากมี อยากเป็น ฯลฯ ๒) ความฉุนเฉียว อาฆาต โกรธ แค้นเคืองฯลฯ ๓) หลงงมงาย ขาดปัญญาที่จะเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย เห็นผิดจากสิ่งที่เป็นจริงฯลฯ สิ่งนั้นเรียกว่า อธรรม สิ่งที่ตรงกันข้ามจากสิ่งที่กล่าวมาเรียกว่า ธรรม

    อาจมีข้อโต้แย้งว่า ถ้าเราไม่มีความอยากไฉนเลยจะประสบความสำเร็จ บางทีความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดจากความอยาก หากแต่เกิดจากการทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ที่ควรจะทำ เกิดจากความพอใจที่จะทำซึ่งไม่ใช่ความอยากหรือมีสิ่งใดเป็นแรงจูงใจเป็นเงื่อนไขให้ต้องกระทำ การทำดังกล่าวนี้ เกิดจากความจงใจบนฐานคิดของกุศลมูล ทุกขณะคิด พูดและทำ สวรรค์บังเกิดขึ้นตลอด จึงไม่จำเป็นต้องกังวลถึงสวรรค์ในโลกหน้าแต่อย่างใด