“เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส...เปลี่ยนส่วนที่ขาดด้วยการเติมเต็มจากส่วนที่เหลือ”

          ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ให้รางวัลกับชีวิตหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมามากพอแล้ว...โดยเดินทางขึ้นเหนือไปชมเทือกเขา ภูผา สายน้ำ ดอกไม้ ใบหญ้า เมฆ หมอกกับความเหน็บหนาว...ล้อมวงนั่งผิงไฟเพื่อขับไล่ความหนาวบนภูชี้ฟ้า พอเริ่มรู้สึกว่าตัวอุ่น ๆ ควันไฟเจ้ากรรมก็ถาโถมเข้ามาเล่นงานอีกจนได้ทำเอาน้ำตาล่วงไปหลายหยด แถมสำลักควันอยู่พักใหญ่ตอนแรกก็คิดว่าหมอก ที่ไหนได้กลับกลายเป็นควันไฟไปได้ไง นั่งต่อไม่ไหวจึงมุดเข้าเต็นท์นอนดีกว่า หลับทั้ง ๆ ที่ลมหนาวเข้ามาเยือนนี่แหละ ก็อุตส่าห์หนีร้อนจากทางใต้กะจะมาหาไออุ่นทางเหนือ ดันมาเจอความหนาวยิ่งเหน็บเจ็บหัวใจแทบจะเป็นไข้ แต่ก็คุ้มค่าจริง ๆ กับคุณค่าและความงามของธรรมชาติ

          ตัดบทจากเหนือ...กลับลงใต้ เหยียบพื้นดินที่คุ้นชิน...ปั๊บ พี่ชายคนดี...ที่แสนดีก็มารอรับ เห็นยืนยิ้มฟันเขียวเชียว เฮ้ย!! ฟันขาว หรือเหลืองอ่อน ๆ ก็ไม่แน่ใจ พอตกช่วงเย็นของวันที่ 10 ธ.ค. พี่ชายพาไปวางพวงหรีด และไว้อาลัยแก่ประธานสภาคนพิการทุกประเภทจังหวัดสงขลา “คุณสมศักดิ์” ณ วัดสระเกศ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ในงานมีแต่ความเศร้าของบรรดาญาติมิตร สายตาเหลือบไปเห็น ณ มุมหนึ่งของงานซึ่งก็น่าจะเศร้าเช่นกัน ชายหนุ่มพิการคนหนึ่งจากอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา นั่งอยู่บนรถสำหรับคนพิการใช้มือทั้งสองข้างขยับล้อเลื่อนเพื่อเข้ามาคุยกับพี่ชาย...ทราบว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นทหารอยู่นราธิวาส แต่มาเจออุบัติเหตุทางรถยนต์ในขณะที่ออกปฏิบัติหน้าที่ ทำให้สูญเสียขาทั้งสองข้าง ด้วยความสนใจในประเด็นที่สองท่านพูดคุยกันจึงขอเข้าร่วมวงเสวนาด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า “ตอนเป็นทหาร เวลาปะทะกับผู้ก่อการร้าย...รอดมาได้ทุกครั้ง ลูกปืน ลูกระเบิดไม่เคยได้แอ้ม!! แต่ดันมาเสียเหลี่ยม (เสียเชิง) ให้กับอุบัติเหตุทางรถยนต์” ก็มันได้ชื่อว่าเป็นอุบัติเหตุนี่นะ ไม่มีใครคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าด้วยสิ ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นกับเราวันไหนเวลาใด แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือพึงระมัดระวังให้มากที่สุด ท่องไว้ทุกครั้งว่า “ความประมาทคือหนทางแห่งความวิบัติ”

          การนั่งสนทนากับคนพิการ หากดูเผิน ๆ บรรยากาศดูเหมือนจะสลดหดหู่  แต่ตอนนี้ตัวเองกลับมีความสุขยิ่งที่ได้รับรู้เรื่องราวจากการบอกเล่าด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข ท่านเล่าว่า “ผมไม่ใช่คนพิการแต่กำเนิด จึงเข้าใจในมุมมองของคนปกติที่มองคนพิการ คนพิการที่มองคนปกติที่ครบ 32 และคนพิการที่มองตัวเองที่พิการดีว่ารู้สึกอย่างไร ตอนแรก ๆ ผมก็รับกับสภาพนี้ไม่ได้หรอก แต่พอนานวันก็เริ่มทำใจได้เพราะแท้ที่จริงแล้วเราต้องสู้ เราต้องสร้างพลังเพื่อชีวิต จะไม่ยอมงอมืองอเท้าเด็ดขาด” และตัวเองก็ได้รับรู้ว่าแท้จริงแล้วคนพิการต้องการความเข้าใจจากสังคมมากกว่าความสงสาร ทุกคนมีศักยภาพอยู่ในความพิการ หากสังคมได้ให้โอกาสในด้านต่าง ๆ อย่างพึงมีพึงได้ก็คงจะดี คำพูดหนึ่งของท่านประโยคหนึ่งทำให้รู้สึกถึงพลังที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไป “ตอนนั้นผมเริ่มคิดได้ว่าอวัยวะของคนปกติมี 32 แต่ผมขาดไป 2 ผมก็ยังเหลืออีกตั้ง 30 แล้วทำไมผมต้องให้ 30 ที่เหลือต้องกลายเป็นส่วนที่ใช้การไม่ได้ตามส่วนที่ขาดไปด้วยล่ะ จริง ๆ แล้วมันหายไปแค่ 2 เอง ทำไมผมจะดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้ส่วนที่เหลือ 30 ของผมพิการไปด้วยหรอก...ถ้าผมหายไป 3 ผมก็ยังเหลืออีกตั้ง 29 หายไป 4 ก็ยังเหลืออีก 28 ส่วนที่เหลือมากกว่าส่วนที่ขาดอีกทำไปผมจะต้องสิ้นหวังล่ะ เอาส่วนที่เหลือมาใช้ประโยชน์ได้เยอะแยะ...ขอให้อยู่ด้วยใจ ของมันอยู่ที่ใจคุณว่าใหม?” คนพูด ๆ ด้วยความภาคภูมิใจ และรอยยิ้มที่ส่งมาทางแววตาทำให้รู้ว่าเขามีความสุขกับความพิการที่เขาไม่คิดว่ามันจะเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตเลย ก็ในเมื่อใจเขาไม่ได้พิการตามไปด้วย

          เห็นแนวความคิดที่ “เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส...เปลี่ยนส่วนที่ขาดด้วยการเติมเต็มจากส่วนที่เหลือ” ด้วยใจที่มีด้วยพลังแห่งชีวิตที่ไม่ได้พิการ วันนี้...คนครบ 32 อย่างเราได้พลังเยอะแยะจากคนที่ขาด แต่ไม่ได้ขาดพลังทางด้านความคิด พลังที่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ พลังที่จะเดินไปข้างหน้า พลังที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ พลังที่อยากให้คนปกติที่ครบ 32 ได้สัมผัสดูบ้างว่ามันเข้มข้นแข็งแกร่งขนาดไหน  ตอนนี้เชื่อแล้วค่ะ...ว่าคนที่ทำงานกับผู้พิการที่เขาบอกว่าเวลากลับบ้านเขาจะกลับไปพร้อมพลัง และมีความสุขทุกครั้ง มันเป็นเช่นนี้เอง แล้วคุณล่ะ...ครบ 32 หรือเปล่า เช็คดูตัวเองหน่อยว่าส่วนใดขาดหายไป หากพิการ...ยกมือขึ้น ตอนนี้เจ้าหน้าที่ร้อมตำรวจไว้หมดแล้ว!! ยอมให้จับไปซ่อมแซมจิตใจซะดี ๆ

พิการส่วนใดไม่โหดร้ายเท่ากับใจพิการ...คนเราอยู่ได้ด้วยพลังใจค่ะ

ขอบคุณพลังใจที่ไม่เคยพิการ ทำให้ชีวิตฉันได้ดำเนินต่อไป