ไม่ได้พูดเล่นนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าตัวเองฉลาดขึ้นหน่อยๆ จริงๆ ในช่วงหกเดือนหลังของปี 2549 ครับ

ผมรู้สึกว่าความคิดปราดเปรียวขึ้นเยอะ ในขณะเดียวกันก็มีความสุขุมลึกซึ้งในการคิดมากขึ้น

ตอนแรกผมนึกว่าผมอุปทานไปเอง แต่ตอนนี้รู้สาเหตุแล้วครับ

จากข่าวที่ BBC News นักวิจัยจาก Southampton University พบว่าคนที่เป็นมังสวิรัติ (vegetarian) ฉลาดมากขึ้นครับ นอกจากนั้นยังพบว่าเด็กฉลาดจะมีโอกาสเป็น vegetarian เมื่ออายุมากขึ้นด้วย

ผมตัดสินใจเลิกกินหมูหลังจากผมและ ดร.จันทวรรณ ขับรถตามรถบรรทุกหมูที่ไปโรงฆ่าสัตว์หลัง ม.สงขลานครินทร์ ครับ

มีหมูตัวนึงน่ารักมาก มันลอยคอมองซ้ายมองขวามาจากกรงขนาดพอตัวด้วยความสนุกสนาน เพราะในชีวิตมันนี่เป็นครั้งแรกที่ได้มีโอกาสออกมาเห็นโลกภายนอก

เป็นหมูที่แววตาฉลาดเฉลียวน่ารักน่าซนทีเดียว ผมขับตามไปก็มองไปพลางแล้วบอก ดร.จันทวรรณ ว่า "หมูตัวนี้น่ารักดี"

แต่พอนึกอีกทีก็สะเทือนใจ "นี่มันกำลังถูกพาไปฆ่านี่นา"

ในช่วงนั้นผมเองก็มี cholesterol ในเลือดอยู่ที่ maximum boundary ของคนปกติ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ปกติหากปล่อยไว้นาน สาเหตุอย่างหนึ่งก็เพราะทำหมูสามชั้นต้มจิ้มซีอิ้วกินกับข้าวบ่อยนั่นเอง

หมูสามชั้นต้มจิ้มซีอิ้วนี่ทำกินมาตั้งแต่สมัยเรียนครับ เพราะมันทำง่าย แล้วเวลาซื้อหมูมาทีนึงนี่เก็บไว้ได้นาน

แต่การเห็นหมูในกรงวันนั้นทำให้ผมได้คิดครับ ว่าการกินหมูนี่ไม่ดีเลย "คนกินก็เจ็บ คนถูกกินก็เจ็บ ไม่มีอะไรดี แล้วจะกินกันไปทำไมอีก"

ผมกับ ดร.จันทวรรณ เลยเลิกกินหมูตั้งแต่นั้นมา แล้วเลยขยายเลิกกินสัตว์บกประเภทอื่นๆ ไปด้วย แต่เราเป็น vegetarian แบบยังกินนม ไข่ และอาหารทะเล ครับ

เรื่องอาหารทะเลนี่ต้องเปิดช่องไว้ครับ เราจะได้ไปกินอาหารนอกบ้านกับคนอื่นๆ ได้สะดวก

จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เกือบ 6 เดือนแล้วครับ

ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองสุขภาพดีขึ้น ฉลาดขึ้น แข็งแรงขึ้น และด้วยผลวิจัยจาก Southampton University นั้น ความรู้สึกของผมไม่ได้เกิดจากอุปทานแน่นอน

แต่ความรู้สึกทางกายนั้นไม่สำคัญครับ เพราะที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกทางใจ ผมรู้สึกว่าผมใจดีขึ้นครับ ดีใจที่ไม่ได้เบียดเบียนสัตว์อื่นเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด เป็นความรู้สึกสงบในใจที่บรรยายไม่ถูกครับ ต้องพิสูจน์เอง

ดังนั้นใครอยากสุขภาพดีทั้งกายและใจ ผมขอเชิญชวนให้ลดหรือเลิกการกินเนื้อสัตว์กันนะครับ