ดิฉันได้มีโอกาสมีส่วนร่วมในการเตรียมงานและร่วมงานวันเกิด ท่านอาจารย์ระพี สาคริก ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๔๙
คุณนฤมล นพรัตน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะเตรียมงาน เล่าให้ฟังว่า ดอกไม้ที่ใช้ประดับงานนี้ส่วนหนึ่ง ไปเอามาจากกลุ่มผู้ที่เลี้ยงกล้วยไม้ที่ได้จัดงานวันเกิดให้คุณพ่อระพี ก่อนหน้านี้
ดอกกล้วยไม้ หลากสี หลากพันธุ์ยังคงสดชื่น อวดโฉมงามสะพรั่งท้าคนชม ทันทีที่ย่างเท้าเข้ามาในหอประชุม ซึ่งตอนหลังท่านอาจารย์เล่าว่า กลุ่มประชาชนผู้รักและปลูกกล้วยไม้เหล่านี้ได้พากันจัดงานวันคล้ายวันเกิดให้ท่านอาจารย์ ที่พวกเขาพากันรวมตัวกันมาร่วมงานถึง ๑๔๐๐ คน พลังของการ " ทำอะไรก็ได้ที่ชอบ ถ้าได้ทำในสิ่งที่ชอบจะมีความสุข พยายามทำให้ประณีต ความประณีตจะเป็นความงาม แล้วความงามจะมาพัฒนาจิตใจผู้ทำ แลวพยายามทำให้ลึกลง ลึกลงไปเรื่อย ๆ แล้วจะค้นพบเอง " ( คำตอบของท่านอาจารย์ระพี ต่อคำถาม " อยากทำความดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร " นำมากล่าวโดย อาจารย์หมอประเวศ วะสี )
บรรยากาศในงานวันนี้เป็นบรรยากาศที่พิเศษ เป็นบรรยากาศแห่งความรักที่ลึกซึ้งที่มีต่อกันและกัน ของแต่ละฝ่าย มีการแสดงออกเป็นอาจาริยะบูชาในหลายรูปแบบ แม้ในเบื้องต้นจะมีคนไม่มากนักในหอประชุม กระนั้นผู้คนที่อยู่ในหอประชุมก็มีความหลากหลายสูงของวัยผู้ที่เข้าร่วม อันบ่งบอกถึงความรักอันไร้ข้อกีดกั้น ภาพของผู้คนที่เข้าไปกราบท่านอาจารย์ บ้างก็เข้าไปกอด...ท่านอาจารย์จับมือพวกเขาไว้ ขณะที่พูดคุยกับพวกเขา ก็ทำให้เราผู้เห็นประจักษ์รับรู้ได้ถึงสายใยแห่งรักนั้น...คนค่อย ๆ ทะยอยเข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ ในตอนใกล้จะรดน้ำอวยพรให้ท่านอาจารย์ มีการรวมตัวกันเป็นรุ่น เป็นกลุ่มเพื่อจะได้ไปพร้อมกันจะได้ไม่รบกวนท่านอาจารย์มากนัก ทุกอย่างเป็นไปโดยไม่ต้องเตรียมหรือนัดหมายกันแต่อย่างใด .....บรรยากาศตอนที่ท่านอาจารย์กล่าวกับผู้คนที่อยู่ในห้องประชุม...ทุกอย่างเงียบสงบ จนรู้สึกได้ถึงลมหายใจเข้าออกของตนเอง หัวใจอ่อนนุ่มนวลเปิดสตรับสารจากท่านอาจารย์ "... ตำราเล่มใหญ่อยู่ที่ใจของเรา...ทุกคนเป็นครู ทุกคนเป็นศิษย์ เราต่างเป็นคนเหมือนกัน....ทำอะไรก็ตามให้มองย้อนกลับที่ใจ " ท่านอาจารย์ระพี ผู้ได้ใช้ศักยภาพความเป็นมนุษย์ที่ดำรงชีวิต ดำรงตน จนเข้าถึง ความจริง ความดี และความงาม .....
วินาทีแห่งการเรียนรู้ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความรักนั้นมันซาบซึ้ง และประทับเข้าไปในใจ นี่คงจะเป็นการที่ ( อ. ประภาภัทร นิยม ได้พูดถึง ) โดยธรรมชาติชีวิตของมนุษย์ต้องเรียนรู้ อยู่แล้ว มนุษย์มีศักยภาพสูงอย่างไม่น่าเชื่อ จากตัวอย่างของการทดลองว่า เราใช้สมองเพียง ๑๐ % ของปริมาณทั้งหมดที่เรามีอยู่ ศักยภาพดังกล่าวจะพบได้เมื่อเปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ของเขา
การ " เปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้ทำหน้าที่ " ต่างหากที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ จัดการความรู้
ผู้ที่ร่วมในโครงการที่ดิฉันทำอยู่ทุกคนต่างเป็นทั้งครูและศิษย์ในขณะเดียวกัน
ใจ ความรัก ความสุข คงมีส่วนที่สำคัญมากในการที่จะนำความรู้ไปสู่ภาคปฏิบัติให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ยกระดับปัญญา