เกริ่นนำ

บันทึกนี้ เป็นบันทึกที่ผมเขียนเป็น Reflection ในแบบ "Self Talk" หลังจากดูคลิปวิดีโอ เรียนรู้ร่วมคิด e.p.1-VUCA World ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ ได้สนทนากับคุณอุ๊ กัณจริยา สุขรุ่ง ใครสนใจดูคลิปนี้ได้ทาง Youtube นะครับ ที่ 

https://www.youtube.com/watch?v=cKDTtPGYOVM

------------------------------------------------------------------------------------------------------------


Self Talk หลังดูคลิป Reunion Leaders by Heart  e.p.1

20.26 น.

เชียงชุนกำลังจะหมดจอก แต่แหนมแกล้มยังเหลืออีกหน่อย ก็กินไปด้วยระหว่างดูคลิป  ดูไป กินไป จดโน้ตไป ดูไปสิบนาทีเมียกะลูกเรียกไปกินข้าว ก็ pause เอาไว้ ยุคดิจิตัลมันก็ดีไปอย่าง เราเลือกเรียนรู้จากสื่อต่างๆได้มาก แต่จริงๆ เบื้องหลังคือเราต้องเตรียมตัวให้ดีมาก่อนนะ

นี่ก่อนจะมาดูคลิปอาจารย์นี่ ผมไม่ใช่โหลดเสร็จแล้วมาดูเลย ไม่ได้ๆ จะดูอะไรที่ใช้หัวจิตหัวใจหัวสมองมากๆนี่ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเตรียมบริบทสภาพแวดล้อมกันก่อน  ผมเลือกช่วงเวลาเย็นๆอากาศไม่ร้อนครับ ก่อนดูคลิปก็เล่นกีตาร์ร้องเพลงเบาๆสักสามสี่เพลง พาลูกไปซื้อขนมให้ใจครึ้มๆ เตรียมกับแกล้ม กับยาดองกรึ่มๆไว้ ไม่รู้คนอื่นเป็นไงบ้าง แต่ผมชองอรรถรสในการดูคลิปแบบนี้นะ

โอเคล่ะ เข้าเรื่อง คือ VUCA World ที่อาจารย์พูดนี่เราเข้าใจพอเป็นพื้นฐานละ แต่รอบนี้อาจารย์เอาประวัติศาสตร์ของวิธีคิด จิตวิญญาณแห่งกาลเวลา มาเติมเข้าไปด้วย เอ้อ มันมีมิติความลึกทางประวัติศาสตร์ รู้สึกชอบว่ะ (ว่าแล้วก็เคี้ยวแหนมอีกหนึ่งชิ้น พร้อมจิบเชี่ยงชุนอีกหนึ่งจอก) มันเห็นว่า เราเป็นคนๆหนึ่งที่เดินอยู่บนเส้นทางไทม์ไลน์ของประวัติศาสตร์ แน่นอนว่าเราอยู่กับปัจจุบัน แต่เราก็อยู่อย่างเข้าใจถึงความเชื่อมโยงปัจจุบันกับประวัติศาสตร์ด้วย อันนี้ น่าจะเรียกว่าอยู่กับปัจจุบันแบบไม่ซื่อบื้อนะ

อาจารย์พูดในภาพใหญ่ก็จริงแต่ก็ทำให้เรานึกถึงสถานการณ์เล็กๆในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการรับมือ COVID-19 ที่ปางมะผ้า , การจัดการไฟไหม้ครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปี ของอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เหล่านี้มันสะท้อน VUCA WORLD ได้ชัด มั่นใจว่ามาถูกทางละ  แต่ก็อดอึดอัดไม่ได้  ที่ถึงแม้จะมีคนออกมารณรงค์สารพัด  แต่ไม่ค่อยมีใครพูดในเชิงกระบวนทัศน์ ก็ยังติดในระดับ event กันอยู่เป็นส่วนใหญ่ หมอพัฒน์กับเราก็คุยเรื่องนี้ผ่านโซเชียลมีเดียบ้าง แต่นั่นก็มักจะเป็นพื้นที่ on line ส่วนพื้นที่ on ground เรายังมีการนำเสนอเรื่องนี้กันน้อย แต่ในอนาคตน่าจะได้คุยเรื่องนี้มากขึ้น เพราะในช่วงวิกฤต COVID แต่ปางมะผ้ากลับรับมือได้ดี และมีงานเด่นๆหลายชิ้น ทำให้บทบาทหมอสุพัฒน์กับเราโดดเด่นขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ก็น่าจะเป็นโอกาสที่เราจะขยับขยายแนวคิด และพื้นที่ทำงานได้กว้างขึ้น

สิ่งที่โดนใจมากๆในคลิป คือ อาจารย์ย้ำหลักการเรียนรู้โดยพิจารณาแต่ละบุคคล รวมถึงกาลเทศะ ที่ไม่ตายตัว การเรียนรู้ที่ลึกซึ้งจะเกิดขึ้นได้ จะต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ จากของจริง จากสภาวะจริง อันนี้ ที่โดนใจคือที่ปางมะผ้ารับโครงการมาทำหลักสูตรล่ามชุมชน ซึ่งตอนนี้มีปัญหาทางวิธีคิดกับคนที่ให้งบมา เพราะเขาไม่เข้าใจว่าการเรียนรู้ที่เราทำกันอยู่กับน้องๆสตรีชาติพันธุ์ต่างๆในอำเภอปางมะผ้าเป็นอย่างไร ซึ่งผมเคยอธิบายไปหลายรอบว่าเป็นกระบวนการคนละอย่างกับการจะไปทำหลักสูตรมาตรฐานแบบเป็นตำรา เป็นคู่มือที่แห้งแล้ง แต่ตัวให้งบไม่เข้าใจ และไม่พยายามเข้าใจ นี่เราก็แบ่งรับแบ่งสู้ แต่ถ้าแนวคิดจูนกันไม่ได้ ก็คงไม่เอา ดีกว่าไปทำอะไรโหลยโท่ยที่มันไม่ใช่  (จำคำสอนนี้อาจารย์ได้ว่า เราต้องพิถีพิถัน อย่าไปทำผิดซ้ำ ชีวิตและเวลาเป็นสิ่งที่มีค่าอย่าทำอะไรในสิ่งโหลยโท่ย) ก็คงต้องให้หมอไปเจราจาเพราะความอ่อนน้อมดูมีมากกว่าเรา

อ้อ พิธีกรสาวดำเนินรายการได้เป็นธรรมชาติดีครับ ถ้ามีโอกาส รอบหน้าใส่เสื้อหรือชุดลายหวานๆมาจะให้สิบเต็ม J ชอบตรงที่เจออาจารย์เล่นนอกบท คือ อาจารย์ถามกลับว่า อยากให้พิธีกรพูดในแบบที่ตัวเองเป็นไม่ใช่พูดในแบบที่เป็นตัวแทนรุ่น อืมม อันนี้ เป็นการเปิดฉากที่สำคัญมาก เพราะท้ายที่สุด ต้องตอบตัวเองให้ชัด มองเห็นตัวเองตลอดเวลาว่า เราเป็นใคร และเรากำลังทำอะไรอยู่ เราเชื่อมโยงกับสิ่งภายนอกในสภาวะภายในอย่างไร ในห้วงเวลา VUCA World โดยไม่เผลอรีบกระโจนเข้าตระครุบอย่างที่เคยเป็นมา

21.06 น. พิมพ์เสร็จก็ 40 นาทีพอดี