ผมสรุปหักดิบแบบกรายๆ ว่า สมุดค่ายมีหลากหลายหน้าที่ ขึ้นอยู่กับเราจะเข้าใจแก่นแท้และให้ความสำคัญแค่ไหน ถ้าเข้าใจและเห็นความสำคัญ นิสิตชาวค่ายก็จะเขียนออกมาอย่างสร้างสรรค์ ในแบบ “จริงจัง-จริงใจ” ทั้งต่อตนเองและเพื่อนๆ เรียกได้ว่า ครบรส “บันเทิง-เริงปัญญา” ถ้าไม่คิดอะไรมาก สมุดค่ายที่ว่า ก็จะเป็นจดหมายเหตุเล็กๆ ที่ชวนจำในมิติส่วนตัว และนั่นก็ไม่ผิด

บันทึกที่แล้ว พ่อฮักแม่ฮัก : อีกหนึ่งกระบวนการเรียนรู้ชุมชนของคนค่าย  ผมเขียนถึงบทเรียนที่ว่าด้วย “พ่อฮัก-แม่ฮัก”  ไปแล้ว  มาถึงบันทึกนี้ผมปรารถนาที่จะเขียนถึงประเด็น “สมุดค่าย” บ้าง เพราะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่นิสิตชาวค่ายได้หยิบยกมาพูดถึงแทบจะทุกองค์กร

เพียงแต่ว่าทุกองค์กรที่เดินทางไปจัดค่ายอาสาพัฒนา รวมถึงกิจกรรมนอกหลักสูตร หรือกิจกรรมนอกสถานที่ พวกเขาจะเรียกสมุดค่ายว่า “สมุดกระจก”

สมุดกระจกในความหมายของนิสิตชาวค่าย หมายถึง สมุดบันทึกชีวิตประจำวันของคนที่ไปออกค่าย  เป็นสมุดรายบุคคลที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เจ้าตัวบันทึกการเรียนรู้ในแต่ละวัน  ส่วนเจ้าตัวจะบันทึกในแง่มุมใด  บันทึกในรูปแบบใด  จะเป็นสาระวิชาการ หรือบันเทิง-จิปาถะก็ไม่ผิด

เพียงแต่มีหลักปฏิบัติร่วมกัน กล่าวคือสมุดที่ว่านี้ต้องถูกนำมาวางไว้ในจุดที่กำหนดให้  เพื่อให้คนอื่นได้อ่าน หรือกระทั่งได้เขียนถึงเจ้าของสมุด –



สมุดกระจก : สมุดค่ายที่เป็นมากกว่าสมุดบันทึกประจำวัน


เวทีการถอดบทเรียนครั้งนี้  พบว่า สมุดกระจก คืออีกหนึ่งกระบวนการที่ชาวค่ายสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการสานสร้างความสัมพันธ์อันดีของคนในค่าย  ช่วยให้คนค่ายได้ส่งข้อความ หรือความรู้สึกในแง่มุมต่างๆ ถึงกันและกัน -

มุมมองของนิสิตข้างต้น  จึงนับได้ว่า สมุดกระจกเป็นเสมือนกิจกรรมละลายพฤติกรรมก็ไม่ผิด เพียงแต่ไม่ได้ขับเคลื่อนผ่านการ “ตี กลอง ร้อง-เต้น” เท่านั้นเอง

โดยส่วนตัวผม  - ผมมองมากกว่านั้น ผมไม่ได้มองว่าสมุดกระจก คือสมุดบันทึกประจำวันธรรมดาๆ เท่านั้น  ขึ้นอยู่กับว่านิสิตจะเข้าใจ หรือให้ความสำคัญแค่ไหน 

ความเข้าใจ จะนำมาสู่การให้ความสำคัญ  และประเด็นเหล่านี้ คือสิ่งที่ผมสื่อสาร หรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีดังกล่าว เช่น

  • สมุดกระจก คือ สมุดบันทึกประจำวัน หรือไดอารี่ดีๆ นั่นเอง
  • สมุดกระจก คือการชำระตัวเอง คือการเปิดเปลือยตัวเองผ่านตัวหนังสือ หรือภาพ เพื่อให้คนอื่นได้ซึมซับ-รับรู้ และทำความเข้าใจ รวมถึงการทำให้เราได้เรียนรู้ตัวตนของคนอื่นผ่านสมุดกระจกไปพร้อมๆ กัน
  • สมุดกระจก คือ กระบวนการทบทวนชีวิต หรือการทบทวนการเรียนรู้รายวันของแต่ละคน ผ่านมุมมองของตนเอง และมุมมองของคนอื่นที่เข้ามาเขียนถึงเจ้าของสมุดฯ


  • สมุดกระจก คือ กระบวนการพัฒนาศักยภาพนิสิตในมติการเฝ้ามองชีวิต ถอดรหัสชีวิตและสังคมแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ  หากจะเรียกว่า นี่เป็นการฝึกการสังเกตสิ่งรอบตัว ทั้งตัวเองและอื่นๆ ก็ไม่ผิด สังเกตแล้วทำการวิเคราะห์-ตีความ จากนั้นก็ถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราว
  • สมุดกระจก คือ กระบวนการของการฝึกทักษะการสื่อสารสาธารณะผ่านตัวหนังสือ ภาพวาด
  • สมุดกระจก คือ กระบวนการ หรือเครื่องมืออีกหนึ่งชิ้นของการประเมินการเรียนรู้โครงการฯ
  • ฯลฯ

ในทางกระบวนการของสมุดกระจกทุกๆ องค์กรมีทิศทางในการสร้างขึ้นมาที่เหมือนกัน เช่น  การเย็บด้วยมือ มีทั้งคณะกรรมการชมรมฯ เย็บกันเอง แล้วแจกจ่ายให้สมาชิกค่ายนำไปตกแต่งปก  การตกแต่งปกจะมีทั้งที่เป็นเงื่อนไง และไม่มีเงื่อนไข เช่น ระบุชื่อ-ชื่อสกุล ชื่อเล่น สาขา

หรือแม้แต่ “อะไรก็ได้” – อะไรก็ได้ที่สบายใจจะตกแต่งให้สมุดกระจกดูดีมีสีสัน หรือบ่งบอกความเป็นตัวตนของเขาเอง

เช่นเดียวกับการแจกกระดาษให้สมาชิกค่ายแต่ละคนไปเย็บเอง ตกแต่งเองก็มี –


จดหมายน้อย :การสื่อสารอันคลาสสิค และโรแมนติกของคนค่าย


นอกจากสมุดกระจกแล้ว ในเวทีถอดบทเรียนครั้งนั้นยังพบว่ามี “จดหมายน้อย” เข้ามาเป็นหนึ่งในเครื่องมือการเรียนรู้ด้วยเช่นกัน

“จดหมายน้อย” มีสถานะเช่นเดียวกับ “สมุดกระจก”  ต่างกันตรงแทนที่จะอยู่ในรูปของสมุดเป็นเล่มๆ  กลับทำเป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่กรรมการค่ายฯ ตัดไว้ เพื่อให้แต่ละคนนำไปเขียนถึงสมาชิกในค่ายที่อยากจะสื่อสาร  พอเขียนเสร็จก็นำไปหย่อนไว้ ณ จุดที่กำหนดให้

โดยส่วนใหญ่จุดที่กำหนดให้ก็จะให้แต่ละคนทำเป็นเหมือน “กล่องรับจดหมาย”  หรือ “กล่องไปรษณีย์” ที่ตั้งอยู่หน้าบ้านของเรานั่นแหละ  กล่องจดหมายที่ว่านั้นจะบ่งบอกว่า “ใครเป็นเจ้าของ”

ผมมองว่า  กระบวนการนี้คลาสสิคและโรแมนติกมากๆ  เป็นกระบวนการที่น่ารัก อบอุ่น  เป็นกระบวนการที่ห้าวหาญที่เดินทางสวนกระแสหลักในสังคมออนไลน์  แทนที่จะก้มๆ เงยๆ ส่งข้อคามผ่านมือถือถึงกัน  แต่กลับมานั่งเขียนความรู้สึกด้วยลายมือตัวเอง เพื่อสื่อสารไปยังคนที่นิสิตอยากสื่อสาร –

ครับ – ผมว่ากระบวนการเหล่านี้ จริงๆ ซ่อนนัยสำคัญเรื่องของวินัยในการใช้ชีวิตร่วมกันพอสมควรเลยล่ะ  ว่างค่อยมาเขียน  มิใช่หยิบจับมือถือขึ้นมาเขียนแล้วกดปุ่มส่งได้ทุกเวลา จนบางทีอาจไม่มีสมาธิในการทำงานด้วยก็เป็นได้

อีกทั้งในบางค่าย ยังนำจดหมายน้อยมาอ่านเป็นสาธารณะร่วมกัน  เรียกได้ว่า เอามาเปิดเปลือยแบบน่ารักๆ หยิกหยอกตามประสาคนค่าย สร้างบรรยากาศก่อนทานข้าวเช้าข้าวเย็น หรือแม้แต่ก่อนเข้านอนได้เป็นอย่างดียิ่ง


สมุดค่าย : สมุดที่เริ่มเลือนหายไปจากสังคมค่าย


โดยสรุปแล้ว ข้อมูลที่ค้นพบจากเวทีดังกล่าวนี้  ทำให้ผมรู้ว่าสมุดบันทึกค่าย หรือสมุดค่ายที่พบในปัจจุบัน จะพบอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ นั่นคือ สมุดกระจก-และจดหมายน้อย 

ดังนั้นในฐานะกระบวนกร  ผมจึงถือโอกาสให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วยังมีสมุดค่ายอีก 2 เล่มที่ควรให้ความสำคัญ  นั่นคือ  1) สมุดค่าย  และ 2) สมุดเยี่ยมค่าย

  • สมุดค่าย ในที่นี้ มิใช่สมุดบันทึกค่ายที่คณะกรรมการค่ายทำการจดบันทึกกิจกรรมประจำวัน หรือรายรับรายจ่ายหรอกนะครับ  หากแต่หมายถึงสมุดที่กรรมการค่ายทำขึ้นมาอีก 1 เล่มเป็นการเฉพาะ เป็น “เล่มกลาง” มิใช่สมุดกระจก  ทำขึ้นมาเพื่อให้สมาชิกค่ายได้เขียนอะไรๆ ต่อค่ายที่เข้าร่วม

    ข้อเขียนที่สมาชิกค่ายเขียนลงในสมุดค่ายเล่มนี้  จะเป็นการชื่นชม ให้กำลังใจ  ท้วงติง - ติเตียน และเสนอแนะสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อกรรมการค่าย ซึ่งสามารถนำมาปรับแต่งสู่การทำงานรายวัน  หรือการนำไปพัฒนาในครั้งต่อไป  ประหนึ่งแบบสำรวจ / สอบถามก็ไม่ผิด เพียงแต่ไม่ได้มีประเด็นการซักถามใดๆ ผมเรียกสิ่งนั้นว่า  “3 ป.”  คือ “ปลายเปิด-เปิดรับ-ปรับปรุง” 

    -ปลายเปิด
      คือไม่มีคำถามเฉพาะเจาะจง
    -เปิดรับ
    คือ เปิดรับฟังเสียงสะท้อน
    -ปรับปรุง
    คือ นำไปปรับเปลี่ยนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์

  • สมุดเยี่ยมค่าย ในที่นี้คือสมุดค่ายที่คณะกรรมการค่ายต้องจัดทำขึ้นรองรับการมาเยี่ยมเยียนของผู้คน  ทั้งที่เป็นผู้นำในท้องถิ่น หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ  หรือแม้บุคคลในภาคเอกชน และอื่นๆ ที่สัญจรแวะมาเยี่ยมค่าย  ซึ่งก็มักจะบันทึกไว้ให้รู้ว่า “มาหนุนเสริม”

สมุดเล่มนี้ ผมบอกกับนิสิตว่า “สำคัญมาก” เพราะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ใช้ประเมินการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี ประเมินว่าใครเข้ามาเยี่ยม ใครมาหนุนเสริมอย่างไร เพราะจะสัมพันธ์กับหนังสือที่มหาวิทยาลัยฯ ส่งไปยังส่วนต่างๆ นั่นเอง

เรียกได้ว่า หนังสือที่มหาวิทยาลัยมหาสารคามจัดทำขึ้นและส่งไปนั้น  มีผลอย่างไร มีการสั่งการใดๆ  จากส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือไม่ –

ซึ่งในเวทีครั้งนี้  ทำให้รู้ว่า ไม่มีองค์กรใดทำสมุดค่ายเล่มนี้ไว้เลย  อาจเพราะไม่เข้าใจ หลงลืม หรือการมองไม่เห็นความจำเป็น หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยฯ ไม่เคยแนะนำก็เป็นได้


เหนือสิ่งอื่นใด


นอกจากประเด็นข้างต้น  ผมสรุปหักดิบแบบกรายๆ ว่า  สมุดค่ายมีหลากหลายหน้าที่ ขึ้นอยู่กับเราจะเข้าใจแก่นแท้และให้ความสำคัญแค่ไหน  ถ้าเข้าใจและเห็นความสำคัญ นิสิตชาวค่ายก็จะเขียนออกมาอย่างสร้างสรรค์ ในแบบ “จริงจัง-จริงใจ” ทั้งต่อตนเองและเพื่อนๆ  เรียกได้ว่า ครบรส “บันเทิง-เริงปัญญา”

ถ้าไม่คิดอะไรมาก สมุดค่ายที่ว่า ก็จะเป็นจดหมายเหตุเล็กๆ ที่ชวนจำในมิติส่วนตัว และนั่นก็ไม่ผิด –

รวมถึงการทิ้งประเด็นว่า สมุดบันทึกค่ายโดยเฉพาะสมุดกระจก  ไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสารในค่ายเท่านั้น หากแต่ยังหมายถึงการฝึกทักษะ (skills) ต่างๆ เช่น  

  • การออกแบบ/จินตนาการ ฝึกใช้ศิลปะตกแต่งสมุด  
  • ฝึกการสังเกตชีวิต 
  • ฝึกทบทวนชีวิต ฝึกสังเคราะห์เรื่องราว สังเคราะห์การเรียนรู้
  • ฝึกการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านอักษร/ตัวหนังสือ -ภาพ

รวมถึงฝึกให้นิสิตได้วิเคราะห์ตัวเอง  และเปิดใจรับฟังข้อคิดเห็นจากคนอื่นด้วยเช่นกัน ฯลฯ

นี่คืออีกหนึ่งชุดบทเรียนที่ผมและทีมงาน ตลอดจนนิสิตได้ค้นพบร่วมกันในเวทีการถอดบทเรียนเล็กๆ ที่ผ่านมา


เขียน : อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2563
เวที : วันที่ 25 เมษายน 2563
ภาพ : พนัส ปรีวาสนา / องค์กรนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม