พ่อฮักแม่ฮัก คือระบบและกลไกอันสำคัญของการเดินทางไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ ไม่ใช่สำคัญเพราะนิสิตชาวค่ายจะได้ใช้บริการ รองรับ หรือพึ่งพาในเรื่อง “ห้องน้ำห้องท่า” หากแต่หมายถึงการได้เรียนรู้และสัมผัสจริงในเรื่องวิถีชีวิตของชุมชน ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การกินอยู่ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี สุขภาพ

ผมและทีมงานจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับนิสิตเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563  ณ ห้องประชุม 1 อาคารพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เวทีดังกล่าวเป็นทั้งเวทีของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับนิสิต นิสิตกับนิสิต และการ “ถอดบทเรียน” ก็ว่าได้

ประเด็นหลักๆ ที่จัดการเรียนรู้ร่วมกันในวันนั้นเป็นเรื่อง “การจัดกิจกรรมนอกสถานที่” ครอบคลุมไปทั้งกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาและอื่นๆ โดยมีนิสิต หรือผู้มีส่วนที่เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ยกตัวอย่างเช่น

  • องค์การนิสิต
  • กลุ่มนิสิตพลังสังคม
  • ชมรมรุ่นสัมพันธ์
  • ชมรมสานฝันคนสร้างป่า
  • ชมรมรักษ์ทางไทย
  • ชมรมอาสายุวกาชาด
  • ชมรมพรางเขียว
  • ชมรมรักษ์อีสาน
  • ชมรมครูอาสา
  • ชมรม World Culture Club
  • ชมรมนาฏศิลป์และดนตรีพื้นเมือง
  • ชมรมเดินตามรอยเท้าพ่อ
  • ศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม (ทำดีเพื่อพ่อทำดีเพื่อแผ่นดิน)

ซึ่งแต่ละองค์กรก็มิได้มาเพียงคนเดียว หรือมาแค่สองคน แต่อย่างน้อยก็มาขั้นต่ำ 3 คนเลยทีเดียว

กระบวนการเริ่มต้นขึ้นจากคุณณัฐภูมินทร์ ภูครองผา จัดกระบวนการละลายพฤติกรรมผ่านตาราง 6 ช่อง (ไว้โอกาสจะมาเขียนขยายความให้ได้อ่านกัน)  

ถัดจากนั้นคุณสุริยะ สอนสุระก็ให้ความรู้กึ่งกระบวนการไปในตัวในประเด็นการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ เสมือนการทวนความรู้อีกครั้ง  เพราะในกลุ่มที่เข้าร่วมมีทั้งที่ได้จัดกิจกรรมไปแล้วและอยู่ระหว่างจะขับเคลื่อนกิจกรรม

ถัดจากนั้น ผมก็เข้าไปเป็นกระบวนกรหลักในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนไปในตัว  โดยบรรยายไปด้วย ถามทัก ชวนคิดชวนคุย เชื้อเชิญให้ผู้แทนองค์กรได้ “บอกเล่า”  เรื่องราวการจัดกิจกรรมสู่กันฟัง  ทั้งที่เคยจัดมาแล้ว  ทั้งที่กำลังจะไปจัด  เพื่อค้นหาองค์ความรู้บางเรื่องร่วมกัน

โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมเป็นหัวใจหลัก  อย่างน้อยก็มีทั้งที่ถามไป-ตอบกลับ  หรือเปิดเวทีให้เล่าเรื่องราวสั้นบ้าง ยาวบ้าง ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์การสื่อสารของนิสิต

ใช่ครับ- ผมใช้คำว่า “บางเรื่อง” เพราะไม่ได้เจาะจง หรือกำหนดประเด็นไว้เป็นรูปธรรมมากนัก เพราะต้องการให้นิสิตได้มีอิสระในการสื่อสาร กล่าวคือ “ให้เล่าในสิ่งที่ทำ – ย้ำในสิ่งที่มี”จากนั้นผมค่อยจับเป็นประเด็นๆ ขมวดๆ สื่อสารกลับเข้าสู่เวทีและชวนให้แต่ละคนร่วมเติมแต่งข้อมูลร่วมกันอีกครั้ง

คำว่า “บางเรื่อง” ในที่นี้  ผมไม่ใคร่แน่ใจว่าเรียกว่า “ชุดความรู้ได้ไหม”  
แต่สำหรับผมแล้ว ผมมองว่า “ถึงไม่ใช่ ก็ไม่ขี้เหร่” เลยแหละ 
เพราะข้อมูลที่ได้รับมาล้วนเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนกิจกรรมมากโขเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น



พ่อฮัก-แม่ฮัก : กระบอกเสียงและสะพานเชื่อมโยงนิสิตกับชุมชน


พ่อฮักแม่ฮัก  คือระบบและกลไกอันสำคัญของการเดินทางไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่  ไม่ใช่สำคัญเพราะนิสิตชาวค่ายจะได้ใช้บริการ รองรับ หรือพึ่งพาในเรื่อง “ห้องน้ำห้องท่า” หากแต่หมายถึงการได้เรียนรู้และสัมผัสจริงในเรื่องวิถีชีวิตของชุมชน  ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน การกินอยู่ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี สุขภาพ ฯลฯ

พ่อฮักแม่ฮัก ไม่เพียงช่วยให้นิสิตได้เข้าถึงวิถีวัฒนธรรม หรือบริบทชุมชนเท่านั้น หากแต่ยังช่วยเป็นกระบอกเสียง หรือสะพานเชื่อมโยงความร่วมมือของชุมชนให้เข้ามาร่วมกิจกรรมกับนิสิตได้เป็นอย่างดียิ่ง เรียกได้ว่าพ่อฮักแม่ฮักคือหน่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมในชุมชนก็ว่าได้ แถมยังช่วยเกื้อหนุนอุปกรณ์ วัตถุดิบที่เกี่ยวกับข้าวปลาอาหารได้ด้วยเช่นกัน

หรือกระทั่งการให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้รู้/ปราชญ์ชาวบ้าน สถานที่สำคัญๆ ในชุมชน ข้อพึงปฏิบัติ หรือข้อต้องห้ามที่เรียกว่า “ขะลำ-คะลำ-กะลำ”

และนั่นยังไม่รวมถึงสิ่งที่นิสิตมีมุมมองเดียวกันคือกิจกรรมพ่อฮักและแม่ฮัก  ไม่เพียงช่วยให้นิสิตได้เรียนรู้ชุมชน หรือหนุนเสริมให้กิจกรรมของนิสิตลุล่วงไปได้ด้วยดีเท่านั้น  หากแต่การเข้าไปของนิสิต (ลูกฮัก) ก็เป็นการไปเติมเติมชีวิตของชาวบ้านด้วยเหมือนกัน เพราะหลายคนอยู่คนเดียว หรืออยู่กับลูกหลานเพียงไม่กี่คน เนื่องเพราะคนอื่นๆ ต้องไปทำมาหากินทั้งนอกหมู่บ้านและต่างจังหวัด

การเข้าไปของนิสิตในฐานะ “ลูกฮัก” จึงเสมือนการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตชาวบ้าน ไปอุดรูรั่วทางจิตใจ เป็นเป็นหนึ่งในแรงใจ คลี่คลายความเหว่ว้าเดียวดายให้กับชาวบ้าน ถึงจะไม่ใช่ระดับป้องกันโรคซึมเศร้าก็เถอะ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มันช่วยได้จริงๆ” 


กระบวนการของการได้มาซึ่งพ่อฮักแม่ฮัก


ในทางกระบวนการของการได้มาซึ่งพ่อฮักและแม่ฮักนั้น ภาพรวมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เบื้องต้นผู้ใหญ่บ้าน หรือคณะครูจะประสานไปยังชุมชน ประกาศรับสมัครผู้มีความพร้อม หรือประสงค์จะมี “ลูกฮัก” และนัดหมายมารวมกันในวันแรกของการ “เปิดค่าย”

พอพิธีการต่างๆ สิ้นสุดลง นิสิตจะนำสลากรายชื่อของนิสิตที่เตรียมมาจากมหาวิทยาลัยใส่ลงในกล่อง  ในสลากนั้นจะเขียน “ชื่อ-ชื่อสกุล” หรือ “ชื่อเล่น-สาขา” ไว้ แล้วเรียนเชิญชาวบ้านออกมา “จับเอาลูกฮัก”  พอจับได้ลูกฮักจะเดินออกมาสวัสดีทักทายและกลับไปนั่งกับพ่อฮักและฮัก รวมถึงนั่งรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน –


เช่นเดียวกับการนัดหมายให้ลูกฮักเข้าไปยังครัวเรือน เพื่อทำความรู้จักกับเครือญาติ รวมถึงการให้รู้จักเส้นทางระหว่างค่ายไปยังครัวเรือนนั้นๆ

ในบางค่ายนิสิตมีจำนวนเยอะมาก พ่อฮักแม่ฮักจำต้องจับสลากวนเป็นรอบสองรอบก็มี แต่การวนที่ว่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นไปตามความสมัครใจ และส่วนใหญ่ก็จะแย่งกัน “จับเอาลูกฮัก” เลยก็ว่าได้

โดยส่วนตัวแล้ว  ผมได้เน้นย้ำกับนิสิตว่า พ่อฮัก-แม่ฮัก คือกระบวนการเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะนิสิตได้สัมผัสกับความจริงของชาวบ้านภายใต้โครงสร้างครัวเรือนนั้นๆ ที่มิได้ปรุงแต่ง หรือจะมีบ้างก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

และกระบวนการพ่อฮักแม่ฮัก มิใช่กระบวนการที่มีขึ้นเพื่อรองรับการ “ใช้ห้องน้ำห้องท่า” หรือประโยชน์แอบแฝงอื่นๆ

เช่นเดียวกับการเสนอแนะสั้นๆ ว่า กระบวนการพ่อฮักแม่ฮัก นิสิตสามารถเตรียมของที่ระลึกไปมอบให้พ่อฮักแม่ฮักล่วงหน้าเลยก็ได้ สิ่งเหล่านั้นหาสามารถจัดเตรียมไปตั้งแต่มหาวิทยาลัยฯ หรือไม่เพียงพอ ก็จัดหาเพิ่มเติมในชุมชนละแวกนั้น หรือจัดหาเพิ่มในระหว่างทางก็ได้

เช่นเกียวกับแนะนำให้ลองมี free time clamp (ผมเรียกเอง) อันหมายถึง งดงานค่ายสักวัน หรือครึ่งวัน แล้วให้นิสิตไปใช้ชีวิตจริงอยู่กับพ่อฮักแม่ฮัก  ตกเย็นค่อยกลับมาพบปะกัน แล้วนำเรื่องต่างๆ มาเล่าสู่กันฟัง- ว่าค้นพบอะไร เห็นอะไร ได้เรียนรู้อะไร ฯลฯ

รวมถึงการตระหนักถึงความยั่งยืนที่มิใช่เอาความรู้สึกของชาวบ้านมาล้อเล่น เพราะกลับออกจากค่ายแล้วละเลย เพิกเฉยที่จะสานต่อความสัมพันธ์ เพราะส่วนใหญ่ที่พบคือ กลับออกมาจากค่ายแล้ว พ่อฮักแม่ฮักมักที่จะติดต่อกลับมาหานิสิตอยู่เสมอๆ มีการฝากข้าวของเครื่องใช้ หรือข้าวปลาอาหารมาให้นิสิตก็มาก

นั่นคือความรักความงดงามของชาวบ้านที่มีเป็นทุนอยู่แล้ว และถูกแบ่งปันสานสายใยอีกครั้งในระบบและกลไกของพ่อฮักแม่ฮัก

นี่คือเรื่องบางเรื่อง หรืออีกหนึ่งชุดความรู้ที่เราร่วมกันค้นพบและยืนยันว่าเป็นเรื่องสำคัญของการนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวิถีของค่ายอาสาพัฒนา-


เวที : 25 กุมภาพันธ์ 2563
เขียน :  3 เมษายน 2563