Transform มหาวิทยาลัย


ท่านนายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศ. กิตติคุณ นพ. จรัส สุวรรณเวลา ดำริให้มีกรรมการย่อยของสภาฯ เรียกว่า คณะทำงานคลังสมองยุทธศาสตร์ และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย (Think tank)  และขอให้ผมเป็นประธาน    ทำหน้าที่กันมาตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๖๒  

 โดยคณะทำงานคลังสมองยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้

1. ให้ความคิดและคำแนะนำ แนวทางในการค้นคว้า ศึกษา วิจัย วิเคราะห์ สังเคราะห์ ยุทธศาสตร์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนายุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

2. ให้ความคิดและคำแนะนำต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยในการแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ทั้งในรูปแบบของนโยบาย กลยุทธ์ แผน และโครงการ

3. ให้นำเสนอข้อเสนอต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์และการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่อสภามหาวิทยาลัยเพื่อรับทราบและการตัดสินใจ

หลังจากทำงานมาเกือบ ๑ ปี    ประชุม  ๔ ครั้ง    ผมก็สรุปกับตนเองว่า ต้องวางระบบการทำงานของคณะทำงานชุดนี้    ทั้ง (๑) การทำงานของฝ่ายเลขานุการกิจ (secretariat) คือสำนักงานสภามหาวิทยาลัย    (๒) การกำหนดวาระการประชุม    และ(๓) ปฏิสัมพันธ์กับสภามหาวิทยาลัย   (๔) ระบบข้อมูลสำหรับใช้กำหนดยุทธศาสตร์    และ (๕) ดำเนินการอย่างมี Double-Learning Loop      

การประชุมครั้งที่ ๕ จัดเมื่อวันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓    โดยมีวาระสำคัญคือ โครงการพัฒนาทุ่งใสไช ให้เป็นพื้นที่นวัตกรรมอุดมศึกษา    โดยผมได้เรียนท่านนายกสภาฯ ว่า ผมยังไม่พอใจการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้    เพราะไม่เห็นว่าจะสร้าง impact ต่อการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัยได้จริง    และวิธีทำงานของคณะเลขานุการกิจ (secretariat) ยังไม่เข้ารูป    สำนักงานสภามหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่นี้ดูจะไม่ได้เข้ามาดูแล    ยังมีรองอธิการบดีท่านหนึ่งเป็นผู้ทำงานเสียเอง   

ท่านนายกสภาจึงเตรียม PowerPoint สั้นๆ เรื่อง PSU Transformation มากล่าวต่อที่ประชุมว่า    มอ. ต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับ “เปลี่ยนขาด” (transform)    ที่จะทำไม่สำเร็จหากคิดจะเปลี่ยนทีเดียวทั้งองคาพยพ    ต้องมียุทธศาสตร์จัดการการเปลี่ยนแปลง    โดยมองการ transform สามด้านที่ในยุคนี้กลายเป็นเรื่องเดียวกัน    คือ การวิจัย การศึกษา และโครงสร้าง     จุดตัดของสามวงกลมนั้นคือ การมีโครงสร้างใหม่    เรียกว่า New PSU Units    ที่มีการจัดการแตกต่างไปจากเดิม    เพื่อให้สามารถทำหน้าที่วิจัยและจัดการศึกษาในรูปแบบใหม่ที่ต้องเปลี่ยนไปอย่างมากมายได้    คือทำแบบบูรณาการ    

ท่านนายกสภาฯ บอกว่า    ในสภาพปัจจุบันมหาวิทยาลัยไทยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแบบที่เรียกว่า “ระเบิดจากข้างใน” ได้    ต้องอาศัยพลังจากภายนอกเข้ามาช่วย   

Transformation ด้านการวิจัย คือการทำวิจัยโครงการใหญ่ ตามประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ    ที่ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย  เกิดผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ

Transformation ด้านการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิด 21st Century Skills, metacognition skills, และ digital skills    ต้องการหลักสูตรแบบใหม่  และประสบการณ์การเรียนรู้แบบใหม่   รวมทั้งใช้ digital technology ช่วยอำนวยความสะดวก   

Transformation เชิงโครงสร้าง เพื่อทำหน้าที่อย่างได้ผล และมีประสิทธิภาพ    โดยความร่วมมือกับภาคีหรือหุ้นส่วนหลายฝ่ายในประเทศ  รวมทั้งในต่างประเทศ     โดยจะต้องมีการจัดองค์กรใหม่    มีระบบกำกับดูแลใหม่   การจัดการแบบใหม่   การบริหารงานบุคคลแบบใหม่   และการบริหารการเงินแบบใหม่     

ผมตีความว่า นี่คือการอธิบาย “มหาวิทยาลัยในอนาคต โมเดลจรัส สุวรรณเวลา”   โดยที่ “มหาวิทยาลัยในอนาคต โมเดลวิจารณ์ พานิช” อ่านได้ ที่นี่   ซึ่งก็คือแนวคิดเดียวกัน  

ศ. นพ. จรัส ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่ทุ่งใสไช คือโอกาสหรือเครื่องมือสร้าง New PSU   หรือเครื่องมือ transform มอ. นั่นเอง    

ดำเนินการเปลี่ยนมหาวิทยาลัยโดยการ “สร้างใหม่” ไม่ใช่ปรับของเดิม     มิฉะนั้นประเทศไทยจะแข่งขันไม่ได้  หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางไม่ได้   

ดังนั้น หน่วยที่สร้างใหม่ ต้องทำงานแบบ บูรณาการ และ ระเบิดจากข้างนอก  

นี่คือคำอธิบายเรื่อง ความอยู่รอดของมหาวิทยาลัย ด้วยการ “เปลี่ยนขาด” (transform) ตนเอง ด้วยพลังใหม่ (new energy)    ที่มหาวิทยาลัยที่จะอยู่รอด ต้องมียุทธศาสตร์ใหม่ ในการ “ใช้พลังใหม่ในการขับเคลื่อน”    โดยที่เป็นพลังสร้างสรรค์ เพื่อการเปลี่ยนขาดมหาวิทยาลัย    พลังหนึ่งคือ นักศึกษา ที่เรียนใน mode ใหม่     mode ของ “learning by doing” (and reflecting)   และการใช้พลังของ engagement partners    โดยที่กลไกกำกับดูแล (governance) ต้อง ผลักดันให้โครงการพื้นที่ทุ่งใสไช เป็น new unit   หรือ transformation unit ของ มอ.    สภามหาวิทยาลัยต้องไม่ปล่อยให้ โครงการทุ่งใสไช เป็น more of the same  

วิจารณ์ พานิช

๑ มี.ค. ๖๓


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)