ชีวิตที่พอเพียง 3656. คำนิยม หนังสือ โรงเรียนเสียดายแดด


คำนิยม

หนังสือ โรงเรียนเสียดายแดด

ศ. นพ. วิจารณ์ พานิช

รองประธานมูลนิธิสยามกัมมาจล

.......................

หากต้องการทราบว่า คุณค่าของหนังสือเล่มนี้คืออะไร    ให้อ่านคำนำส่วนบทนำ ๖ ข้อ    ได้แก่

  1. 1. Lifelong Learningความยากจน ครอบครัวแตกแยกทำให้การศึกษาแค่ระดับมัธยมจำต้องออกจากการเรียนการสอนในระบบ แต่แสวงหาความรู้อยู่เสมอเคยคิดจะสร้างห้องสมุดให้กับโรงเรียนที่ไหนสักแห่งเพื่อให้เด็กๆ ได้มีหนังสืออ่าน พอมาเป็นพระก็คิดจะทำคลีนิคหรือโรงพยาบาลชุมชนให้ชาวบ้านขึ้นใกล้ๆ วัด แต่ได้มาสร้างโรงเรียนให้กับเด็กๆ แทนห้องสมุด ชีวิตไม่มีล้มเหลวมีแต่ Learning
  2. 2. เมตตาธรรมค้ำจุนโลกบทบาทพระสงฆ์กับการสงเคราะห์โลก ทุกอย่างที่นี่ให้ฟรีหมด ขอเพียงเด็กๆ ตั้งใจใฝ่เรียนรู้
  3. 3. การจัดการศึกษาบนความขาดแคลนการนำหลักปรัชญาพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการบริหารการศึกษา และในชีวิตประจำวัน
  4. 4. เทคโนโลยีชาวบ้านโซล่าร์เซลล์ที่หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่ที่นี่ทำให้เป็นเรื่องง่ายอยู่ใกล้ตัว ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็เข้าถึงได้
  5. 5. โรงเรียนกลางป่าในชนบทตามแนวชายแดนที่เริ่มต้นมีแต่คำดูถูกดูแคลน แต่ตอนนี้รายการทีวีของอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาต้องมาถ่ายทำรายการไปให้สมาชิกกว่าร้อยล้านครอบครัวทั่วโลกได้ชมเป็นชั่วโมง   แม้แต่การประกวดรายการทีวีที่เสฉวนประเทศจีน ยังยกย่องให้เป็น Best Human Story Award   และรายการทีวีในประเทศนำเรื่องราวของเราไปนำเสนอพร้อมตั้งคำถามหากโรงเรียนกลางป่าอย่างศรีแสงธรรม ยังทำได้ ทุกที่ในประเทศไทยก็ทำได้เช่นกัน
  6. 6. ความรู้คู่คุณธรรม นำเทคโนโลยี และมีงานทำ ผ่านกระบวนการๆ จัดการเรียนการสอนที่เน้นปฏิบัติ จนมีผู้ปกครอง และนักเรียนจากในเมืองขอย้ายลูกมาเข้าเรียนที่นี่ มาหาบ้านเช่า มาขอสร้างหอพักให้ลูกได้มาเรียนที่นี่

    นั่นคือส่วนแก่นหรือส่วนคุณค่า ที่ท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ สรุปไว้ให้ในตอนต้นของหนังสือ    แต่สาระในส่วนอื่นๆ ของหนังสือเล่มนี้ยังมีอีกมากมาย    ผมจะพยายามยามสะกัดบางส่วนออกมาชี้แนวทางใช้ประโยชน์หนังสือที่ทรงคุณค่าเล่มนี้    

ผมสรุปว่า หนังสือเล่มนี้เป็นการตกผลึกการเรียนรู้ของท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ    ในส่วนของการตั้งโรงเรียนศรีแสงธรรม  ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๓    ที่มาของโรงเรียนเสียดายแดด เล่าไว้ว่า  แนวคิดเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นจุดตั้งต้นของวัดและโรงเรียน มีการนำเรื่องเกษตร การจัดการดิน การจัดการป่า การจัดการน้ำที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันทุกอย่างต้องใช้พลังงาน จากที่เคยขาดแคลนต้องหาของเก่า หาแผ่นแตกมาสอนในห้องเรียนให้เด็กได้เรียนรู้วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น ใช้แบตเตอรี่เก่าโทรศัพท์มือถือที่ทิ้งแล้วมาหาแรงดันและต่อสายเข้ากับแผ่นโซล่าร์เซลล์แตก เอามาทำไฟฉาย เอามาใช้กับวิทยุทรานซิสเตอร์ ต่อยอดมาเป็นโครงการให้นักเรียนได้นำไปเสนอผลงานที่ต่างๆ จนได้รับรางวัลมากมาย” 

ตีความได้ว่า ท่านพระครูฯ จัดให้การเรียนรู้ในโรงเรียนศรีแสงธรรมวางอยู่บนฐานของการเรียนรู้จากการปฏิบัติในชีวิตจริง    จึงเรียนการเกษตร โยงกับการจัดการสิ่งแวดล้อม ดินน้ำป่า    ซึ่งทั้งหมดนั้นสัมพันธ์กับพลังงาน    และพลังงานที่ราคาถูกหาง่ายคือพลังงานแสงอาทิตย์หรือแดด    สะท้อนความสามารถในการใคร่ครวญสะท้อนคิด หรือตกผลึกความคิดขั้นสูงของท่านพระครูฯ

ทุกกิจกรรมของชีวิตทั้งมวลเชื่อมโยงกับพลังงานแสงอาทิตย์     โรงเรียนศรีแสงธรรมหรือโรงเรียนเสียดายแดด นำเอากิจกรรมเกี่ยวกับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางสู่การเรียนรู้ทั้งมวล    ที่เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการใคร่ครวญสะท้อนคิด    ครอบคลุมการใคร่ครวญสะท้อนคิดเพื่อชำระจิตใจภายในตนให้บริสุทธิ์  พัฒนาจิตของตนเองให้เป็น “จิตใหญ่” มุ่งทำเพื่อประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์  

จุดสำคัญของโรงเรียนเสียดายแดดคือการมีเป้าหมายและแผนที่ถูกต้อง    เมื่อสรุปเป้าหมายว่าต้องเรียน AI, Coding และหุ่นยนต์  ก็หาทางไปเรียน    เน้นที่เรียนปฏิบัติ    ทั้งครูและนักเรียนไปเรียนด้วยกัน    สำหรับนำความรู้และทักษะมาเรียนและพัฒนาต่อผ่านการปฏิบัติ    ทดสอบผลของการเรียนรู้โดยการนำผลงานไปประกวด    หรือเอาไปทำงานจริง

ที่จริงวัฒนธรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติของนักเรียนและครูโรงเรียนศรีแสงธรรมเริ่มตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียน    ท่านพระครูฯ บอกว่า ความขาดแคลนบังคับให้ต้องให้นักเรียนช่วยทำงานก่อสร้างอาคารเรียน สร้างบ้านดิน    นั่นคือการเรียนรู้ที่วิเศษ    และในที่สุดพัฒนาเป็นวัฒนธรรมของโรงเรียน ... เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เพื่อการใช้งานจริง     เราเห็นภาพนักเรียนเรียนรู้จากการทำนา  ทำการเกษตร ติดตั้งโซล่าร์เซลล์ และอื่นๆ

มองอีกมุมหนึ่ง หนังสือเล่มนี้สะท้อนการเรียนรู้ในชีวิตช่วงประมาณ ๑๐ ปี ของการทำงานสร้างโรงเรียนศรีแสงธรรม หรือสร้างคน ของท่านพระครูวิมลปัญญาคุณ    เป็นการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับเรื่องพลังงานแสงแดด    ซึ่งเชื่อมออกไปสู่ขบวนการลดภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ     เป็นการเล่าเรื่องชีวิตของการทำงานใช้พลังของการเป็นบรรพชิต เชื่อมโยงพลังของคนรักบ้านเมือง รักเพื่อนมนุษย์ เข้ามาสนับสนุน     สู่การสร้างโรงเรียนนวัตกรรม  ที่มีนวัตกรรมการเรียนรู้ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล    นักเรียนที่จบออกไปจากโรงเรียนศรีแสงธรรมได้เรียนต่อ มีอนาคตที่ดี   

ความสำเร็จยิ่งใหญ่เหล่านี้เริ่มจากความฝัน  ฝันที่จะทำประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ ที่เป็นคนบ้านป่าชายแดน    และเลือกการสร้างโรงเรียนเป็นเครื่องมือ    แม้จะเริ่มต้นด้วยความยากลำบาก    ไม่กี่ปีให้หลังความสำเร็จที่น่าชื่นใจก็ปรากฏ     อ่านตามช่วงท้ายของหนังสือ ความฝันของท่านพระครูฯ ยังไม่จบ    ยังจะมีต่ออีกหลายบท    ทั้งเรื่องการจัดตั้งบริษัท ที่เป็นธุรกิจเพื่อสังคม    ที่เชื่อมโยงไปยังการทำมาหากิน และชีวิตที่ดี ของชาวบ้าน

ผมเชื่อว่า เมื่อเดินถูกทาง    ใช้วิธีการที่ถูกต้อง คือทำไปเรียนรู้ไป    เรียนรู้จากการปฏิบัติและคิดใคร่ครวญ    เรียนรู้ที่จะเลือกกัลยาณมิตร    อย่างที่ท่านพระครูฯ เล่า     อีกไม่นาน เราจะได้อ่านเรื่องราวของการฟันฝ่าและความสำเร็จของท่านพระครูฯ ภาคสอง

เพราะท่านบอกว่า “ชีวิตไม่มีล้มเหลวมีแต่ Learning

เขียนคำนิยมข้างต้นเสร็จวันมาฆบูชาพอดี    ผมรีบส่งไปให้ท่าน ภายในสองนาทีท่านตอบมาว่า “ขออนุโมทนาขอบคุณมาก วันนี้มารับรางวัลเสาอโศกทองคำ”    ทำให้ผมนึกออกว่า ท่านพระครูวิมลปัญญาคุณกำลังมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว    จากความเป็น “นักนวัตกรรม” ของท่าน    ทั้งด้านนวัตกรรมการศึกษา และนวัตกรรมสังคม    ชีวิตและปฏิปทาของท่านน่าจะทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้อีกมาก    โดยเฉพาะด้านการขยายนวัตกรรมการศึกษาตามแนวทางของโรงเรียนศรีแสงธรรม ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น    ออกไปให้ครอบคลุมทั้งอำเภอโขงเจียม  ทั้งจังหวัดอุบลราชธานี  และทั้งประเทศไทยในที่สุด    ผมจะปรึกษาหารือกับทีมงานของมูลนิธิสยามกัมมาจล เข้ามาถอดบทเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน และของครูโรงเรียนศรีแสงธรรม    นำออกแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่วงการศึกษา และแก่สังคมไทย    สำหรับรับใช้ท่านในฐานะพลังหนุนเล็กๆ อีกแรงหนึ่ง 



วิจารณ์ พานิช

๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓  วันมาฆบูชา   

เพิ่มเติม ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓     

ผมไปกราบขอความรู้จากท่านพระครูวิมลปัญญาคุณเมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๒    และได้เล่าไว้ใน บันทึกนี

วิจารณ์ พานิช

๙ ก.พ. ๖๓

         

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (0)