ตลอดระยะเวลาของการสร้างลานอเนกประสงค์ ผมมีความสุขและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะชาวบ้านคือแบบอย่างที่ดีในการทำงาน แต่ละคนมุ่งมั่นตั้งใจ ขณะทำงานก็พูดคุยหยอกล้อกันตลอดเวลา ชาวบ้านแต่ละคนพูดคุยและแนะนำการทำงานให้ผมกับเพื่อนๆ อย่างเป็นกันเองราวกับสนิทกันมาอย่างยาวนาน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายในการทำงานและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

ผมเพิ่งเข้ามาเป็นคณะทำงานของศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม (ทำดีเพื่อพ่อ ทำดีเพื่อแผ่นดิน) ยังไม่ถึงปี

ครั้งแรกที่เข้ามาคือช่วงเดือนตุลาคม 2562 ตรงกับกิจกรรมรำลึกวันคล้ายวันสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 หนึ่งในหน้าที่ตอนนั้นคือการนำเสนอกิจกรรมของศูนย์ประสานงานฯ ต่อผู้บริหารมหาวิทยาลัย จากนั้นจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ประสานงานฯ อย่างเต็มตัว

ถึงแม้จะเข้าร่วมกิจกรรมของศูนย์ประสานงานฯ มาเป็นระยะๆ แต่ก็ยังไม่กล้าแสดงตัวตนเป็นแกนนำในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งอย่างชัดเจน  เพราะรู้ตัวดีว่าตัวเองเพิ่งเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทีมได้ไม่นาน จึงควรอยู่ในสถานะ “ผู้ตาม” คอยทำงานตามที่ได้รับมอบหมายเป็นหลัก

ตรงกันข้ามกับค่ายที่จัดขึ้นในวันที่ 13-15 มีนาคม 2563 ณ โรงเรียนบ้านหนอง (ตำบลบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองค่าย) ซึ่งค่ายนี้มีชื่อว่า “ต้านลมหนาวสานปัญญา : จิตอาสาเรียนรู้คู่บริการ”  โดยศูนย์ประสานงานฯ ขับเคลื่อนร่วมกับกลุ่มนิสิตชาวดิน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “พรรคชาวดิน” โดยค่ายนี้ผมเริ่มมีตัวตนชัดเจนมากขึ้นกว่าทุกๆ ค่าย

ค่ายครั้งนี้ผมได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในแกนนำในสายงานสร้างลานอเนกประสงค์ (18X24 เมตร) ซึ่งเป็นสายงานที่น้องๆ ดูเหมือนจะไม่ชอบนัก เพราะส่วนใหญ่ต่างล้วนเป็นผู้หญิง ขณะผู้ชายที่มีอยู่ต่างขาดประสบการณ์ในเรื่องนี้ด้วยกันทั้งนั้น  ส่วนผมพอจะมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว โดยเคยผสมปูนช่วยคนที่บ้าน แต่นั่นเป็นช่วงที่ผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2-3  ถึงวันนี้ก็ยาวนานมากกว่า 6 ปีเข้าให้แล้ว

เดิมผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานด้านการสร้างลานอเนกประสงค์เลยทีเดียวนะครับ  แต่ผมตัดสินใจที่จะไม่รับตำแหน่งนี้  เพราะอยากให้ “เพื่อนบิ๊ก” ผู้ซึ่งเป็นรองประธานศูนย์ประสานงานฯ ได้ควบตำแหน่งนี้ไปด้วย  ผมมองว่านี่คือการให้เกียรติเพื่อนไปในตัว และผมก็เชื่อว่าเพื่อนเหมาะกับสายงานนี้มากๆ

แต่พอถึงเวลาที่ต้องทำงานกันจริงๆ มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ประสบการณ์ผสมปูนของผมใช้ไม่ได้กับงานนี้  เพราะเป็นงานขนาดใหญ่ มีเวลาจำกัด ชุมชนจึงตัดสินใจที่จะใช้รถโม่ผสมคอนกรีต (รถโม่ปูน) แทนการผสมปูนด้วยมือ  รวมถึงงานอื่นๆ ล้วนเป็นงานที่ต้องใช้ความชำนาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะงาน “ฉาบปูนทับคอนกรีต”และ “การวัดระดับน้ำ” ของพื้นสนามที่ผมและเพื่อนๆ ยังด้อยประสบการณ์ จึงได้แต่เป็น “ลูกมือ” ให้กับชาวบ้านและผันตัวไปทำหน้าที่อื่นๆ แทน เช่น เททรายเพื่อปรับพื้นสนาม วางเหล็กเส้น  เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสนาม

ถึงแม้จะไม่ค่อยได้ลุยงานเชิงลึกร่วมกับชาวบ้าน  แต่ทั้งผมกับเพื่อนๆ ก็ไม่ได้ “อู้งาน” เลยแม้แต่น้อย 

พวกเราต่างสู้แดดที่ร้อนอบอ้าวเคียงบ่าเคียงไหล่อยู่กับชาวบ้าน พยายามเรียนรู้เรื่องสร้างลานอเนกประสงค์จากชาวบ้าน บางเรื่องเคยทำมาบ้าง ขณะที่บางเรื่องเป็นเรื่องใหม่ที่ไม่เคยทำ โดยเฉพาะการวัดระดับน้ำและการตัดเหล็กโดยไม่ต้องใช้คีมหรือกรรไกรตัดเหล็ก - สองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ของผมกับเพื่อนจริงๆ

ตลอดระยะเวลาของการสร้างลานอเนกประสงค์  ผมมีความสุขและตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะชาวบ้านคือแบบอย่างที่ดีในการทำงาน แต่ละคนมุ่งมั่นตั้งใจ ขณะทำงานก็พูดคุยหยอกล้อกันตลอดเวลา  ชาวบ้านแต่ละคนพูดคุยและแนะนำการทำงานให้ผมกับเพื่อนๆ อย่างเป็นกันเองราวกับสนิทกันมาอย่างยาวนาน ช่วยให้เกิดความผ่อนคลายในการทำงานและมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน

การมาค่ายครั้งนี้ผมไม่ได้ทำงานแต่เฉพาะสร้างลานอเนกประสงค์อย่างเดียว ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง  เช่น การขึ้นไปปัดกวาดทำทางป้องกันไฟป่าบนภูหนองอันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผู้ใหญ่บ้านหนองได้พูดขึ้นว่า “คันบ่ได้พวกลูกๆ มาทำซอยทำความสะอาด มาซอยตัดทางขึ้นไปภูหนองในช่วงก่อน สงสัยต้นไม้คงสิถึกไฟไหม้เสียหายหลายบักคัก”

พอได้ฟังแบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก ไม่คาดคิดว่าการงานเล็กๆ เมื่อหลายเดือนก่อนจะมีประโยชน์ต่อชุมชนมากมายถึงเพียงนี้  

ยิ่งครั้งนี้ได้กลับมาทำกิจกรรมเป็นครั้งที่สอง  ผมยิ่งรู้สึกกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษกับการหวนกลับมาทำในสิ่งที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมาย โดยเฉพาะผมแล้ว ผมมีความสุขมาก เนื่องจากครั้งที่แล้ว ผมก็เป็นหนึ่งในทีมงานสำรวจค่ายและเป็นหนึ่งในทีมงานที่มาทำค่ายที่นี่

ค่ายครั้งนี้ผมจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อให้งานออกมาดีๆ จะได้ไม่รู้สึกผิด หรือมีอะไรค้างคาใจเหมือนคราวก่อน

นอกจากการสร้างลานอเนกประสงค์และการขึ้นไปทำความสะอาดทางเดินบนภูหนองแล้ว  ผมและเพื่อนๆ ยังมีโอกาสได้ลงไปเล่นน้ำโขงด้วยอีกต่างหาก  ความรู้สึกแรกของการเล่นน้ำโขงมันเป็นอะไรที่วิเศษมาก  ผมไม่คิดเลยว่าน้ำโขงจะใสและเย็นขนาดนี้

แท้ที่จริงจะเรียกว่า “เล่นน้ำโขง” ก็ไม่ถูกนัก เพราะกิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมเรียนรู้ชุมชนที่ถูกออกแบบไว้ตั้งแต่ก่อนมา  เพราะที่ปรึกษาโครงการ (พี่พนัส) ได้พูดให้ความรู้เรื่องแม่น้ำโขงไว้บ้างแล้ว พอมาถึงที่จึงพานิสิตลงไปสัมผัสให้ลึกซึ้งด้วยตนเอง โดยมีชาวบ้านเป็นไกด์พาลัดเลาะไปยังชายหาดแม่น้ำโขง ทำให้รู้ว่าหาดๆ นี้มีชื่อว่า “หาดแห่ก้อนแดง” อยู่ในชุมชนบ้านภูเ

ผมยืนยันว่าการเล่นน้ำเป็นผลพวงของการเรียนรู้ก็ว่าได้  เพราะผมและเพื่อนๆ ได้รับรู้ว่าบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยแก่งหินจำนวนมาก แก่งหินเหล่านี้ไม่ได้มีดีที่รูปทรงสวยงามเท่านั้น แต่มันคือ “วังปลา”ที่ชาวบ้านนิยมมาจับปลากันที่นี่ มีทั้งที่จับไปเพื่อบริโภคและจับไปจำหน่าย 

รวมถึงการได้รับฟังเรื่องความเชื่อของชาวบ้านที่ผูกพันกับแม่น้ำโขงและ “ดอนเจ้าปู่” ที่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านของไทย ตลอดจนเรื่องประวัติศาสตร์การแบ่งเขตของแม่น้ำโขงโดยชาวฝรั่งเศสและเรื่องราวร่องน้ำลึกที่มีเสาสัญลักษณ์ตั้งเด่นสะดุดตาอยู่เหนือแก่งหิน

สำหรับประเด็นการทำงานค่ายในครั้งนี้  ผมเห็นความแตกต่างจากค่ายครั้งที่แล้วอย่างชัดเจน  ค่ายครั้งนี้มีระบบกว่าคราวที่แล้วมาก เป็นค่ายที่มีวิธีการทำงานที่เป็นสัดส่วน ทุกๆ อย่างเป็นไปตามที่ตั้งไว้ เป็นการทำค่ายที่ต้องแข่งกับเวลาและข้อจำกัดในหลายๆ เรื่อง  ไหนจะอากาศที่ร้อนมากๆ การเฝ้าระวังการแพร่เชื้อของโรคโควิด-19  ข้อจำกัดด้วยงบประมาณและกำลังคน  แต่สุดท้ายงานก็แล้วเสร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ทุกประการ



ศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม

 ข้อจำกัดด้วยงบประมาณและกำลังคน  แต่สุดท้ายงานก็แล้วเสร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ทุกประการ

และที่ผมประทับใจมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือการมีโอกาสได้มาเป็น “ทีมเตรียมค่าย”

การมาเตรียมค่ายสอนให้ผมคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้นกว่าครั้งแรก  โดยเฉพาะในค่ำคืนของการเตรียมค่ายที่ผมและเพื่อนๆ ได้ประชุมวางแผนการทำงาน  ซึ่งที่ปรึกษาโครงการได้พยายามสะกิดให้พวกผมได้ฉุกคิดเรื่องต่างๆ ให้ถี่ถ้วน เช่น บทบาทหน้าที่ของแต่ละคนในแต่ละฝ่าย แผนรองรับเรื่องน้ำดื่มน้ำใช้  กิจกรรมพบปะแกนนำชุมชน  การจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งงานครัว งานก่อสร้าง การจัดเตรียมสิ่งต่างๆ รองรับชาวค่ายที่กำลังจะเดินทางมาร่วมค่าย

เรื่องเหล่านี้บางคนอาจมองว่าไม่สำคัญอะไรมาก แต่ในฐานะคนมาเตรียมค่าย ผมมองว่ามันสำคัญจริงๆ -

โดยสรุปแล้วผมมาที่นี่ 3 ครั้ง – ครั้งแรกเป็นการมาสำรวจค่าย ครั้งที่สองมาทำทางเดินขึ้นเขาและทางป้องกันไฟป่า ส่วนครั้งนี้มาสร้างลานอเนกประสงค์  เขียนป้ายสุภาษิตคำคม วาดภาพลาน BBL 

ทั้งปวงนี้ผมเริ่มรู้สึกว่าผมได้เรียนรู้วิถีค่ายอาสาพัฒนาชัดเจนขึ้นมาก แม้จะเป็นค่ายที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง แต่ข้อจำกัดเหล่านั้นช่วยให้ผมเรียนรู้และเติบโตขึ้น จนกล้าพอที่จะเรียกตนเองอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “บัดนี่ ผมคือคนค่าย” คนหนึ่งแล้วนะ  


เสียงจากคนค่าย/เรื่อง/เขียน : นายจิตติ ปิ่นประดับ
ศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม