บันทึกนี้เป็นจินตนาการนวัตกรรมอุดมศึกษา เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนสู่ประเทศไทย ๔.๐   ที่เป็นประเทศรายได้สูง สังคมดี ความเหลื่อมล้ำน้อย   

โดยใช้พื้นที่มหาวิทยาลัย (แนวใหม่) เป็นพื้นที่นวัตกรรมเศรษฐกิจและสังคมครบทุกด้าน อย่างยั่งยืน   

วันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๖๓ ผมไปร่วมประชุมสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ทุ่งใสไช  ต. พุมเรียง  อ. ไชยา  จ. สุราษฎร์ธานี    มีวาระประชุมสำคัญคือ เรื่องเชิงนโยบาย “การบริหารจัดการพื้นที่ทุ่งใสไช สู่การเป็นพื้นที่นวัตกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบ วิทยาลัยนวัตกรรมเกษตร ทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง’ (College of Agricultural, Marine and Coastal Resources Innovation)”    

ตำบลพุมเรียง  จังหวัดไชยา เป็นพื้นที่กำเนิดต้นตระกูลพานิช ที่มีผมเป็นสมาชิกคนหนึ่ง (แต่ผมเกิดและเติบโตที่จังหวัดชุมพร)    และท่านพุทธทาสเป็นสมาชิกผู้สร้างชื่อเสียง    ได้รับยกย่องเป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยองค์การยูเนสโก      

รองอธิการบดีวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี (รศ. ดร. เจริญ นาคะสรรค์) ทำการบ้านมาดีมาก    จัดให้กรรมการสภาลงพื้นที่  ไปเห็นการเตรียมพัฒนาด้านกายภาพของพื้นที่    และกิจกรรมวิจัยและนวัตกรรม ตาม “แผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทุ่งใสไช เพื่อเป็นพื้นที่นวัตกรรมทางสังคม”     ที่ช่วยให้ผมมองทะลุวิธีคิดและกระบวนทัศน์ของท่านรองฯ เจริญ     ที่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง    และช่วยเปิดมุมมองให้ถกเถียงโต้แย้งได้มากมาย   

พื้นที่นี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ    กรมป่าไม้ยกให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ใช้ประโยชน์ ๓๐ ปี  ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๖๕    มีพื้นที่ ๔ พันไร่    มหาวิทยาลัย เข้าใช้ประโยชน์จริงจังในปี ๒๕๔๖    โดยร่วมมือกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC)     ตั้ง หน่วยปฏิบัติการร่วมด้านการพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำ   ลงทุนไปเป็นเงิน ๒๓๐ ล้านบาท    โครงการความร่วมมือ ๑๕ ปี ถึงปี ๒๕๖๑    แต่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดูแลพื้นที่ที่ครอบครองไม่ทั่วถึง     จึงมีชาวบ้านเข้าไปถือครอง    เมื่อรังวัดที่ดินใหม่ในปี ๒๕๕๙ จึงเหลือที่ดินเพียง  ๒,๒๙๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา       

เพื่อใช้ที่ดินอย่างก่อประโยชน์จริงจัง ทางวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีได้ใช้เงินรายได้ ลงทุนทำงานวิจัยและพัฒนาไปแล้ว ๖ โครงการ ได้แก่

  1. 1. โครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งขาว ร่วมกับปลานิลทะเล ในระบบ Integrated Multi-Trophic Agriculture (iMTA)    เพื่อการจัดการของเสีย (zero waste)   งบประมาณ ๑๓,๗๐๔,๐๐๐ บาท
  2. 2. โครงการเพาะเลี้ยงสาหร่ายเชิงพาณิชย์  เพื่อถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร  งบประมาณ ๕๔๓,๕๐๐ บาท
  3. 3. โครงการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่ง โดยการปลูกมะพร้าวน้ำหอม ในพื้นที่ดินเค็มและน้ำกร่อย   งบประมาณ๒,๐๑๙,๒๐๐ บาท
  4. 4. โครงการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่ง ต้นแบบการเลี้ยงปลานิลในร่องสวนปาล์มน้ำมัน   งบประมาณ ๑,๙๑๗,๑๐๐ บาท
  5. 5. โครงการพัฒนารูปแบบความหลากหลายทางทรัพยากรชายฝั่ง  โดยการปลูกส้มโอทับทิมสยามร่วมในแปลงมะพร้าวน้ำหอม  งบประมาณ ๘๔๐,๕๐๐ บาท
  6. 6. โครงกรรระบบสถานีเฝ้าสังเกตสำหรับตรวจวัดและจัดการการวิเคราะห์ข้อมูลการเกษตรแบบเวลาจริง ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง   งบประมาณ ๑,๘๒๕,๘๙๐ บาท


โครงการวิจัยและพัฒนาที่อยู่ระหว่างการเตรียมการ ได้แก่

  1. 1. โครงการวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงปูทะเล   งบประมาณ ๕,๖๐๐,๐๐๐ บาท
  2. 2. โครงการพัฒนาทรัพยากรชายฝั่งโดยการปลูกมะม่วงหิมพานต์ในพื้นที่ดินเค็มและน้ำกร่อย ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรชุมชน  งบประมาณ ๑,๑๗๗,๐๐๐ บาท   


โครงการวิจัยในปี ๒๕๖๓ – ๒๕๖๕

  1. 1. โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มมูลค่าจากสาหร่ายผมนางเชิงพาณิชย์   งบประมาณ ๗๕๐,๐๐๐ บาท
  2. 2. โครงการศูนย์การเรียนรู้ วิจัย และพัฒนาระบบการผลิต และการปรับปรุงพันธุ์หอยทะเลเศรษฐกิจ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี  งบประมาณ ๑,๗๔๒,๐๐๐ บาท
  3. 3. โครงการเพาะพันธุ์ลูกกุ้งขาว  งบประมาณ ๗,๒๑๐,๐๐๐ บาท
  4. 4. โครงการเลี้ยงปลากะพงในกระชัง ของบ่อน้ำในสวนต้นแบบ   งบประมาณ ๑,๙๗๗,๘๐๐ บาท


โครงการวิจัยและพัฒนาที่ได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณแผ่นดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี  กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย   และโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC – Southern Economic Corridor)  ปีงบประมาณ ๒๕๖๓ – ๒๕๖๔   ซึ่งได้รับการกลั่นกรองเบื้องต้น

  1. 1. สถาบันวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำเศรษฐกิจแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  งบประมาณ ๒๑๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  2. 2. โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตสินค้าเกษตรแปรรูปอบแห้งแบบเย็น (freeze-dry)  งบประมาณ ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  3. 3. โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตปาล์มน้ำนัน 4.0   งบประมาณ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  4. 4. โครงการศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์จากต้นปาล์มน้ำมันหมดอายุ    งบประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  5. 5. โครงการถ่ายทอดเทคนิคการผลิต ผลิตภัณฑ์ไม้ปาล์มน้ำมันอัดขึ้นรูป เพื่อใช้ในงานเกษตรบรรจุภัณฑ์และเครื่องเรือน  งบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท
  6. 6. โครงการวิศวกรรมวัสดุย้อนรอย สำหรับเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูป  งบประมาณ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท
  7. 7. โครงการตรวจสอบเปอร์เซ็นต์น้ำมันในทะลายปาล์มน้ำมันของจังหวัดสุราษฎร์ธานี  งบประมาณ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท



ผมมองโครงการกลุ่มสุดท้ายว่า มันบอกวิธีคิดของทีมงานวิชาการของวิทยาเขตสุราษฎร์ธานี     จะเหมาะสมแค่ไหนผมบอกไม่ได้    แต่ก็สะท้อนความพยายามเข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับภาคราชการในพื้นที่    และหากได้งบประมาณมาบางส่วน ก็เป็นโอกาสที่ มอ. สุราษฎร์จะได้ใช้สร้างผลงานให้เป็นที่น่าเชื่อถือ  

กลับมาค้นที่บ้าน จึงรู้ว่า ทุ่งใสไชเป็นส่วนหนึ่งของระบบป่าสงวนแห่งชาติ ป่าท่าชนะ    อยู่ในการดูแลของ ศูนย์จัดการป่าสงวนแห่งชาติ ที่ ๒๕๖    ดังนั้น หุ้นส่วนหนึ่งของโครงการนวัตกรรมพัฒนาพื้นที่ทุ่งใสไชจึงต้องมีศูนย์จัดการป่าสงวนด้วย     โดยมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีโอกาสในการทำงานวิชาการว่าด้วยการสร้างคุณค่าและมูลค่าจากป่าสงวนร่วมกับกรมป่าไม้ ได้อย่างมากมาย     มองทั้งด้านอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่ก่อผลอนุรักษ์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน    โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบครบวงจร   รวมทั้ง Naturestay (ชื่อที่ผมตั้งเอง เพราะเห็นเดี๋ยวนี้มีทั้ง homestay, farmstay)     ในแนวท่องเที่ยวระดับ ไฮเอ็นด์ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ     ที่มาจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่แล้ว โดยเป้าหมายหลักคือเกาะสมุย    เรื่องนี้กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนนึ่งคือคุณวิจิตร ณ ระนอง ให้คำแนะนำได้   

พื้นที่นวัตกรรมอุดมศึกษา จึงต้องคิดใหม่ทำใหม่    ไม่ทำแบบตั้งมั่นอยู่ในศูนย์ของตนเท่านั้น    ต้องทำแบบเครือข่ายความร่วมมือ    หรือ INNE (Individual, Node, Network, Environment)    มีกิจกรรมทั้งในศูนย์พื้นที่ ๒,๒๙๖ ไร่ ๑ งาน ๒๗ ตารางวา    และในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีโดยรอบ    


จึงต้องออกแบบการจัดการโดยใช้พื้นที่เกือบ ๒,๓๐๐ ไร่นี้    ให้เป็น “ศูนย์จัดการเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อการพัฒนานวัตกรรมบูรณาการ ในพื้นที่”   จุดสำคัญคือ นวัตกรรมไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่ ๒,๓๐๐ ไร่    แต่เกิดขึ้นทั้งพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งทั่วประเทศไทย     และมี “ภาคีหุ้นส่วน” (engagement partner) มากมายหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาคประชาชน  ภาคประชาสังคม  ท้องถิ่น  ราชการ  ธุรกิจเอกชน  และสถาบันอุดมศึกษาอื่น

ย้ำว่า มีการจัดการทั้งแบบรวมศูนย์ และแบบเครือข่าย  

ผมไปเห็นการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรม ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน ดังเล่าไว้ที่ (๑)    จะเห็นว่าเราสามารถออกแบบพื้นที่นวัตกรรม ได้หลากหลายรูปแบบ    เพื่อให้อุดมศึกษาทำงานเป็นหุ้นส่วนกับภาคประกอบการ  สร้างนวัตกรรมเพื่อการอยู่ดีกินดีของผู้คน    

ผมดีใจ ที่ในการประชุมสภามหาวิทยาลัย ท่านประธานในที่ประชุม คือท่านอุปนายก (ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย)   และท่านอธิการบดี (ศ. ดร. นิวัติ แก้วประดับ)  กล่าวตรงกัน (แบบพูดย้ำ) ว่าโครงการพื้นที่ทุ่งใสไช เป็นโครงการของทั้งมหาวิทยาลัย    ไม่ใช่โครงการของวิทยาเขตสุราษฎร์ธานีเท่านั้น     และผมกล่าวในใจว่า ไม่ใช่โครงการของ มอ. เท่านั้น    แต่เป็นโครงการของชาวสุราษฎร์ธานี  และของประเทศไทย   

เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างบูรณาการ สู่ยุค ๔.๐ ของชาวสุราษฎร์ธานีและพื้นที่ใกล้เคียง     และเป็นโครงการนำร่องพื้นที่ทำงานนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ให้แก่ประเทศไทย

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสพัฒนาการทำงานของมหาวิทยาลัย ที่เป็นมหาวิทยาลัย ๔.๐    คือเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนประเทศไทย ๔.๐    โดยทำงาน วิชาการแนว engagement (๒)   ไม่ใช่ทำงานแนว academic เป็นหลัก    

วิชาการแนว engagement  เป็นการทำงานวิชาการบนฐานของชีวิตจริง   ใช้สถานประกอบการเป็นที่ทำงานวิชาการ     เป็นแนวทางที่คนมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดไม่คุ้นเคย     จึงต้องการการจัดการการเปลี่ยนแปลง (transform) มหาวิทยาลัยอย่างเข้มข้น     ที่สำคัญคือการลดอหังการมมังการของนักวิชาการ     ที่เคารพและให้คุณค่าเฉพาะความรู้เชิงทฤษฎี     ให้หันไปให้คุณค่าและเคารพความรู้ปฏิบัติด้วย    และทำงานวิชาการเชิงบูรณการความรู้ทฤษฎีและความรู้ปฏิบัติ บนฐานของชีวิตจริงของการทำงาน

อ่านระหว่างบรรทัด ข้อเสนอต่างๆ ในรายละเอียดยังตกอยู่ในกระบวนทัศน์เดิม    ไม่ก้าวข้ามพรมแดนกระบวนทัศน์ สู่อุดมศึกษาแห่งศตวรรษที่ ๒๑   หรืออุดมศึกษา ๔.๐    แต่ข้อเสนอนี้ก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี     ที่จะนำไปสู่การเป็นพื้นที่นวัตกรรมอุดมศึกษา อย่างแท้จริง

จุดสำคัญคือ ส่วนกลางของมหาวิทยาลัยต้องเข้าไปดำเนินการวางเป้าหมาย  ตัวชี้วัดความสำเร็จ  และ management platform  หรือ business model ให้ชัดเจน    ไม่ใช่ปล่อยให้วิทยาเขตสุราษฎร์ธานีดำเนินการโดยลำพัง    

ในจินตนาการของผม  พื้นที่นวัตกรรมทุ่งใสไช เป็นแหล่งประยุกต์พลัง 4 = 1    และพลังสร้างสรรค์ของนักศึกษา (๒)    คือนักศึกษาเรียนรู้จากการลงมือทำ  อาจารย์ทำหน้าที่โค้ช     ไม่ใช่สอนแบบถ่ายทอดความรู้     ภารกิจหลัก ๔ ประการของมหาวิทยาลัยดำเนินการร่วมกันอย่างบูรณาการ     และอย่างเป็นผู้ประกอบการ    การทำงานจึงสร้างรายได้และ สินทรัพย์อย่างอื่นให้แก่มหาวิทยาลัย     ที่สำคัญที่สุดคือ สินทรัพย์ทางปัญญา ที่บูรณาการปัญญาทฤษฎีกับปัญญาปฏิบัติ         

วิจารณ์ พานิช

๑๙ ม.ค. ๖๓ 


1 จากสนามบินแวะเยี่ยมสวนโมกข์เพื่อซึมซับบรรยากาศแห่งธรรมะ ... ที่ลานหินโค้ง

2 ลานหินโค้ง ถ่ายจากด้านหลัง

3 สร้างถนนภายในพื้นที่

4 พื้นที่ส่วนหนึ่งติดคลองพุมเรียง

5 กำลังขุดบ่อเลี้ยงกุ้งขาวร่วมกับปลานิลทะเลแบบไร้ของเสีย

6 แปลงทดลองปลูกมะพร้าวน้ำหอมร่วมกับส้มโอ