สืบเนื่องจากผมได้เข้าร่วมประชุมกับห้องของกรมส่งเสริมการเกษตร ในวาระมหกรรมการจัดการความรู้แห่งชาติ  ครั้งที่ 3  ระหว่างวันที่ 1-2  ธันวาคม  2549  ที่ศูนย์ไบโอเทค บางนา      

ผมรู้สึกทั้งสับสนและประทับใจในการที่กรมส่งเสริมการเกษตรมีความกล้าหาญถึงขนาดเข้าไปจัดการความรู้ที่ฝังลึก  ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมไม่กล้าแตะและไม่กล้าจัดการ แค่ไปนั่งฟังก็ประทับใจแล้วครับ ผมก็เลยมาถามคุณนันทา ว่า ทำไมถึงกล้าทำการจัดการความรู้ฝังลึก แค่คิดผมยังไม่กล้าคิดเลย  คุณนันทา ก็ตอบมาว่า เป็นความรู้ฝังลึกซึ่งแตกต่างจากความรู้ชัดแจ้งที่มีการตีพิมพ์ มีเอกสารเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่คำว่าฝังลึก คือ ที่มีอยู่ในตัวคนที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์  ผมว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสับสนนะครับ สับสนอยู่ใน 2 ประเด็นใหญ่     

ประเด็นที่ 1 ความรู้ฝังลึกคืออะไร ผมเทียบง่าย ๆ นะครับ ผมศึกษาธรรมะมา ในมุมที่ว่า ผู้ทำเป็นผู้รู้ ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคลคนนั้น ไม่สามารถจะบอกให้ใครทราบว่า ความรู้นั้นมันเป็นอย่างไร แต่ว่าทำ ใครทำรู้แน่นอน ผมยกตัวอย่างให้คุณนันทาฟังว่า คนไม่เคยกินพริก ยังไงก็ไม่รู้รสพริกครับ ต่อให้คนอื่นอธิบายให้ฟังยังไง เลียบ ๆ เคียง ๆ ยังไง เออ..คล้ายๆกับ ขิงนะ พริกไทยนะ คล้ายๆ กับกระเทียมนะ ยังไง ยังไง คนที่ฟังก็ไม่มีทางรู้ว่า รสพริก เป็นอย่างไร  อย่างมากก็แค่เลียบ ๆ เคียงๆ เท่านั้นล่ะครับ       

เพระฉะนั้น ผมจึงคิดว่า ความรู้ฝังลึก จะมาจัดการอย่างไร มันยุ่งยากมาก มันลำบากมาก แค่จะเล่าให้ฟังก็ลำบากแล้วครับ ไม่ต้องมาจัดการหรอกครับ  เท่าที่ฟังคุณนินทาพูดมา เสมือนว่า ความรู้ชัดแจ้ง เป็นความรู้ที่อยู่ในเอกสาร อันนี้ยิ่งสับสนไปกันใหญ่เลยครับ ความรู้ไม่มีอยู่ในเอกสารครับ ในเอกสารนั้นเป็นเพียงข้อมูลครับ  เป็นตัวหนังสือ เป็นเพียงกระดาษที่มีรอยหมึก เป็นรอยคดรอยงอ ที่เป็นตัวพิมพ์ลงไปเท่านั้นเอง  ไม่มีความรู้อยู่ในนั้นครับ  สิ่งที่อยู่ในนั้นคือ ร่องรอยหมึกที่ประทับอยู่ในกระดาษ ที่คนที่อ่านร่องรอยนั้น รู้ และรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นข้อมูลของคนนั้น ๆ แต่คนคนนั้น อ่านแล้วยังไม่เข้าใจ ก็เป็นแค่ลายเท่านั้นล่ะครับ และไม่เป็นข้อมูลสำหรับคน ๆ นั้น  แต่ถ้าคน ๆ นั้น อ่านแล้วเข้าใจเอาไปตีความเป็นความหมายจนซาบซึ้งว่า แต่ละคำที่เขียนมามันสื่อความหมายลึกซึ้งว่าอย่างไร นั่นคือความหมายว่า คนๆ นั้นกำลังเอาข้อมูลมาแต่งเป็นความรู้ ครับ ตอนนี้เอาความรู้เหล่านั้นไปจัดการอย่างไร นั่นคือขั้นหนึ่ง  นั่นคือลายหมึกที่อยู่ในระบบเอกสาร ที่ผ่านการกลั่นกรองแล้วจึงกลายเป็นความรู้ แต่สิ่งที่อยู่ในเอกสารนั้น ไม่ใช่ความรู้ครับ เป็นแค่ลายตัวหนังสือ นั่นคือข้อที่      

เพราะฉะนั้น การจัดการแจกเอกสารใด ๆ ก็ตามไม่ใช่แจกความรู้นะครับ เป็นการจัดการแจกเอกสารเท่านั้น ไม่ใช่แจกความรู้ นั่นคือ ความสับสนข้อที่        

ประเด็นที่ 2  ในเชิงของการแบ่งแยกประเภทความรู้ ก็คือความรู้ที่ชัดแจ้ง เล่าให้ท่านฟังได้ ทุกคนฟังรู้เรื่อง เช่น บอกว่า ตายเป็นอย่างไร ทุกคนเห็น ฟังรู้เรื่องง่าย ๆ ความรู้ฝังลึกเป็นอย่างไร อย่างเช่นบางคนไม่เคยมีความสุขเลย ผมสมมุติถ้ามีนะครับ ก็คงไม่รู้ว่า ความสุขคืออะไร ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีความทุกข์เลย ก็คงจะไม่รู้จักคำว่า ทุกข์เป็นอย่างไร เช่นกัน ผมอาจเปรียบเทียบเกินไปสักนิด ก็คงไม่ถึงขนาดนั้นน่ะครับ แต่ความรู้ฝังลึก คือ เป็นสิ่งที่บอกใครไม่ได้จริงๆ เพียงแต่รู้ว่า มันเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เหมือนกับว่า การถึงนิพพาน การสงบเยือกเย็นเป็นอย่างไร ไม่มีทางบอกใครได้เลย นอกจากคนๆ นั้นจะปฏิบัติแล้วได้ผล ด้วยตัวเองและรู้แล้วว่าใช่ ซึ่งคุยกับคนที่รู้เรื่องกัน นั่นคือความรู้ฝังลึกที่จะนำมาจัดการ และควรจะจัดการได้เฉพาะกลุ่มที่มีความรู้เรื่องกัน มีความรู้ฝังลึกด้วยกัน แต่จะมาจัดการให้คนอื่น หรือเอาไปให้คนอื่นไม่มีทาง

เพราะฉะนั้น ผมไม่ทราบว่ากรมส่งเสริมการเกษตร จะทำการจัดการแล้วเพื่อพัฒนาคนในกรมของตนเองเพียงอย่างเดียว หรือเพื่อพัฒนาเอาความรู้เหล่านั้นไปให้ชาวบ้าน หรือจะพัฒนาเอาความรู้ชาวบ้านที่มีความรู้กันอยู่แล้วมาแลกเปลี่ยน มาแลกเปลี่ยนเพื่ออะไร ทำไมครับ ในเมื่อเขาก็รู้และลึกซึ้งของเขาอยู่แล้ว นี่คือผมไม่ทราบและไม่มั่นใจ ผมจึงอยากเรียนถามกลับไปยังกรมส่งเสริมการเกษตรอีกครั้งว่า คำว่าความรู้ฝังลึก ในครั้งนี้ มันแปลว่าอะไรกันแน่ ทั้งที่ผมเข้าใจ ผมก็เข้าใจว่า ความรู้ที่ยังไม่ได้ตีพิมพ์ ความรู้ที่เล่าให้ฟังได้ รู้ได้ เข้าใจได้ โดยไม่ต้องฝังลึกนี่แหล่ะครับ ธรรมดานี่แหล่ะ เพียงยังไม่ได้ตีพิมพ์ นี่แหล่ะ พูดให้เอามาใช้งาน แค่นั้นเอง ไม่ใช่ฝังลึกอะไรที่ไหน เพราฉะนั้น ผมคิดว่า นี่คือความสับสนระหว่าง ข้อมูลกับความรู้ และระหว่าง ความรู้ฝังลึก กับความรู้ชัดแจ้ง  ความรู้ที่ฝังลึกเอามาจัดการได้นะครับ ไม่ใช่ว่าจัดการไม่ได้ แต่คงจะจัดการได้เฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีความรู้ฝังลึกด้วยกัน เพราะคนอื่นก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว จะให้พระพุทธเจ้ามาเล่า มาจัดการความรู้เรื่องเกี่ยวกับนิพพาน กับคนที่มีสันดานหยาบช้าอยู่ คุยกันอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง ก็ดูสิครับพระพุทธศาสนาของเราเผยแพร่ไปได้ระดับไหนแล้ว เรื่องนิพพาน ก็เช่นกัน คนที่รู้เขาก็คุยกันในกลุ่มที่รู้  คนไม่รู้เขาไม่คุยกันหรอกครับ คนที่ไม่ทำ สงสัยจะยาก    

ผมสงสัยประเด็นนี้แหล่ะ ความรู้ฝังลึก คืออะไรกันแน่      สิ่งที่เราพูดมานี่เป็นความรู้ชัดแจ้งทั้งนั้นเลย เช่น การทำการเกษตร การเกษตรผสมผสาน... เป็นความรู้ชัดแจ้งทั้งนั้น ไม่ใช่ความรู้ฝังลึกอะไรหรอกครับ เพราะความรู้ฝังลึกเป็นปัจจัตตังเว ทิตัพโพวิญญูหิติ ผู้ปฏิบัติเป็นผู้รู้ด้วยตัวเอง  ผมว่า เรามาเคลียร์ หรือลดความสับสนตรงนี้ได้ไหมครับ ไม่อย่างนั้น KM เราเดินหน้าไม่ได้หรอกครับ เรามาสับสนกับความหมายเบื้องต้นแค่นี้    

แค่การจัดการเอกสาร ก็เรียกว่า การจัดการความรู้แล้ว อันนี้ผมว่าไปไม่ได้ ครับ แล้วจะมาเล่นว่าความรู้ฝังลึกมาก่อน และความรู้ชัดแจ้งเอาไว้ทีหลัง ผมว่าไปกันใหญ่แล้วครับ ผมเคยทำครับ ก็ไม่ไปรอด แค่ความรู้ชัดแจ้ง ผมก็สาหัสแล้วครับ หืดขึ้นคอจริงๆ ครับ บางคนแค่ความรู้ชัดแจ้งก็ยังจัดการไม่ได้ จะเอาความรู้ฝังลึกมาจัดการน่ะ ยากครับ จะเปรียบเทียบให้ฟังง่าย ๆ นะครับ เราจะคุยกับคนที่ไม่รู้เรื่อง เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ถึงเรื่องนิพพาน ทีเดียวเลยหรือครับ แทนที่เราจะพูดถึงหลักปฏิบัติเบื้องต้นที่นำไปสู่ความสุขก่อนไม่ได้หรือครับ ที่มีความชัดแจ้งมากกว่า ระดับนิพพาน ซึ่งเป็นความรู้ฝังลึก เราเอาความรู้ชัดแจ้งมาคุยกันเป็นชั้น ๆ ก่อนดีไหมครับ ค่อยไปเอาความรู้ฝังลึกมาจัดการทีหลัง     โดยเอาความรู้ขอบ ๆ ของความรู้ฝังลึกมาจัดการก่อน แล้วค่อย ๆ แซะเข้าไปข้างในทีละนิด ๆ เหมือนกับที่ผมเคยยกตัวอย่างเรื่อง คนที่ไม่เคยกินพริก แต่เคยกินขิง กินกระเทียม กินพริกไทย ที่มีรสชาติใกล้เคียงกัน ก็จะเริ่มเข้าใจรสชาติของการกินพริก โดยยังไม่ต้องกินพริกโดยตรง  นี่คือตัวอย่างง่าย ๆ  ยังมีตัวอย่างอีกมากมาย ที่ยาก เช่น การขี่จักรยานล้อเดียว ซึ่งเป็นความรู้ฝังลึก เราจะให้คนที่ขี่จักรยานล้อเดียวเป็น ไปบอกเล่าให้คนที่ไม่เคยขี่จักรยาน สามารถขี่จักรยานล้อเดียว เป็นได้เลยหรือครับ เราจะทำได้ขนาดนั้นหรือครับ        

...ผมว่ายาก เพราะความรู้นี้ฝังลึกอยู่ในตัวบุคคลจริงๆ เพราะเป็นเทคนิค ทักษะ ที่เป็นความสามารถเฉพาะตัว ที่คนที่ขี่จักรยานล้อเดียวเป็นเท่านั้น ที่จะคุยกันรู้เรื่อง นี่คือความหมายคล้าย ๆ กัน แล้วเราจะจัดการไปทำไม ทำไมเราไม่เอาความรู้ชัดแจ้งก่อน แล้วค่อย ๆ ก้าวไปทีละขั้น แต่เท่าที่ผมฟังนะครับ แม้แต่ความรู้ชัดแจ้งที่เขาพูดกันก็ไม่ใช่ความรู้ชัดแจ้งครับ เป็นเพียงเอกสารที่เป็นข้อมูลเท่านั้น ยังไม่ใช่ความรู้ครับ แล้วเราจะมาจัดการความรู้ได้อย่างไรครับ       

ใครมีความเห็นอย่างไร   ขอเชิญแสดงความคิดเห็นครับ

ขอบคุณมากครับ