ผมกับภรรยาไปดูหนัง Star Wars: the Rise of Skywalker เมื่อวันก่อน สนุกดีครับ หนังหยุดโลกเรื่องนี้สร้างความผิดหวังมากๆ ให้กับคนจำนวนมหาศาล เรียกว่าเป็นภาคที่จบลงแปลกๆ เหมือนทำรีบๆ ...เด็กบางคนไปดูแล้วร้องให้ ไม่สมกับเป็นหนังในเครือ Disney .. เป็นตอนที่งงอยู่ แต่เมื่อดูกลับให้ข้อคิดบางเรื่อง... ในภาพรวมสามไตรภาคนะครับ...
บทเรียนที่ผมถอดมาได้คือ
1. ทั้งสองฝั่งเด่นเรื่อง OKRs มากๆ มีจุดประสงค์ชัดเจน (Objectives) มีการตั้ง Key Results ที่ชัดเจน ไม่ว่ากี่ตอนต่อกี่ตอนจะเห็น OKRs ชัดๆ แต่ไม่ว่ากี่ตอน ไม่ว่าจะมีกี่ภาคก็จะเห็นข้อสอง
2. ธรรมะชนะอธรรมที่มีกองกำลัง อาวุธ วิทยาการสูงกว่าได้เสมอ ...

ทำไมล่ะ...มาดูกัน
จริงๆ Star Wars ทุกภาคสอนเรื่อง สอน..OKRs (ที่กำลังเข้ามาแทน KPI ไปทุกที่) ใครไม่พูดถึงตกโลก แน่ละมหาวิทยาลัยผม คณะ MBA ของผมก็เอากะเขาด้วย... มาว่ากันว่า OKRs คืออะไร ก็คือการลดความซับซ้อนของเป้าหมายลง ไม่ใช่มีเป็นสิบเรื่อง ทำตามไม่ถูก เอามันสองสามเรื่อง นำโดย Google ที่เอามาใช้จนเติบโตไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด ... องค์กรควรตั้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเอาสองสามเรื่องพอ ไม่มากไปกว่านี้ แล้วแต่ละวัตถุประสงค์ก็มี Key Results สองสามเรื่อง. จะทำให้คนไปในทิศทางเดียวกันแล้ว พลังจะเกิด
Star Wars ชัดมากในทุกตอน.. อย่างภาคนี้ก็ Objectives ของปฐมภาคคือเป็นเจ้าจักรวาล ... Key Results คือทำลายฐานกบฎ และทำลายนางเอกคือเรย์... ส่วน Objective ของฝ่านกบฏก็ชัดพอกันคือทำลายปฐมภาคี Key Results ก็มักจะเป็นการทำลายยานบัญชาการ ที่มักเป้นจุดอ่อนไหว .. และทำลาย Keyro Ren
ชัดมากๆ ครับ การมี OKRs ชัดๆ แบบนี้ทำให้เกิดการทุ่มเททรัพยากรและคนไปอย่างถูกทาง... คนเข้าใจตรงกันว่าต้องวิ่งไปตรงไหน ทำอะไร แม้ไม่เห็นผู้นำ ...
แต่คำถามคืออะไรที่ทำให้ฝ่ายที่ด้อยกว่า ชนะเสมอ ทั้งที่สองฝ่ายก็ชัดใน OKRs ... ผมเริ่มเห็นร่องรอยครับ ..ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผมดู Star Wars มาตั้งแต่ตอนแรก ดูมาเป็นร้อยครั้ง ... ผมเห็นสิ่งผอดปรกติดังนี้ครับ
- ทหารฝ่ายจักรวรรดิ ไม่เคยเก่งขึ้นเลย ในขณะที่กบฎคว้าใครมาก็เก่ง โจรลักลอบขายของหนีภาษีอย่างฮันโซโล กลายมาเป็นนายพล แต่งงานกับเจ้าหญิง
- ฝ่ายจักรวรรดิแม้ดูยิ่งใหญ่กลับมักมีปัญหาภายในทรยศกันเองเพื่อความเป็นใหญ่ แต่ในฝ่ายกบฏไม่เห็นมีใครจับมือมาคว่ำผู้นำ
อะไรคือความต่าง...ที่สุดผมอธิบายได้ครับ ...
ฝ่ายจักรวรรดิมีปัญหาเรื่อง Enagagement แต่ฝ่ายกบฏไม่มี
Engagement แปลว่าความผูกพันธ์ หรือ “ทุ่มเทด้วยใจ” เขาว่าโลกทุกวันนี้มีคนประมาณ 15% ที่ Engage กับงาน คือทุ่มเทด้วยใจ ที่เหลือ 75% ใส่เกียร์ว่างอยู่ไปวันๆ ไม่แปลกครับไปบางองค์กรเขาว่าที่เห็นนั่งเรียงกัน 20 คนนี่รับส่งหนังสือเป็นอย่างเดียว ให้ทำอะไรซับซ้อนไม่ได้ .. หรือบางคนก็หันกับมาทำร้ายองค์กรใช้ความสามารถตนเองมาบั่นทอนมาคอรัปชั่นก็มี ...
Say Stay Strive คือตัวประเมินว่า Engage หรือไม่ พูดง่ายๆ คือคุณต้องพูดดีๆ พูดถึงองค์กรดีๆ (Say) ต่อมาคืออยู่นาน (Stay) สุดท้ายคือ Strive คือพยายามพัฒนาตนเอง องค์กรให้ดีขึ้น... ผมไม่เห็นสามอย่างนี้ในกลุ่มจักรวรรดิตั้งแต่ภาคแรก...
เอาเป็นว่าจักรวรรดิมีคนเยอะ แต่ส่วนใหญ่รบไม่เป็นไม่สมอง และมีฝีมือ.. แถมถ้าผู้นำพลาดไม่มีใครพยายามมาช่วย
และทำไมฝ่ายจักรวรรดิถึงไม่มี Enagagement ล่ะ ถ้าอธิบายด้วยหลักของศาสตร์ Organization Development ก็ฟันธงได้เลยว่า มาจากรูปแบบขององค์กร...รูปแบบองค์กรเกี่ยวพันกับ Engagement ของพนักงานมากๆ ... ดูตามภาพ แล้วเรามาวิเคราะห์กันว่าฝ่ายอธรรมต่างจากธรรมะมากๆ อย่างไร ..มันถึงแพ้เอาแพ้เอา มาดูรูปแบบองค์กรกัน
องค์กรมี 5 ประเภท ดูภาพนี้ตรับ

- องค์กรสีแดง (Red Organization) ถ้าเป็นปัจจุบันก็แก๊งค์เงินกู้นอกระบบ.. พวกนี้คือแก๊งค์ ใช้ความกลัวและความโกลาหลมาครอบงำคน... คุณจะ Engage ไหม เทใจให้ไหม ยากมาก...นี่เรียกว่า Engage ต่ำสุด คนไม่ฉลาดขึ้น เพื่อนดร. ของผม เคยถูกชวนจากแท๊กซี่ มาลงเงินกับเขาไหม 100,000 แป๊บเดียวจะกลายเป็นสี่แสน เขาไปปล่อยกู้ดอกเบี้ยรายวัน...เขาไม่เอาด้วยครับ ผิดศีลธรรมและกลัวตาย..นี่ครับคนเก่งๆ ไม่กล้าไปทำงานด้วย เพื่อนผมเรียนวิศวะเก่งมาก เคยไปรับจ้างสอบแทนคนอื่น ทำเป็นแก๊งค์เลย ที่สุดกลายมีปัญหาทางจิต เพราะหวาดระแวงกลัวตำรวจ..นี่น่าจะไม่มีทั้ง Say Stay Strive
2. องค์กรสีเหลือง (Yellow Organization) นี่คือองค์กรทั่วไป มีลำดับชั้นผู้บังคับบัญชา เน้นกระบวนการ ขั้นตอน ในไทยก็ราชการทั่วไป ถ้าธนาคารก็ธนาคารของรัฐ... ผมเคยถามลูกศิษย์ อยากไปราชการแบบนี้ไหม ไม่ครับ เพราะต่อให้ไม่ทุจริต ก็ไม่ตื่นเต้น คือมั่นคง แต่ไม่ค่อยฉลาด แต่ถ้ามีด้านมืด มีลูกท่านหลายเธอเข้ามาก็ตัวใครตัวมัน แฟนลูกศิษย์ผมได้ทุนกพ.ไปเรียนนอก จนจบเอก มาทำองค์กรแห่งหนึ่งซึ่งคนไม่ได้มีคนจบเอก เป็นข้าราชการเช้าชามเย็นชาม เลยถูกใช้ให้ไปทำงานพัสดุ แปะแสตมป์บนซองเอกสาร โดยไม่ได้ใช้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ที่รำ่เรียนมาจากมหาวิทยาลัยชื่อดังของอังกฤษ ที่สุดลาออกใช้ทุน ตอนนี้มาเป็นอาจารย์อยู่จุฬา ...นี่ก็ Engage น้อย มากๆ แต่ก็ดีกว่าแบบที่หนึ่ง ที่น่ากลัวสุดคือเรือนจำฆาตรกรฆ่าห้าศพ ถูกลดโทษ “ตามขั้นตอน” จนออกมาฆ่าคนได้อีก แก๊งค์ลักเด็กที่สร้างความฉิบหายให้ครอบครัวจำนวนมากก็ได้รับการลดโทษตาม “ขั้นตอน” ออกมาลักเด็กต่อ...นี่ครับใครมันอยากจะอยู่ (Say ว่าดีนี่ไม่ค่อยเห็นใครพูด คงมีแค่ Stay อยู่ให้เกษียณ อาจ Strive บางคนแต่ต้องมีอุดมการรืสูงส่ง)
3. องค์กรสีส้ม (Organge Organisation) นี่เป็นองค์กรเอกชนที่เน้นการแข่งขัน ให้ผลตอบแทนตามความสามารถ เน้นเป้าหมาย ใช้ Innovation ...ก็เหมือนธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ถามว่าน่าสนุกไหม...สมัยก่อนผมเคยเห็นคนบอกว่าทำงานธนาคารนี่เท่ห์ ตอนนี้รู้สึกจะเปลี่ยน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ..ลูกศิษย์ผมทำงานเป็นผู้จัดการปีหน้าทำเป้าได้ 300 ล้าน สมมตินะ เป้าระดมเงินฝาก ดีใจได้วันเดียว พรุ่งนี้ได้เป้ามา 400 ล้าน ...ที่สุดถอดใจบินไปเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่อเมริกา องค์กรแบบนี้บางที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง บางที่มองเป้าแบบ Short Sight เลยเกิดความเสียหายระยะยาว ธุรกิจเติบโตแต่โลกฉิบหาย ป่าหมด แม่น้ำป่นปี้ ทะเลพัง คนประสาท ถ้าที่ France Telecom ล่าสุดมีการจับผู้บริหารขังคุก เพราะเป็นสาเหตุทำให้คนงานฆ่าตัวตายถึง 19 คน เพราะแค่อยากลดตัวเลขขาดทุน 50 ล้านเหรียญ ก็แต่ 1,500 ล้านบาท ก็เอาคนออก 20,000 คน แต่ไม่ทำตรงไปตรงมา ..ทำโดยกดดันเช่นย้ายไปอยู่ที่ไกลๆ หรือมอบหมายงานที่เป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จ ... ที่สุดคนกระโดดตึกตาย ...นี่ครับ คุณว่าใครอยากทำองค์กรแบบนี้ไหม..ในไทยตอนนี้เป็นองค์กรแบบนี้ 99.99% (นี่ Strive บางคน แต่อาจไม่ Say และ Stay)
4. องค์กรสีเขียว (Green Organisation) คนเริ่มมีแนวคิดสร้างองค์กรแบบใหม่ เน้นที่การมีคุณค่าร่วมกัน เช่นอาจเอาคุณภาพเป็นตัวตั้ง เน้นสร้างความสมดุลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย .. เน้นวัฒนธรรมองค์กรมากกว่ากลยุทธ์ เช่นองค์กรหนึ่งขายเส้นก๋วยเตี๋ยว ไม่ยอมให้หนักงานเกษียณ เลย ... เพราะเจ้าของบอกพนักงานอายุเยอะมีคุณค่ามีความรู้ในตัวเอง นี่ไงครับน่าอยู่ไหม นี่ก็ Engage มากขึ้น ในอินเดียมีที่หนึ่งมองว่า เวลาลูกค้าบ่นมักบ่นที่พนักงาน พนักงานดีก็ทำให้ลูกค้า Happy เพราะฉะนั้นเลยสร้างนโยบาย Employee First Customer Second ทำให้พนักงานมีความรู้และมีความสุขก่อน ลูกค้าจะชอบเอง ... ในญี่ปุ่นมีลูกค้ามาโจมตีร้านที่จ้างคน LGBT เข้ามาทำงาน ก็เลยขึ้นประกาศว่าไม่ต้องรับลูกค้าที่ไม่เห็นหัวคน LGBT ... สร้าง Engage ได้ดีกว่า องค์กรนี้ก็ยังเน้นที่ผลกำไร แต่อาจไม่ได้ทำเพื่อคนในวงกว้าง คนอยู่ไม่ประสาทกิน แต่บางทีก็อาจไมปไม่ไกล เพราะยังมีกลิ่นอายแบบราชการ หรือองค์กรที่มีการแข่งขันสูง (Say Stay แต่อาจไม่ Strive ไปสุดๆ)
5. องค์กรสีเทอร์คว๊อย (Teal Organization) เป็นสุดยอดพัฒนาการขององค์กร องค์กรแบบนี้คนเก่งอยากอยู่ และอยู่นานมากๆ เป็นองค์กรที่มีจุดประสงค์ที่ดีงาม (Noble Purpose) คือเอาความสามารถตัวเองไปยกระดับสังคม เน้นการทำงานแบบบริหารตนเอง (Self-managed Team) เน้นกระจายอำนาจ เช่น Burtzog เป็นองค์กรที่รับเหมางานดูแลผู้สูงอายุในเนเธอแลนด์ ที่เน้นสร้างองค์กรที่มายกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไม่เอากำไรเป็นตัวตั้งแบบที่สามหรือสีแดง เช่นคู่แข่ง ที่มีการกำหนด KPI ว่าเวลาไปเยี่ยมผู้ป่วยต้องตรวจร่างกายกี่นาที วัดความดันกี่นาที่ ที่สุดพยาบาลอยู่ไม่ได้ เพราะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเครื่องจักร แต่ Butzog กลับคิดต่าง กำหนดเลยว่าเวลาไปหาคนไข้ ชวนทานกาแฟก่อน คุยกับคนไข้มากๆ ที่สุดคนไข้ก็มีกำลังใจ หลายคนพึ่งพาตัวเองได้ พยาบาลมีความสุข กลายเป็นดึงดูดคนเก่งเข้ามา และไม่ค่อยออก ที่นี่ไม่มีลำดับชั้นมากมาย ทำงานแบบเป็นกลุ่ม รับคนเอง ซื้อของเอง เพียงแต่มีกติกาง่ายๆ ว่าให้ปรึกษาโค้ช หรือที่ปรึกษาก่อนเท่านั้น ที่สุดกลายเป็นได้กำไร และส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าองค์กรแบบอื่นๆ องค์กรแบบนี้ Enagagement สูงสุด ผลงานดีสุด ..เริ่มมีเข้ามาปรากฏให้เห็น... (ทั้ง Say Stay Strive แบบสุดๆ)
ตามความเห็นของผมฝ่ายธรรมะชนะอธรรมได้ เพราะฝ่ายกบฎรวมตัวกันด้วยจุดประสงค์ที่ดีงาม (Noble Purpose) คือปลดปล่อยจักรวาลจากการถูกกดขี่ ต่างจากจักรวรรดิคือเหมือนๆองค์กรสีแดง ที่ที่ทำเพื่อความเป็นใหญ่ของผู้นำ .. ไม่มีจุดประสงค์ที่ดีงาม.. คนจำนวนมหาศาลไม่ Enagage ไม่ได้ทุ่มเท สุดหัวใจ ฝีมือไม่พัฒนา แม่จะแอบผสมผสีเหลืองดูราชการ ๆ เข้าไปก็ไปไม่ไหว ..จะเห็นว่าถูกทรยศหักหลักเป็นระยะคือพังจากข้างใน (ไม่ Say, Stay อยู่เพราะไปไหนไม่ได้, Strive ไม่น่าได้ เพราะเดินตามนายอย่างเดียว )
แล้วองค์กรในโลกของเราจะทำอย่างไร...
ขยับเป็นอย่างที่ห้าให้ได้ครับ
ตอนนี้เรามีแต่สามเยอะมาก แข่งกันครับ แข่งจนคนเก่งไม่อยากอยู่ แข่งกันทำเพื่อตนเอง คิดสั้นๆ ไม่มองไกล ป่าพัง ทะเลพัง คนพังกันหมด ที่สุดไม่มีบุคลากรเก่งๆ เจอ Disrupt ไปหมด
ได้ยินที่เนเธอแลนด์ หนึ่งประเทศล้ำๆ ที่รวยมากๆ คนพูดได้ 5 ภาษา เวลาจะทำอะไรที่จะไม่ถามว่าคนรุ่นนี้จะได้อะไร เขาจะถามว่าสิ่งที่ทำอยู่จะเกิดประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อไปอย่างไร..น่าคิดไหมครับ
แล้วทำอย่างไร ถึงจะเกิดองค์กรสีเทอร์คว๊อย...
- ถามใจตัวเองอยากได้อะไรคนจำนวนมหาศาลแต่ไม่เก่ง หรือจำนวนน้อยแต่เก่ง รวยทั้งทีไม่ทำให้โลกพังเอาไหม อยากได้อะไรที่ยั่งยืนกว่าไหม ไม่พังจากข้างใน เมื่อ OK แล้วก็
- หาจุดประสงค์ที่ดีงาม หา IKIGAI ขององค์กร หรือ Purpose
- ฝึกใช้เครื่องมือเช่น Dialogue
- ฝึกให้คนลองจัดการตนเอง Self-management
- มี Coach/Facilitator ช่วย
- เอาเครื่องมือเช่น Learning Organisation มาช่วย
- ไปดูต้นแบบ Burtzog และ Patagonia ลองเอามาใช้ดู
- และแน่นอนครับจะทำ OKRs ก็ต้องมามองเรื่องรูปแบบองค์กรด้วยหนีไม่พ้นแล้วครับ เอาแต่ตั้งเป้า วัตถุประสงค์ ไม่หา Purpose องค์กร หาแต่วิชั่น ก็ตัวใครตัวมัน สูญพันธ์แน่ สู้ใครไม่ได้ครับ ต้องเป็น Teal Organization จุดมุ่งหมายดีงาม เก่ง สร้างสรรค์ โลกต้องการ ครับ
วันนี้พอเท่านี้นะครับ ...และคืนนี้จะไปดูอีกรอบ ถึงไม่ชอบตอนนี้แต่ก็ยังไปดู เพราะอลังเหมือนทุกครั้ง ..

บทความโดยดร.ภิญโญ รัตนาพันธุ์
Ref: https://www.amazon.com/Reinventing-Organizations-Frederic-Laloux/dp/2960133501
อ่านแล้ว ได้พัฒนาสมองเสมอค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
เพิ่งไปสอน KM รพ สุรินทร์ เอา Theory U, World Café , Dialogue ไปให้พยาบาลฝึกทำ น้องๆมีความสุขมากค่ะ ขอบคุณอาจารย์มากนะคะ