เมื่อประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเกิดอาการที่เรียกว่า อารมณ์เสียอย่างแรง กับเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของข้าพเจ้าเอง  ด้วยเหตุผลที่ว่า ตั้งแต่เปิดเทอมมาเด็กคนนี้มักจะนั่งเหม่อหรือนั่งหลับในเวลาเรียน ถ้าไม่เหม่อหรือหลับก็จะมีเรื่องต่างๆ (ที่ข้าพเจ้าคิดว่าไร้สาระ) มาเล่าให้ฟังขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสอน(อย่างตั้งใจ) การบ้านไม่เคยส่ง และหยุดเรียนบ่อยมาก  เมื่อข้าพเจ้าถาม ก็ได้รับคำตอบว่า แม่ให้หยุดครับ ข้าพเจ้าโมโหมาก จึงพูดว่า ถ้าอย่างนั้นก็เรียนกับแม่เธอที่บ้านแล้วกัน(มันไม่ดี คราวหลังอย่าพูดอย่างนี้นะครูตุ๊ก) พร้อมแถมขนมเปี๊ยะอันใหญ่ให้(เรียกง่ายๆว่าลงโทษด้วยการตีอย่างแรง โดยที่ไม่ได้ถามเหตุผลว่าแม่ไม่ให้มาเพราะอะไร)          

               ข้าพเจ้าได้เก็บอาการณ์โมโหสุดๆ ไปเล่าให้พี่ๆ ในโรงเรียนฟัง และบังเอิญเป็นครูที่ปรึกษาของพี่ชายของเด็กคนนี้ด้วย (มีพี่ชาย 2 คน อยู่ชั้นมัธยมแล้ว) ทำให้ข้าพเจ้ารับรู้ข้อมูลใหม่ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผิด และเสียใจที่สุดในชีวิต ในสิ่งที่ข้าพเจ้าลงโทษลูกศิษย์ของข้าพเจ้า คือ เด็กสามคนนี้ฐานะทางบ้านยากจน ต้องไปช่วยผู้ปกครอง(ในอดีตเคยเป็นลูกจ้างโรงหล่อพระ แต่ปัจจุบันเลิกกิจการจึงไม่มีอาชีพที่แน่นอนต้องรับจ้างทั่วไป) ทำงานรับจ้างหลังเลิกเรียน และวันหยุด เพื่อนำเงินมาเป็นค่าขนม และค่าน้ำมันรถมอเตอร์ไซด์(เก่าๆ)ที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางมาโรงเรียนเนื่องจากบ้านอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก ถ้าวันใดไม่มีเงินก็ไม่มีน้ำมัน และไม่ได้มาโรงเรียน (ปัจจุบันทางโรงเรียนได้ช่วยเหลือค่าน้ำมันรถและให้การช่วยเหลือในด้านอื่นๆเท่าที่จะทำได้  )         

             เมื่อได้ทราบดังนั้นความโกรธก็ได้เปลี่ยนเป็นความสงสาร(และสำนึกผิดอย่างแรง) ข้าพเจ้าจึงไม่ทำโทษเมื่อเด็กคนนี้ขาดเรียนอีก แต่จะเปลี่ยนเป็นซักถาม พูดคุยแทน ก็จะได้รับคำตอบว่าไปทำงานหาเงินมาครับ ไปทุกวันหลังเลิกเรียนก็ไป ข้าพเจ้าก็จะถามว่าทำงานอะไรได้เงินเท่าไร  ทำไหวไหม  เหนื่อยไหม(เพราะบางงานน่าจะเกินกำลังของเด็ก ป.2 ที่จะทำได้) พร้อมใช้มือลูบศีรษะและบอกว่า เก่งมากค่ะ (นางงาม รักเด็ก) ข้าพเจ้าสังเกตว่าหลังจากนั้นเด็กผู้ชายคนนี้ดูจะมีความสุขกับการมาโรงเรียน และเล่าเรื่องราวต่างๆให้ครูฟัง พฤติกรรมการนั่งเหม่อและนั่งหลับก็หายไป  ตอนเย็นก่อนกลับบ้านก็ช่วยกวาดห้องเรียน (แต่ยังหยุดเรียนบ่อยเหมือนเดิม)          

             และวันนี้(14 ธ.ค.49)เป็นวันที่ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกผิดกับการกระทำที่ผ่านมาของตัวเองอีกครั้ง เด็กคนนี้หยุดเรียน(ตามปกติ) และมาเรียนในวันนี้  ก็ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่าเมื่อวานผมไปทำงานโดนไม้กระแทกมือบวมเลยครับ แม่ผมก็โดน (พร้อมกับยกมือข้างนั้นให้ข้าพเจ้าดูด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้ม)ข้าพเจ้าจึงใช้มือลูบศีรษะ และพูดว่า  ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็หาย(นางงามอีกแล้ว) และเขาก็หยิบของขึ้นมาส่งให้พร้อมบอกว่า ครูครับผมมีจดหมาย เมื่อรับมาดูก็เห็นเป็น ส.ค.ส ลายการ์ตูนพิมพ์ข้อความที่ทำให้ข้าพเจ้าอมยิ้ม และคิดว่า ในความลำบาก .. ก็มีบางมุมของความสุขเล็กๆ..ของเด็กคนนี้  และทำให้ข้าพเจ้าได้รับบทเรียนอันยิ่งใหญ่ว่า ก่อนที่จะทำโทษเด็กเรื่องใดให้สอบถามความจริงก่อน..อย่าเอาอารมณ์ของตนเองเป็นเครื่องตัดสินใจ..จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง..   และ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้...ครูจะไม่ทำโทษหนู..  

 

          ข้อ  ความใน ส.ค.ส

           อ่านนิด....ยิ้มหน่อย

           อ่านบ่อย.....ยิ้มหวาน

           อ่านนาน....ยิ้มนาน

           หลอกให้อ่าน..... โอ๊ยสะใจ